ประเทศไม่เฮงซวย :คอลัมน์ ใบตองแห้ง

ประเทศไม่เฮงซวย :คอลัมน์ ใบตองแห้ง

ประเทศเฮงซวย จะอีก 50 หรืออีก 1,000 ปี ก็ไม่เจริญขึ้นหรอกŽ

แหม เป็นศิลปินเป็นคนของประชาชนควรมีวุฒิภาวะ แค่รอรถเมล์นาน ไม่น่าโวยวายจนเป็นประเด็นสาธารณะ ไม่รู้จักรักษา Image ตัวเองเลย แล้วจะทำมาหากินได้ไง

รู้ไว้ อีหนูเอ๋ย อยากประสบความสำเร็จในประเทศนี้ต้องสร้างภาพลักษณ์ เป็นคนดีของสังคม รู้จัก CSR รักษ์โลก รักเด็ก รักษ์ป่า ต้านอนุมูลอิสระ พูดจาต้องดูกระแส สังคมแห่ไปทางไหน เช่นเขากำลังโกรธคนร้ายก็ชูป้าย ข่มขืนต้องประหารŽ กำลังเห่ออนุรักษ์ก็ต้องขี่จักรยาน กำลังเห่อศีลธรรมก็ต้องเข้าวัดวิปัสสนา

จะบ่นอะไรก็ต้องดูจังหวะ เช่นสังคมกำลังเกลียดนักการเมือง ก็พูดได้ว่า น้ำท่วมไม่กลัว กลัวผู้นำโง่ จะพาเราตายหมดŽ แต่บ่นผิดยุคไม่ได้นะ ยุคนี้เขื่อนแตกเราเรียกว่าน้ำกัดเซาะ น้ำท่วมถึงคอเราเรียกว่าน้ำรอระบาย

ข้อสำคัญ ไม่ว่าจะเบื่อหน่ายไม่พอใจซักแค่ไหน ก็ยังต้องแหกปากร้องเพลง ร้ากเทอประเทศไทยŽ ไม่รักได้ไง เราไม่เคยเป็นเมืองขึ้นใครตั้งแต่เทือกเขาอัลไต แล้วตอนนี้เราก็กำลังจะมีรถไฟจีน เรือดำน้ำจีน รถถังจีน ไม่มีถนนลูกรังอีกแล้ว

จงเชื่อมั่นประเทศไทย ทำงานใหญ่ต่อไปŽ เอนกซินตึ๊งกล่าวไว้ ใช่เลย เราต้องฟิตระเบิดใจให้กว้างขวาง เลิกปลูกยางพารา อย่าเป็นเต่าล้านปี ต้องค้นคิดนวัตกรรมแปลกใหม่ ตู้เย็นหุงข้าวได้

นี่แหละประเทศไทย ไม่ได้เฮงซวยกว่าใคร ก็มีดีมีแย่เหมือนประเทศทั้งหลาย เพียงแต่ใส่ดราม่า แค่เนติวิทย์เชียร์อิมเมจ ก็โดนด่าไปทั้งคู่ หาว่าแอนตี้รัฐบาล

วัยรุ่นบ่นเป็นเรื่องธรรมดา มีทุกประเทศ แต่ประหลาดที่เป็นคนไทยบ่นไม่ได้ เดี๋ยวไม่รักชาติ มีคนเดียวที่บ่นได้ ทุกคืนวันศุกร์ บ่นคนไทยจิตใจบกพร่อง ขาดภูมิคุ้มกันทางศีลธรรม

มันน่าคิดไหมว่าคนไทยเดี๋ยวนี้อ่อนไหวจัง ทั้งเรื่องชาติ ศาสนา ความเป็นไทย กลายเป็นความภาคภูมิใจแตะต้องไม่ได้ ทั้งที่ปัญหารุมเร้าแทบทุกด้าน บางด้านก็แทบจะไร้หวัง เช่นความเป็นประชาธิปไตย ที่เคยก้าวไกลกว่าใครในภูมิภาค แต่วันนี้เป็นไทยแลนด์โอนลี่ เป็นประชาธิปไตยแบบไทยๆ

