คอนเฟิร์ม..!!บอลโลกดูฟรี “ช่อง5-อัมรินทร์-ทรู4ยู”ครบ 64 แมตช์

เมื่อวันที่ 30 เม.ย. ที่บ้านเกษะโกมล พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และประธานคณะกรรมการการกีฬาแห่งประเทศไทย เป็นประธานแถลงข่าว “ประเทศไทยเซ็นสัญญาคว้าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลโลก 2018” ระหว่างวันที่ 14 มิ.ย.- 15 ก.ค. ที่ประเทศรัสเซีย โดยเป็นการผนึกกำลังระหว่างรัฐบาล นำโดย กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา การกีฬาแห่งประเทศไทย ร่วมกับเอกชน 9 องค์กร ให้คนไทยดูฟรีไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆครบทั้ง 64 แมตช์ ผ่านช่อง ทรูโฟร์ยู ช่อง 24 อัมรินทร์ ทีวี ช่อง 34 และช่อง 5

พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ในฐานะรัฐบาล เรายินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะประกาศให้คนไทยทราบว่าขณะนี้การเซ็นสัญญาคว้าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลโลก 2018 กับสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) ผ่านทาง บริษัท อินฟรอนท์ สปอร์ต แอนด์ มีเดีย ผู้ถือลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกในภูมิภาคเอเชีย ได้สำเร็จเป็นที่เรียบร้อย ต้องขอบคุณทุกภาคส่วนที่ช่วยกันทำให้การเซ็นสัญญาครั้งนี้สำเร็จไปด้วยดี

 

“การเจรจาที่ผ่านมา มีความล่าช้าเล็กน้อย เนื่องจากคิงเพาเวอร์ ซึ่งแต่งตั้งให้เป็นผู้แทนเจรจาตอนต้น เพิ่งได้รับแจ้งนโยบาย และข้อกำหนดจากฟีฟ่าว่าจะทำการเจรจาและลงนามในสัญญากับบริษัทผู้ประกอบธุรกิจบรอดแคสติ้งเท่านั้น ซึ่งในเวลากระชั้นชิด เพื่อให้ฟีฟ่าอนุมัติได้รวดเร็วจะต้องเป็นผู้ที่มีประสบการณ์การถ่ายทอดการแข่งขันกีฬาระดับโลกเท่านั้น จึงประสานให้ บจ.ทรูวิชั่นส์ กรุ๊ป เป็นตัวแทนประเทศไทยในการเจรจา และลงนามในสัญญา เพื่อให้คนไทยทั้งประเทศสามารถรับชมการแข่งขันฟุตบอลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายตั้งแต่รอบแรกไปจนถึงรอบชิงชนะเลิศครบทั้ง 64 แมตช์”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับโปรแกรมถ่ายทอดสดทั้งหมด ยังอยู่ระหว่างการดำเนินการ ขณะที่ค่าลิขสิทธิ์ที่ลงนามกับฟีฟ่า คาดว่าอยู่ที่ประมาณ 700-900 ล้านบาท ไม่รวมค่าดึงสัญญาณและค่าดำเนินการต่างๆอีกรวมทั้งสิ้น 1400  ล้านบาท ทั้งนี้จากที่ก่อนหน้ามีบริษัทเอกชนร่วมลงขันรวม 7 ราย ออกค่าใช้จ่ายเท่ากันรายละ 200 ล้านบาท มีการปรับเปลี่ยนใหม่ โดยมีทั้งหมด 9 บริษัท เพิ่ม บมจ. พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด และ บจ. คาราบาวตะวันแดง เข้ามา ขณะที่สัดส่วนการออกค่าใช้จ่ายนั้นแตกต่างกันตามกำลังและสิทธิ์ในการถ่ายทอดสดที่ได้รับตั้งแต่ 50-200 ล้านบาท

7

สำหรับ 9 องค์กรเอกชน ประกอบด้วย บมจ.บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์, บมจ.ไทยเบฟเวอเรจ, บจ.เครือเจริญโภคภัณฑ์, บมจ.กัลฟ์ เอ็นเนอร์ จี ดีเวลลอปเมนท์, ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน), บจ.คิง เพาเวอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล, บมจ.พีทีที โกลบอล เคมิคอล, บมจ.บางจากคอร์ปอเรชั่น และ บจ.คาราบาวแดง

 

บทความก่อนหน้านี้ต่อไปนี้ไม่ต้องใช้แล้ว “สำเนาทะเบียนบ้าน-สำเนาบัตรประชาชน” !!
บทความถัดไปรถตู้ซิ่งแรงชนท้ายบรรทุกพ่วง คนขับถูกอัดก็อบปี้ติดในรถเจ็บหนัก คนนั่งดับอนาถ