เอไอ : ปัญญาประดิษฐ์เทคโนโลยีที่จะปฏิวัติเรื่อง “กลิ่น” ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตในอนาคต

22 ต.ค. 2564 - 02:20 น.

ตั้งแต่น้ำหอม ไปจนถึงน้ำยาดับกลิ่นกาย และน้ำหอมปรับอากาศในที่สาธารณะ กลิ่นอาจเป็นสิ่งล่าสุดในชีวิตของเราที่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ เอไอ กำลังจะเข้ามาพลิกโฉม

เกาะติดข่าว กดติดตาม ข่าวสด

เทคโนโลยีการรวบรวมข้อมูลปริมาณมหาศาล และคอมพิวเตอร์ความเร็วสูงกำลังถูกนำมาใช้ในการระบุเทรนด์น้ำหอมใหม่ และช่วยพัฒนาผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ได้รวดเร็วขึ้นอย่างไม่เคยมีมาก่อน

Cheerful young woman enjoying while brushing teeth against wall
Getty Images

ขณะเดียวกันก็มีการพัฒนาเทคโนโลยีเอไอ เพื่อที่สักวันหนึ่งจะสามารถนำมาใช้ในการตรวจจับกลิ่นของโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ เพื่อให้ผู้ป่วยได้รู้ตัวตั้งแต่เนิ่น ๆ ช่วยให้คนเรามีสุขภาพที่ดี และมีชีวิตที่ยืนยาวขึ้น

นี่คือแนวโน้มที่เทคโนโลยีเอไอจะส่งผลต่อกลิ่นที่อยู่รอบตัวเรา ตั้งแต่น้ำหอมที่เราใช้ ไปจนถึงวิธีการวินิจฉัยโรคร้ายต่าง ๆ

ตรวจจับปัญหา

A concourse at a crowded station
Getty Images

ธุรกิจสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีของฝรั่งเศสที่ชื่อ “อารีแบลล์” (Aryballe) คิดค้นวิธีการวิเคราะห์กลิ่น เพื่อค้นหาว่ากลิ่นต่าง ๆ ส่งผลต่อคนเราอย่างไร และสามารถบอกอะไรเกี่ยวกับสุขภาพของเราได้บ้าง

การตรวจจับกลิ่นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะในขณะที่แสงและเสียงมีความยาวคลื่นที่เฉพาะเจาะจง แต่การจะวัดและหาปริมาณของกลิ่นไม่สามารถทำได้โดยง่าย

แต่บริษัท Aryballe ใช้ส่วนเล็ก ๆ ของโปรตีนที่ติดอยู่บนแผ่นซิลิคอน ชิป เพื่อตรวจจับโมเลกุลต่าง ๆ ที่เราสามารถได้กลิ่น โดยที่จะเพิกเฉยต่อก๊าซต่าง ๆ โดยรอบที่จมูกคนเราไม่สามารถรับรู้ได้ เช่น ออกซิเจน ไนโตรเจน และคาร์บอนมอนอกไซด์

แซม กิลโลเม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร หรือ ซีอีโอ ของ Aryballe กล่าวว่า “คุณจำเป็นต้องใช้ปัญญาประดิษฐ์ เพราะคุณไม่สามารถบรรยายกลิ่น [ในเชิงวิทยาศาสตร์] ได้…สิ่งเดียวที่คุณทำได้คือการสอนให้เครื่องจักรรู้ว่า ‘นี่คือชีส นี่คือสตรอว์เบอร์รี นี่คือราสเบอร์รี'”

เทคโนโลยีนี้อาจมีบทบาทสำคัญในการเฝ้าตรวจสอบสถานที่ที่คนเราต้องใช้เวลาอยู่นาน ๆ เพื่อให้มั่นใจว่าสภาพแวดล้อมเหล่านี้เหมาะสมที่จะอยู่ ซึ่งเป็นสิ่งที่คนเราเริ่มตระหนักมากขึ้นหลังการระบาดใหญ่ของโควิด-19

