“บิ๊กฉัตร” ทำลายซากเรือประมง โชว์ทูตฯ 20 ประเทศ ก่อนอียูตรวจสอบปลายเดือนนี้

เมื่อวันที่ 12 ก.ย.เวลา 09.00 น.พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ได้นำคณะเอกอัครราชทูตประจำประเทศไทย จำนวน 20 ประเทศ จากสหภาพยุโรป สหรัฐอเมริกา และประเทศสมาชิกอาเซียนลงพื้นที่ จ.สมุทรสาคร เพื่อตรวจติดตามการรื้อทำลายซากเรือประมง จำนวน 9 ลำ กลางแม่น้ำท่าจีน พร้อมนำชมการยกระดับประสิทธิภาพระบบตรวจสอบย้อนกลับของประเทศไทยที่ได้มาตรฐาน

โดยขณะนี้กรมเจ้าท่าสามารถประกาศรายชื่อเรือประมงที่ถูกต้องตามกฎหมายได้ทั้งหมดจำนวน 10,743 ลำ ส่วนเรือประมงที่ถือว่าอยู่นอกระบบอย่างถาวรไม่สามารถกลับเข้าสู่ทะเบียนเรือไทยและเทียบท่าในประเทศไทยได้อีกต่อไป มีจำนวน 6,315 ลำ และมีเรือประมงที่ผุพังแล้วต้องดำเนินการรื้อทำลายซากเรือประมงนอกระบบทะเบียนเรือไทย เพื่อไม่ให้มีการนำไปแอบแฝงกระทำผิดกฎหมาย อีกจำนวน 861 ลำ

ทั้งนี้ วันเดียวกันนี้มีการทำลายซากเรือทั้งหมด 9 ลำ จากจำนวน 44 ลำ ของจ.สมุทรสาคร ซึ่งภาครัฐมีการดำเนินการตามกระบวนการอย่างเป็นระบบมีการสำรวจและประชาสัมพันธ์ก่อนหน้านี้ภายใน 30 วันตามระเบียบ การรื้อทำลายเช่นนี้จะดำเนินการอย่างต่อเนื่องจนครบ 861 ลำ เพื่อกำจัด ซากเรือประมงนอกระบบทะเบียนเรือไทยให้หมดสิ้นไปจากน่านน้ำไทย หลังจากเป็นปัญหาเรื้อรังมาหลายสิบปี

พล.อ.ฉัตรชัย กล่าวต่อว่า การที่เอกอัครราชทูตและผู้แทนสถานทูตจากประเทศต่าง ๆ เข้าเยี่ยมชมระบบตรวจสอบย้อนกลับสินค้าประมงไทยในครั้งนี้ จะเป็นการแสดงให้เห็นถึงเส้นทางของผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำ ตั้งแต่การจับสัตว์น้ำขึ้นมาจากทะเล ผ่านกระบวนการขึ้นท่า ทั้งจากในและต่างประเทศ ส่งต่อเข้ากระบวนการผลิตในโรงงาน จนได้เป็นผลิตภัณฑ์ประมงเตรียมพร้อมสำหรับการส่งออก

ซึ่งสามารถตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน เพื่อให้นานาประเทศเกิดความมั่นใจและเชื่อถือว่าผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำของประเทศไทย เป็นผลิตภัณฑ์ที่ปลอดจากการทำประมงผิดกฎหมาย อย่างไรก็ตาม ถือว่าตนพึงพอใจกับงานที่ทำในวันนี้ และพร้อมที่จะให้คณะกรรมการจากนานาประเทศ เข้ามาตรวจสอบ โดยคาดว่าปลายเดือนก.ย.นี้คณะกรรมการของอียูจะเข้ามาตรวจสอบ และเราไม่ได้กังวลเรื่องใบเหลืองหรือใบแดง

ด้านนายเปียร์ก้า ตาปิโอลา เอกอัครราชทูตสหภาพยุโรป ประจำประเทศไทย กล่าวว่า พอใจการทำงานของรัฐบาลไทย ที่มีความมุ่งมั่นในการตั้งใจแก้ปัญหานี้ ส่วนทางด้านเทคนิคเขาไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ หากรัฐบาลไทยมีระบบอะไรที่นำมาพัฒนาได้ ก็ขอให้ดำเนินการในส่วนนั้น ขณะที่นายวาลเดอมาร์ ดูบันยอฟสกี เอกอัครราชทูตโปรแลนด์ ประจำประเทศไทย กล่าวแสดงความยินดีกับไทยที่มีระบบที่เป็นมืออาชีพและทันสมัยมาก รวมถึงระบบตรวจสอบย้อนกลับ

บทความก่อนหน้านี้‘บิ๊กตู่’ อยากเหมือน’ป๋า’ เผยเหตุที่พูดมาก เพราะตอนเด็กครูไม่ให้ถาม
บทความถัดไปเพื่อนจุฬาฯ เล่าชัด #บอยสกล เผยนิสัยลึกๆ เปิดแช็ตบอยก่อนโดนแฉสนั่นโซเชียล!