เงินบาทแข็งค่าสุดรอบ 7 เดือนครั้งใหม่ ขณะที่ดัชนีตลาดหุ้นไทยฟื้นตัวกลับมาได้ช่วงปลายสัปดาห์

บาทแข็งค่าสุดรอบ 7 เดือน

เงินบาทแข็งค่าสุดรอบ 7 เดือนครั้งใหม่ ที่ 31.87 บาทต่อดอลลาร์ฯ ท่ามกลางแรงกดดันเงินดอลลาร์ฯ ที่มาจากหลายด้าน ขณะที่ดัชนีตลาดหุ้นไทยฟื้นตัวกลับมาได้ช่วงปลายสัปดาห์

บาทแข็งค่าสุดรอบ 7 เดือน – บริษัท ศูนย์วิยจัยกสิกรไทย จำกัด สรุปภาวะตลาดเงินตลาดทุนรายสัปดาห์ (7-11 ม.ค. 2562) สรุปความเคลื่อนไหวของค่าเงินบาท เงินบาทแตะระดับแข็งค่าสุดในรอบ 7 เดือนครั้งใหม่ที่ 31.87 บาทต่อดอลลาร์ฯ ท่ามกลางแรงกดดันเงินดอลลาร์ฯ ที่มาจากหลายด้าน โดยเฉพาะสัญญาณชะลอจังหวะการขึ้นดอกเบี้ยของเฟด (ซึ่งถูกตอกย้ำทั้งจากการแสดงความคิดเห็นของประธานเฟด และบันทึกการประชุมเฟด) รวมถึงความกังวลต่อความเสี่ยงจากสถานการณ์ที่ยืดเยื้อของภาวะชัตดาวน์ของสหรัฐฯ นอกจากนี้ การแข็งค่าของสกุลเงินในภูมิภาค และเงินหยวน ก็เป็นปัจจัยที่หนุนการแข็งค่าของเงินบาทด้วยเช่นกัน ในวันศุกร์ (11 ม.ค.) เงินบาทอยู่ที่ระดับ 31.90 เทียบกับระดับ 32.08 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในวันศุกร์ก่อนหน้า (4 ม.ค.)

สำหรับสัปดาห์ถัดไป (14-18 ม.ค.) ธนาคารกสิกรไทยประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทที่ 31.80-32.20 บาทต่อดอลลาร์ฯ โดยตลาดรอติดตามผลการโหวตร่างข้อตกลงว่าด้วยการแยกตัวของอังกฤษออกจากสหภาพยุโรปของรัฐสภาอังกฤษ รวมถึงสถานการณ์ชัตดาวน์และสัญญาณเกี่ยวกับทิศทางนโยบายการเงินของสหรัฐฯ จากถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่เฟด ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญในระหว่างสัปดาห์ ประกอบด้วย ดัชนีราคาผู้ผลิต ดัชนีราคานำเข้า-ส่งออก ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือนธ.ค. 2561 ผลสำรวจกิจกรรมภาคการผลิตของเฟดสาขานิวยอร์ก ผลสำรวจแนวโน้มธุรกิจของเฟดสาขาฟิลาเดลเฟีย และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (เบื้องต้น) เดือนม.ค. 2562 จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ และรายงาน Beige Book ของเฟด ขณะที่ ปัจจัยต่างประเทศอื่นๆ ที่น่าจะเป็นจุดสนใจเพิ่มเติมของตลาด ได้แก่ ตัวเลขเศรษฐกิจจีนเดือนธ.ค. 2561

สรุปความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นไทย ดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับตัวเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อน โดยดัชนี SET ปิดที่ระดับที่ 1,597.04 จุด เพิ่มขึ้น 1.39% จากสัปดาห์ก่อน ขณะที่มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันเพิ่มขึ้น 10.34% จากสัปดาห์ก่อน มาที่ 45,188.84 ล้านบาท ส่วนตลาดหลักทรัพย์ mai เพิ่มขึ้น 1.36% จากสัปดาห์ก่อน มาปิดที่ 361.97 จุด

ดัชนีตลาดหุ้นไทยพุ่งขึ้นในช่วงต้นสัปดาห์ท่ามกลางความคาดหวังในเชิงบวกเกี่ยวกับผลการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน ก่อนจะลดช่วงบวกลงบางส่วนในเวลาต่อมา โดยได้รับแรงกดดันจากแรงขายหุ้นในกลุ่มโรงพยาบาล หลังกกร. มีมติเพิ่มรายการสินค้ายาและเวชภัณฑ์ในบัญชีสินค้าควบคุมปี 2562 ขณะที่ หุ้นกลุ่มสื่อสาร หลังมีข่าวการทำสัญญาระงับข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาสัมปทานของบริษัทสื่อสารรายใหญ่แห่งหนึ่ง อย่างไรก็ดี ดัชนีฯ ฟื้นตัวกลับมาได้ช่วงปลายสัปดาห์ ตามทิศทางตลาดต่างประเทศ หลังประธานเฟดยังคงระบุถึงความอดทนต่อการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯ ในปีนี้

สำหรับสัปดาห์ถัดไป (14-18 ม.ค.) บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด มองว่า ดัชนีหุ้นไทยมีแนวรับที่ 1,585 และ 1,575 จุด ขณะที่ แนวต้านอยู่ที่ 1,610 และ 1,620 จุด ตามลำดับ โดยปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม คงได้แก่ การทยอยประกาศผลประกอบการไตรมาส 4/61 ของบริษัทจดทะเบียน และถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่เฟดระดับสูง ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือนธ.ค. รวมถึงผลสำรวจแนวโน้มธุรกิจของเฟดสาขาฟิลาเดลเฟียเดือนม.ค. ขณะที่ ปัจจัยต่างประเทศที่สำคัญอื่นๆ ได้แก่ ดัชนีราคาผู้บริโภคเดือนธ.ค. ของประเทศในแถบยุโรปและญี่ปุ่น

บทความก่อนหน้านี้ไดโดมอน รื้อฟื้นปัดฝุ่นตำนานบุฟเฟต์ปิ้งย่าง ขนทัพอาหารสดใหม่
บทความถัดไปปลุกผีไม่เอาเลือกตั้ง คอลัมน์ ใบตองแห้ง