เครื่องตรวจจับกลิ่นอาจมีประโยชน์ที่ใกล้ตัวมากกว่านั้น เพราะเป็นที่ทราบกันมานานหลายปีว่า เราสามารถบ่งชี้โรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ ได้จากการตรวจจับกลิ่น ยกตัวอย่างเช่น ที่สนามบินกรุงเฮลซิงกิ ของฟินแลนด์ซึ่งเมื่อปีก่อนได้ทดลองใช้สุนัขดมกลิ่นหาผู้ติดเชื้อโรคโควิด-19 ในหมู่นักเดินทาง

แนวคิดนี้อาจนำไปสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อการเฝ้าระวังสุขภาพที่เราใช้กันในชีวิตประจำวันเพื่อตรวจหาสัญญาณของโรคร้าย

กิลโลเม ซีอีโอ ของ Aryballe อธิบายถึงอนาคตของผลิตภัณฑ์ประเภทนี้ว่า “เวลาที่ผมแปรงฟัน ผมอาจมีตัวเซ็นเซอร์ [กลิ่น] อยู่ในแปรงสีฟัน ซึ่งสามารถประเมินสุขภาพของผมได้”

ตัวเซ็นเซอร์ หรือตัวตรวจจับกลิ่นนี้อาจบ่งชี้ว่า “นี่คือสัญญาณของโรคเบาหวาน…นี่คือสัญญาณของโรคมะเร็ง” เขาบอก

การตรวจพบโรคและรักษาตั้งแต่เนิ่น ๆ ก่อนหน้าที่ร่างกายจะเริ่มแสดงอาการของโรคที่รุนแรงนั้น จะช่วยเพิ่มโอกาสที่ผู้ป่วยจะได้รับการรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ และหายป่วยได้มากขึ้น

กิลโลเม เชื่อว่า อุปกรณ์อัจฉริยะที่ทำงานด้วยเทคโนโลยีเอไอ เช่น แปรงสีฟันตรวจจับโรคเบาหวาน เป็นสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้

“มันไม่ใช่คำถามว่า “จะมีหรือไม่” แต่เป็นคำถามว่า “เมื่อไหร่” เขากล่าว

ศาสตร์แห่งกลิ่น

A person sprays a fragrance on scent cards
Getty Images

นอกจากเรื่องสุขภาพแล้ว ปัจจุบันเอไอยังถูกนำมาใช้ในการพัฒนาน้ำหอมกลิ่นใหม่ ๆ ด้วย

มาริยา นูริสลาโมวา ผู้ร่วมก่อตั้งธุรกิจสตาร์ทอัพสัญชาติอเมริกันที่ชื่อ เซนต์เบิร์ด (Scentbird) เล่าว่า ตัวเองหลงใหลในกลิ่นของน้ำหอมมาตั้งแต่เด็ก และความชื่นชอบนี้นำเธอไปสู่การทำธุรกิจที่จัดส่งน้ำหอมหรูชนิดต่าง ๆ ไปให้ลูกค้าที่สมัครใช้บริการแบบรายเดือน

“แต่เทคโนโลยีก็เป็นความหลงใหลอย่างที่สองของฉัน” เธอเล่า

นี่จึงทำให้ นูริสลาโมวา ตัดสินใจออกผลิตภัณฑ์น้ำหอมแบบยูนิเซ็กส์ ที่ใช้ได้ทั้งชายและหญิง โดยใช้เทคโนโลยีเอไอในการวิเคราะห์ข้อมูลการใช้น้ำหอมของลูกค้าราว 300,000 รายของบริษัท

นูริสลาโมวา บอกว่า ปัญหาที่บริษัทพบก่อนหน้านี้ คือน้ำหอมชนิดหนึ่งมักเป็นที่ชื่นชอบของเฉพาะคนเพศใดเพศหนึ่งเท่านั้น

เธออธิบายว่า การทำให้น้ำหอมมีกลิ่นที่ถูกใจทั้งผู้ชายและผู้หญิงเป็นเรื่องยาก แต่การวิจัยของบริษัทพบน้ำหอม 12 กลิ่นที่ถูกใจคนทั้งสองเพศ และนำข้อมูลที่ได้นี้ไปพัฒนาเป็นน้ำหอมในชุดที่ชื่อว่า Confessions of a Rebel ที่อาจแปลไทยได้ว่า คำสารภาพของขบถ ซึ่งได้กลายเป็นหนึ่งในกลิ่นขายดีที่สุดของบริษัท