ด้านเศรษฐกิจจากที่อยากเป็นเสือตัวใหม่ หกล้มกับต้มยำกุ้งยังพอกลับมาได้ แต่เชิดหัวขึ้นในยุคอัศวินควายดำไม่กี่ปี สุดท้ายก็ติดกับดักทั้งเศรษฐกิจการเมืองความแตกแยก แก้ไม่ตกจนถึงวันนี้ กระทั่งเอกชนไทยยังหนีไปลงทุนต่างประเทศ

ด้านการศึกษา ผลสอบ PISA เด็กไทยคะแนนต่ำลงกว่าเพื่อนบ้านทุกปี ทั้งที่อุตส่าห์ท่องอาขยาน หัดให้เด็กกราบไหว้ถอนสายบัว แต่ไม่เป็นไร เราตั้งความหวัง ถ้าปฏิรูปประเทศสำเร็จ ภาษาไทยจะเป็นภาษากลางของโลก

เช่นกัน สัปปะรด ลำไย มังคุด ราคาตกต่ำไม่เป็นไร เรามีทุเรียน เราจะเป็นมหาอำนาจผลไม้

คนไทยหาวิธีชดเชยจิตใจให้ตัวเองเก่ง เมื่อไม่สามารถเติบโตทางเศรษฐกิจ เมื่อไม่สามารถก้าวหน้าทางประชาธิปไตย เมื่อติดกับดักไปเสียทุกอย่าง เราก็บอกได้ว่าเราเป็นประเทศศีลธรรม เป็นศูนย์กลางพุทธเถรวาท (พร้อมกับเป็นศูนย์กลางไสยศาสตร์) เป็นประเทศน่าอยู่ มีประเพณีน่ารัก เจอกันก็ยิ้มทักทาย (ยกเว้นนักเรียนช่างกล) ใครๆ ก็อยากมาเที่ยว มาชิมสตรีตฟู้ดดีที่สุดในโลก (อ้าว โดนไล่ไปเกือบหมด)

หรือในขณะที่ขาดแคลนแรงงานด้านเทคโนโลยี เราก็ภาคภูมิใจว่าคนไทยใช้โซเชี่ยลมีเดียสูงเป็นอันดับ 9 ของโลก ใช้เวลาก้มหน้า 3.7 ช.ม.ต่อวัน ใช้ไลน์ส่งดอกไม้สวัสดีกันทุกเช้า

คนไทย 70 ล้านไม่สิ้นคนดีหรอก เดี๋ยวก็มีนักกีฬา โปรเม น้องเมย์ นักบอล นักวอลเลย์ ฯลฯ สลับเป็นขวัญใจ มีคนนั้นคนนี้ไปร่วมงานอีเวนต์เช้าวันอังคารที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อความภูมิใจของคนในชาติ

คำถามคือจะแสวงหาที่พึ่งทางใจหนีความเป็นจริงกันไปถึงเมื่อไหร่ จะกลบปมไปถึงไหน ไม่ยอมรับด้านที่ต่ำตมและไม่แก้ไข ใครวิจารณ์ไม่ได้ ไม่รักชาติ ไม่รักประเทศนี้ก็ออกไปอยู่ที่อื่นสิ

ความเป็นไทยนี่น่ากลัวจริงๆ ยิ่งมายิ่งน่ากลัว 30-40 ปีก่อนยังไม่เป็นอย่างนี้ ทั้งที่ไม่มีห้าง ไม่มีฟาสต์ฟู้ด วัฒนธรรมตะวันตก เกาหลี ญี่ปุ่น หลั่งไหลเข้ามาขนาดนี้ ไม่รู้ว่านี่คือความเป็นไทยจริงๆ หรือความเป็นไทยแบบบริโภคนิยม ตื้นเขินรับประทานด่วน

สงสารก็แต่คนรุ่นใหม่ ต้องเติบโตมาต่อสู้แข่งขันในโลกที่เปลี่ยนเร็วมาก แต่ประเทศยังถูกครอบงำโดยคนรุ่นเก่า ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ กล่าวอวยพรไว้ว่า ขอให้พวกคุณโชคดีŽ