จีนตื่น! โจ๋ฮิตแอพเปลี่ยนใบหน้า เนียนจนน่าเป็นห่วง

จีนตื่น! โจ๋ฮิตแอพเปลี่ยนใบหน้า

จีนตื่น! โจ๋ฮิตแอพเปลี่ยนใบหน้า เนียนจนน่าเป็นห่วง

จีนตื่น! โจ๋ฮิตแอพเปลี่ยนใบหน้า – วันที่ 5 ก.ย. บีบีซีรายงานว่า เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์และความวิตกในสังคมจีน หลังแอพพลิเคชั่น เจ้า (Zao) ได้รับความนิยมอย่างท่วมท้นในจีน โดยแอพดังกล่าวสามารถให้ผู้ใช้นำภาพนิ่งของใบหน้าตัวเองไปใส่แทนใบหน้าของคนในภาพ หรือภาพยนตร์ได้

ความสามารถดังกล่าวของแอพใช้ประสิทธิภาพของระบบปัญญาประดิษฐ์ หรือเอไอ เข้ามาช่วยตัดต่อ ถูกเผยแพร่เมื่อ 29 ส.ค. ที่ผ่านมา สร้างความวิตกกังวลว่า แอพดังกล่าวอาจถูกนำมาใช้เพื่อหลอกระบบการรักษาความปลอดภัยด้วยการสแกนใบหน้าได้

จีนตื่น! โจ๋ฮิตแอพเปลี่ยนใบหน้า

ด้านโมโม่ ผู้พัฒนาแอพดังกล่าว ยังต้องออกมาขอโทษต่อสังคมจีนด้วย หลังเงื่อนไขการใช้แอพตกเป็นเป้าโจมตี กรณีระบุว่า ภาพใบหน้าของผู้ใช้ที่ถูกอัพโหลดขึ้นไปเพื่อใช้ในการตัดต่อผ่านแอพนั้นจะต้องตกเป็นกรรมสิทธิ์ของทางผู้พัฒนา แต่แอพดังกล่าวยังคงได้รับความนิยมท่วมท้นจนเซิฟเวอร์รองรับไม่ไหว

ความวิตกที่เกิดขึ้นทำให้บริษัท อาลีเปย์ ในเครือของอาลีบาบา ออกแถลงการณ์ยืนยันความปลอดภัยของระบบ “ยิ้มแล้วจ่าย” (Smile to Pay) ด้วย ว่าระบบการรักษาความปลอดภัยของอาลีเปย์นั้นมีความแข็งแกร่งสูง ไม่สามารถถูกปลอมได้ด้วยแอพที่มีเทคโนโลยีตัดต่อใบหน้า

จีนตื่น! โจ๋ฮิตแอพเปลี่ยนใบหน้า

รายงานระบุว่า แอพ เจ้า ทำให้ผู้ใช้สามารถเปลี่ยนใบหน้าของบุคคลในภาพและคลิปต่างๆ ได้อย่างแนบเนียน โดยใช้ฐานข้อมูลใบหน้าจากภาพเซลฟี่ของผู้ใช้ในอุปกรณ์สื่อสาร แต่ผู้พัฒนาถูกโจมตีเนื่องจากเงื่อนไขที่ระบุให้ภาพเซลฟี่ที่ใช้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้พัฒนา

มากไปกว่านั้น ผู้พัฒนายังมีสิทธิเต็มที่ในการนำภาพที่ถือเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้พัฒนาไปส่งต่อให้กับผู้พัฒนารายอื่นๆ ซึ่งนักกฎหมายหลายคนออกมาท้วงติง ว่าอาจขัดต่อกฎหมายจีน

กระแสโจมตีดังกล่าวทำให้ โมโม่ ออกมาขอโทษ และปรับเปลี่ยนเนื้อหาของเงื่อนไขอย่างต่อเนื่อง พร้อมยืนยันว่า แอพไม่ได้นำข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้มาสะสมไว้ อย่างไรก็ดี แอพสนทนา WeChat ยังคงเดินหน้าแบนผู้ใช้ทุกคนที่อัพโหลดคอนเทนต์ที่มาจากแอพเจ้า

จีนตื่น! โจ๋ฮิตแอพเปลี่ยนใบหน้า

นอกจากนี้ แอพเจ้าเริ่มเผชิญกับข้อร้องเรียนจากผู้ใช้ ว่าแอพทำงานช้า โดยทางผู้พัฒนาระบุว่า เนื่องจากมีผู้ใช้มากกว่าที่คาดไว้ ทำให้ปริมาณโหลดที่เช่าไว้ของเซิฟเวอร์ต่อเดือนไม่พอ แม้จะมีรายจ่ายถึง 7 ล้านหยวน หรือกว่า 29 ล้านบาทต่อเดือนก็ตาม

ความสำเร็จของแอพดังกล่าวยังก่อให้เกิดเสียงวิจารณ์จากสื่อมวลชนของจีน อาทิ โกลบอล ไทมส์ สื่อกระบอกเสียงพรรคคอมมิวนิสต์จีน ระบุว่า แอพ เจ้า เป็นอีกตัวอย่างของแอพเอไอที่น่ากังวล เพราะอาจถูกนำไปใช้ในทางมิชอบได้ ขณะที่ทางการจีนอยู่ระหว่างพิจารณาปรับปรุงกฎหมายด้านนี้

นายจาง ซินเหยียน ทนายความ เรียกร้องให้ทางการจีนดำเนินการปรับปรุงกฎหมายเพื่อกำกับการใช้งานแอพเอไอโดยเร็วที่สุด พร้อมแสดงความวิตกว่า ข้อมูลที่แอพดังกล่าวสะสมไว้จากผู้ใช้งาน อาจนำไปสู่การก่ออาชญากรรมได้

ด้านศาสตราจารย์ฉู เว่ย ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวซินหัว ว่าปัจจุบัน ผู้คนส่วนใหญ่ใช้สมาร์ตโฟนและมีข้อมูลส่วนตัวอยู่จำนวนมาก เช่น เลขบัตรประชาชน ทรัพย์สิน รหัสต่างๆ และระบบเปย์ต่างๆ การไม่รู้ว่าแอพทีตัวเองใช้นั้นล้วงเอาอะไรไปบ้าง ถือว่าอันตรายมากๆ

ขณะที่ ปักกิ่ง นิวส์ ถึงขั้นตั้งคำถามว่า แอพดังกล่าวจะเป็นภัยต่อความมั่นคงด้วยหรือไม่ เนื่องจากเทคโนโลยีปลอมใบหน้าด้วยเอไอ หรือดีพ-เฟค อาจถูกใช้พัฒนาต่อเพื่อต่อต้านเทคโนโลยีสแกนใบหน้าที่ทางการจีนใช้ในปัจจุบันได้

บทความก่อนหน้านี้ได้อีกนาน! เฟเดอเรอร์ ไร้ความคิดแขวนแร็กเกต แม้ปีนี้วืดแชมป์แกรนด์สแลม
บทความถัดไปกันต์ กันตถาวร โพสต์ภาพแคปชั่นหวานถึง พลอย จนแฟนคลับแซวกลับแบบนี้