ปัจจุบัน Scentbird ได้ทำวิจัยเพื่อพัฒนาน้ำหอมชนิดใหม่ ๆ และได้เพิ่มกลิ่นใหม่อีก 2 กลิ่นขึ้นในปีนี้

นอกจากการใช้เอไอในการพัฒนาธุรกิจแล้ว เทคโนโลยีนี้ยังใช้เปลี่ยนวิธีการที่คนเรารับรู้กลิ่นด้วย

อิทธิพลต่ออารมณ์

A woman smells a bunch of flowers
Getty Images

อินเตอร์เนชันแนล เฟลเวอร์ส แอนด์ เฟรเกรินซ์ส (International Flavors & Fragrances หรือ IFF) บริษัทสัญชาติอเมริกัน ก็ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ในการศึกษาวิจัยเรื่องอิทธิพลของกลิ่นที่มีต่อคนเรา

บริษัทนี้อยู่เบื้องหลังการพัฒนากลิ่นให้น้ำหอมแบรนด์ดังต่าง ๆ เช่น อาร์มานี, คาลวิน ไคลน์ และจีวองชี

IFF มีประสบการณ์ผลิตน้ำหอมมายาวนานกว่าหนึ่งร้อยปี แต่การที่น้ำหอมชนิดหนึ่งมักใช้ส่วนผสม 60-80 ชนิด จากทั้งหมดราว 2,000 ชนิด การนำเอไอเข้ามาช่วยก็ทำให้กระบวนการสร้างสรรค์น้ำหอมชนิดใหม่ ๆ ทำได้ง่ายขึ้น

วาแลรี คล็อด หัวหน้าฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์ของ IFF กล่าวว่า “เอไอเป็นเครื่องมือเหมือนแผนที่กูเกิล (Google Maps) ที่ช่วยในการนำทางผ่านความซับซ้อนต่าง ๆ” ซึ่งจะเอื้อให้คนทำงานสามารถทุ่มเทเวลาให้กับการคิดสร้างสรรค์ตัวผลิตภัณฑ์ได้มากขึ้น

ผลิตภัณฑ์ที่ IFF พัฒนาขึ้นไม่ได้มีแค่น้ำหอม แต่ยังรวมถึงสินค้าที่เราใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น ผงซักฟอก น้ำยาปรับผ้านุ่ม แชมพู ฯลฯ ซึ่งบริษัทชี้ว่า ความต้องการของผู้บริโภคได้เปลี่ยนไปนับแต่โควิดระบาด

คล็อด บอกว่า ความต้องการซื้อสินค้าของผู้บริโภคเปลี่ยนจาก “กลิ่นที่ให้ความรู้สึกสะอาดและสดชื่น” ไปเป็นกลิ่นที่ให้ความรู้สึกถึงการดูและ และปกป้อง

“พวกเขาต้องการมีความรู้สึกสบายและได้รับการดูแล” เธออธิบาย โดยชี้ว่า อิทธิพลที่กลิ่นมีต่ออารมณ์ความรู้สึกของคนคือสิ่งที่บริษัทให้ความสนใจอย่างมาก

โครงการวิทยาศาสตร์เพื่อสุขภาวะ (Science of Wellness) ของ IFF มีเป้าหมายในการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ในการสร้างสรรค์น้ำหอมที่ช่วยกระตุ้นความรู้สึกสุขใจ ผ่อนคลาย มีสมาธิ และมีความมั่นใจในตัวเอง

นอกจากนี้ งานวิจัยของบริษัทยังศึกษาถึงความเป็นไปได้ในการใช้กลิ่นรักษาและบรรเทาโรคทางระบบประสาท เช่น โรคอัลไซเมอร์ เพื่อกระตุ้นสมองและชะลอผลกระทบจากโรค

………

ข่าว BBCไทย ที่เผยแพร่ในเว็บไซต์ ข่าวสด เป็นความร่วมมือของสององค์กรข่าว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน












ภาพที่



อัลบั้มภาพ เอไอ : ปัญญาประดิษฐ์เทคโนโลยีที่จะปฏิวัติเรื่อง “กลิ่น” ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตในอนาคต
ข่าวที่เกี่ยวข้อง