มนุษย์อาจกำลังมีวิวัฒนาการอย่างรวดเร็วกว่าที่เคยเป็นมา

ฝูงชน

Getty Images

ความก้าวหน้าทางการแพทย์และวิทยาการสมัยใหม่ อาจทำให้หลายคนคิดว่าโรคภัยและอุปสรรคในการดำรงชีวิตที่เป็นตัวขับเคลื่อนกระบวนการคัดเลือกโดยธรรมชาติ (Natural selection) ได้หมดไปแล้วสำหรับเผ่าพันธุ์มนุษย์ และคนเราในปัจจุบันไม่น่าจะมีวิวัฒนาการต่อไปได้อีก แต่ล่าสุดผลการศึกษาดีเอ็นเอในประชากรมนุษย์ทั่วโลกชี้ว่า สภาพการณ์ที่แท้จริงอาจไม่ได้เป็นเช่นนั้น

ศาสตราจารย์ ลอเรนซ์ ดี. เฮิร์ซต์ ผู้เชี่ยวชาญด้านพันธุศาสตร์วิวัฒนาการ จากมหาวิทยาลัยบาธของสหราชอาณาจักร แสดงทรรศนะดังข้างต้นในบทความที่เผยแพร่ผ่านเว็บไซต์วิชาการ The Conversation โดยระบุถึงหลักฐานทางพันธุกรรมในหลายกลุ่มประชากรทั่วโลกซึ่งชี้ว่า ทุกวันนี้มนุษย์เรายังคงมีวิวัฒนาการเพื่อต่อต้านโรคภัยไข้เจ็บและปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมอยู่เช่นเดิม แต่กระบวนการนี้อาจกำลังเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วกว่าที่เคยเป็นมาในอดีต

ศ. เฮิร์ซต์อธิบายว่า วิวัฒนาการ (Evolution) คือการเปลี่ยนแปลงของสารพันธุกรรมหรือดีเอ็นเอทีละน้อยอย่างต่อเนื่องในหลายชั่วรุ่นของสิ่งมีชีวิต กระบวนการคัดเลือกโดยธรรมชาติจะทำให้การกลายพันธุ์ (Mutation)ในดีเอ็นเอ ที่มีลักษณะเอื้อต่อความอยู่รอดหรือการเจริญพันธุ์ ถูกส่งต่อไปยังรุ่นลูกและแพร่ขยายตัวจนกลายเป็นลักษณะทั่วไปของกลุ่มประชากรนั้นในที่สุด

งานวิจัยหลายชิ้นพบว่า ผู้คนในพื้นที่กันดารห่างไกลความเจริญทางการแพทย์หลายแห่งของโลก ยังคงมีความเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมเกิดขึ้นในระดับดีเอ็นเอ จนร่างกายสามารถพัฒนาภูมิต้านทานโรคติดต่อร้ายแรงที่แพร่ระบาดในท้องถิ่น เช่นโรคไข้ลัสสา (Lassa fever) ไข้มาลาเรีย หรือแม้แต่เชื้อเอชไอวีได้

วิวัฒนาการที่ว่านี้ยังคงเกิดขึ้นกับกลุ่มประชากรที่ต้องปรับตัวเพื่ออาศัยบนที่สูง ซึ่งอากาศมีปริมาณออกซิเจนต่ำ โดยพบการแพร่ขยายของยีนกลายพันธุ์ที่ทำให้เลือดกักเก็บออกซิเจนได้มากขึ้น ในหมู่ชาวทิเบต ชาวเอธิโอเปีย และกลุ่มชนที่อาศัยในเทือกเขาแอนดีส โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีของชาวทิเบตนั้น อาจจัดได้ว่าเป็นความเปลี่ยนแปลงเชิงวิวัฒนาการที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วที่สุดในมนุษย์ โดยใช้เวลาราว 3,000 ปีเท่านั้น

พบการแพร่ขยายตัวของยีนกลายพันธุ์ที่ทำให้เลือดกักเก็บออกซิเจนได้มากขึ้นในหมู่ชาวทิเบต

Getty Images
พบการแพร่ขยายตัวของยีนกลายพันธุ์ที่ทำให้เลือดกักเก็บออกซิเจนได้มากขึ้นในหมู่ชาวทิเบต

