เงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่า ขณะที่หุ้นไทยเผชิญแรงขายจากนักลงทุนสถาบันและต่างชาติ

บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด สรุปภาวะตลาดเงินตลาดทุนรายสัปดาห์ (7-12 ต.ค. 2562) สรุปความเคลื่อนไหวของค่าเงินบาท เงินบาทกลับมาแข็งค่าในช่วงปลายสัปดาห์ โดยเงินบาทขยับอ่อนค่าลงในช่วงต้นถึงกลางสัปดาห์ ตามการอ่อนค่าของสกุลเงินในภูมิภาค และแรงขายสินทรัพย์เสี่ยงท่ามกลางความกังวลต่อปัจจัยเสี่ยงจากสงครามการค้า สถานการณ์ BREXIT และสัญญาณการชะลอตัวของภาคการผลิตในสหรัฐ และยูโรโซน นอกจากนี้ สถานะขายสุทธิหุ้นไทยของนักลงทุนต่างชาติ ก็เป็นปัจจัยลบต่อเงินบาทด้วยเช่นกัน

อย่างไรก็ดี เงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นในช่วงที่เหลือของสัปดาห์ หลังจากที่เงินดอลลาร์สหรัฐ ยังคงเผชิญแรงขายอย่างต่อเนื่องจากข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐ ที่ตอกย้ำทิศทางชะลอตัว อาทิ การจ้างงานภาคเอกชน และดัชนี ISM ภาคบริการในเดือนก.ย.ในวันศุกร์ (4 ต.ค.) เงินบาทอยู่ที่ 30.43 บาทต่อดอลลาร์ เทียบกับระดับ 30.64 บาทต่อดอลลาร์ ในวันศุกร์ก่อนหน้า (27 ก.ย.)

สำหรับสัปดาห์ถัดไป (7-11 ต.ค.) ธนาคารกสิกรไทยประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทที่ 30.40-30.70 บาทต่อดอลลาร์ โดยปัจจัยสำคัญที่ตลาดรอติดตาม ได้แก่ การเจรจาในประเด็นการค้าระหว่างสหรัฐ และจีน ทางออกของเรื่อง BREXIT รวมถึงสัญญาณทิศทางดอกเบี้นโยบายของสหรัฐ จากบันทึกการประชุมเฟดเมื่อวันที่ 17-18 ก.ย. ถ้อยแถลงเจ้าหน้าที่ระดับสูงของเฟด ขณะที่ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐ ที่สำคัญ ได้แก่ ดัชนีราคาผู้บริโภค ดัชนีราคาผู้ผลิต ดัชนีราคาสินค้านำเข้า-ส่งออก เดือนก.ย. และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐ (เบื้องต้น) เดือนต.ค.

สรุปความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นไทย ดัชนีตลาดหุ้นไทยปิดปลายสัปดาห์ที่ระดับ 1,605.96 จุด ลดลง 2.30% จากสัปดาห์ก่อน ขณะที่มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 40,481.99 ล้านบาท ลดลง 14.68% จากสัปดาห์ก่อน ส่วนตลาดหลักทรัพย์ mai ลดลง 2.40% จากสัปดาห์ก่อน มาปิดที่ 337.32 จุด

ดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงตลอดสัปดาห์ ตามแรงเทขายของกลุ่มนักลงทุนสถาบันและต่างชาติ โดยปัจจัยลบที่กดดันตลาด ได้แก่ ความกังวลต่อผลประกอบการของ บจ. ในไตรมาส 3 ที่อาจจะมีทิศทางอ่อนแอ ข้อพิพาทการค้าสหรัฐ-จีนที่ยังคงไม่คลี่คลาย การเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจที่ค่อนข้างอ่อนแอทั้งในสหรัฐและยูโรโซน ซึ่งกระตุ้นความกังวลต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก รวมถึงความขัดแย้งระลอกใหม่ระหว่างสหรัฐและยุโรป หลังสหรัฐ อาจมีการพิจารณาเรียกเก็บภาษีต่อสินค้านำเข้าจากยุโรป

สำหรับสัปดาห์ถัดไป (7-11 ต.ค.) บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด มองว่า ดัชนีหุ้นไทยมีแนวรับที่ 1,600 และ 1,590 จุด ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 1,620 และ 1,630 จุด ตามลำดับ โดยปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม คงได้แก่ ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนไตรมาส 3/2562 สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐ และยุโรป ความคืบหน้าประเด็นการเจรจาการค้าสหรัฐ-จีน รวมถึงสถานการณ์ BREXIT ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐ ที่สำคัญ ได้แก่ บันทึกการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ รวมถึงดัชนีราคาผู้ผลิตและดัชนีราคาผู้บริโภคเดือนก.ย. ขณะที่ ปัจจัยต่างประเทศที่สำคัญอื่นๆ ได้แก่ บันทึกการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางยุโรป และดัชนีราคาผู้ผลิตเดือนก.ย.ของญี่ปุ่น

บทความก่อนหน้านี้อรุณเบิกฟ้า นกกาโบยบิน! สาวกหงส์8.5พันวิ่งร่วม ค็อป รัน – ณัฐวัฒน์ ซิวแชมป์
บทความถัดไปပွဲကောင်းတွေ ကြည့်ရမယ့် Super Sunday ပရီးမီးယားလိဂ်