เงินบาทแตะระดับแข็งค่าสุดในรอบเกือบ 9 เดือน ขณะที่ ดัชนีหุ้นไทยปรับขึ้นหลังผลประชุมเฟด

บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด สรุปภาวะตลาดเงินตลาดทุนรายสัปดาห์ (28 ม.ค.-1 ก.พ.) สรุปความเคลื่อนไหวของค่าเงินบาท เงินบาทแข็งค่าสุดในรอบเกือบ 9 เดือนที่ 31.18 บาทต่อดอลลาร์ฯ หลังการประชุมเฟด โดยเงินบาททยอยแข็งค่าขึ้น สอดคล้องกับสถานะซื้อสุทธิหุ้นไทยของนักลงทุนต่างชาติ และทิศทางการแข็งค่าของสกุลเงินอื่นๆ ในภูมิภาค

ขณะที่ เงินดอลลาร์ฯ เผชิญแรงเทขาย ท่ามกลางสัญญาณชะลอการคุมเข้มนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) โดยเฟดได้ปรับเปลี่ยนข้อความที่เคยระบุถึงการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างค่อยเป็นค่อยไป มาเป็นการส่งสัญญาณว่าจะมีการดำเนินนโยบายการเงินด้วยความระมัดระวัง ในวันศุกร์ (1 ก.พ.) เงินบาทอยู่ที่ระดับ 31.27 เทียบกับระดับ 31.65 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในวันศุกร์ก่อนหน้า (25 ม.ค.)

สำหรับสัปดาห์ถัดไป (4-8 ก.พ.) ธนาคารกสิกรไทยประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทที่ 31.10-31.60 บาทต่อดอลลาร์ฯ โดยจุดสนใจของตลาดในประเทศน่าจะอยู่ที่ผลการประชุมนโยบายการเงินของกนง. (6 ก.พ.) ขณะที่ปัจจัยสำคัญในต่างประเทศ ประกอบด้วย ถ้อยแถลงของประธานเฟดและเจ้าหน้าที่ระดับสูงของเฟด ผลการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางอังกฤษ ความคืบหน้าในการเจรจาทางการค้าระหว่างสหรัฐฯและจีน ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจต่างประเทศที่สำคัญในระหว่างสัปดาห์ ประกอบด้วย ยอดคำสั่งซื้อภาคโรงงาน ข้อมูลการค้าระหว่างประเทศเดือนพ.ย. และจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ของสหรัฐฯ ตลอดจนดัชนี PMI ภาคบริการเดือนก.พ. ของสหรัฐฯ และประเทศชั้นนำอื่นๆ ของโลก

สรุปความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นไทย ดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับขึ้นต่อเนื่องจากสัปดาห์ก่อน โดยดัชนี SET ปิดที่ระดับที่ 1,651.40 จุด เพิ่มขึ้น 1.71% จากสัปดาห์ก่อน ขณะที่ มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันลดลง 8.51% จากสัปดาห์ก่อน มาที่ 50,934.62 ล้านบาท ส่วนตลาดหลักทรัพย์ mai ขยับขึ้น 2.84% จากสัปดาห์ก่อน มาปิดที่ 381.93 จุด

ดัชนีตลาดหุ้นไทยแกว่งตัวในกรอบแคบช่วงต้นสัปดาห์ ขณะที่ นักลงทุนรอติดตามความคืบหน้าของประเด็น BREXIT และผลการประชุมเฟดในช่วงกลางสัปดาห์ อย่างไรก็ดี ดัชนีฯ ดีดตัวขึ้นตั้งแต่ช่วงกลางสัปดาห์ตามทิศทางตลาดหุ้นต่างประเทศ หลังเฟดส่งสัญญาณชะลอการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมรอบล่าสุด นอกจากนี้ ตลาดหุ้นไทยยังได้รับอานิสงส์จากการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนรอบล่าสุด ที่ถึงแม้ว่าจะยังไม่มีข้อสรุป แต่มีความคืบหน้าและเป็นไปในทิศทางที่ดี

สำหรับสัปดาห์ถัดไป (4-8 ก.พ.) บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด มองว่า ดัชนีหุ้นไทยมีแนวรับที่ 1,640 และ 1,625 จุด ขณะที่ แนวต้านอยู่ที่ 1,660 และ 1,680 จุด ตามลำดับ โดยปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม คงได้แก่ การประชุมนโยบายการเงินของกนง. (6 ก.พ.) ถ้อยแถลงของนายเจอโรม พาวเวล ประธานเฟดรวมถึงเจ้าหน้าที่เฟดระดับสูง ตลอดจนผลประกอบการไตรมาส 4/61 ของบริษัทจดทะเบียน ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ ดัชนี PMI ภาคบริการ เดือนม.ค. ขณะที่ ปัจจัยต่างประเทศที่สำคัญอื่นๆ ได้แก่ ผลการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางอังกฤษและธนาคารกลางออสเตรเลีย ตลอดจนดัชนี PMI Composite เดือนม.ค. ของประเทศแถบยุโรป

บทความก่อนหน้านี้พาณิชย์ สั่งออกตรวจตลาดป้องประชาชนโดนโขกราคาช่วงเทศกาลตรุษจีน
บทความถัดไปดร.พิจิตต แนะตรวจสอบโรงงานอุตสาหกรรม ใกล้ศูนย์กลางกทม. ปล่อยควันเกินมาตรฐาน