นอกจากนี้ ยีนกลายพันธุ์ที่ช่วยในการปรับตัวเพื่อให้กินอาหารที่มีในท้องถิ่นได้ ก็ยังคงแพร่ขยายออกไปในปัจจุบัน เช่นในหมู่ชาวอินูอิต (Inuit) ซึ่งต้องกินสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในแถบอาร์กติกที่มีไขมันสูงเป็นประจำ การที่ชาวยุโรปเหนือมียีนที่ทำให้ย่อยน้ำตาลแล็กโทส (แลคโตส)ในนมได้มากกว่าชาวเอเชียตะวันออก ก็เนื่องมาจากเหตุผลเดียวกัน แม้อาหารขยะที่ทำลายสุขภาพก็ยังทำให้เกิดวิวัฒนาการในหมู่ชาวอเมริกันระหว่างช่วงศตวรรษที่ 20 ได้ โดยเริ่มพบยีนกลายพันธุ์ที่ช่วยควบคุมความดันโลหิตและระดับคอเลสเตอรอลแล้ว

อย่างไรก็ตาม กระบวนการคัดเลือกโดยธรรมชาติมีอิทธิพลต่อความเปลี่ยนแปลงของพันธุกรรมมนุษย์เพียง 8% เท่านั้น และไม่ใช่สาเหตุเดียวที่ทำให้ยีนกลายพันธุ์ถูกส่งต่อและแพร่ขยายไปยังลูกหลานในวงกว้าง เพราะอันที่จริงยังมีการกลายพันธุ์อีกประเภทที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้เองอย่างอิสระ ระหว่างการแบ่งตัวของเซลล์สืบพันธุ์ซึ่งได้แก่ไข่และอสุจิด้วย

การกลายพันธุ์ซึ่งทำให้เกิดวิวัฒนาการ อาจเกิดขึ้นได้เองอย่างอิสระระหว่างการแบ่งตัวของเซลล์สืบพันธุ์

Science Photo Library
การกลายพันธุ์ซึ่งทำให้เกิดวิวัฒนาการ อาจเกิดขึ้นได้เองอย่างอิสระระหว่างการแบ่งตัวของเซลล์สืบพันธุ์

ศ. เฮิร์ซต์มองว่า การกลายพันธุ์ในลักษณะนี้น่าจะเป็นปัจจัยสำคัญที่เร่งให้พันธุกรรมมนุษย์บางส่วนมีวิวัฒนาการรวดเร็วขึ้น โดยระหว่างการแบ่งตัวของเซลล์สืบพันธุ์ที่ต้องมีการแยกสายดีเอ็นเอและนำมาประกอบซ่อมแซมใหม่นั้น มีความโน้มเอียงที่เบสบางชนิดซึ่งเป็นองค์ประกอบของสารพันธุกรรมจะถูกเลือกมาใช้ซ่อมแซมมากกว่า ทำให้การกลายพันธุ์ในบางลักษณะเกิดขึ้นถี่กว่าและแพร่ขยายไปในกลุ่มประชากรรวดเร็วกว่า เช่นยีน HAR1 ซึ่งช่วยในการก่อตัวและพัฒนาการของสมอง

หากความก้าวหน้าของวิทยาการในโลกปัจจุบัน ทำให้บทบาทของการคัดเลือกโดยธรรมชาติมีความสำคัญลดลง การกลายพันธุ์ที่เกิดโดยอิสระระหว่างการแบ่งเซลล์สืบพันธุ์ ก็จะมีอิทธิพลสูงกว่าต่อวิวัฒนาการมนุษย์ในยุคใหม่ และเมื่อคำนึงถึงว่าผู้คนทุกวันนี้มีลูกกันช้าลง ก็ยิ่งมีโอกาสที่จะส่งต่อยีนกลายพันธุ์จากเซลล์สืบพันธุ์อายุมากของพ่อแม่ไปยังทายาทได้มากขึ้น จึงไม่น่าแปลกใจที่อัตราความเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมของมนุษย์จะยิ่งเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วกว่าที่คาดกันเอาไว้

บทความก่อนหน้านี้โตโยต้า ส่ง ชนินชา – พุทธมนต์ 2 ดาวรุ่งซิ่ง กาซู ศึกใหญ่เอเชียที่ญี่ปุ่น
บทความถัดไปแอน ประชันสวย 3 นางเอกรุ่นน้อง เผลอลั่นผลักใครตกตึกก่อนดี?!