เงินบาทแข็งค่าใกล้แนว 30.25 บาทต่อดอลลาร์อีกครั้ง ขณะที่หุ้นไทยเคลื่อนไหวตามปัจจัยต่างประเทศ

บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด สรุปภาวะตลาดเงินตลาดทุนรายสัปดาห์ (15-18 ต.ค.) สรุปความเคลื่อนไหวของค่าเงินบาท เงินบาทแข็งค่าเข้าใกล้ระดับ 30.25 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ อีกครั้ง โดยเงินบาทอ่อนค่าลงช่วงสั้นๆ ในช่วงต้น-กลางสัปดาห์สอดคล้องกับทิศทางของสกุลเงินอื่นๆ ในภูมิภาคท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับแนวโน้มการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก อย่างไรก็ดี เงินบาทดีดตัวกลับมาแข็งค่าขึ้นในช่วงที่เหลือของสัปดาห์ ขณะที่เงินดอลลาร์ เผชิญแรงกดดันจากตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐ ที่ออกมาอ่อนแอกว่าที่คาด ซึ่งกระตุ้นการคาดการณ์เกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่เฟดจะลดดอกเบี้ยต่อเนื่องในการประชุม FOMC ช่วงปลายเดือนต.ค.นี้ นอกจากนี้ สัญญาณบวกของข้อตกลง BREXIT ก็เป็นอีกปัจจัยที่กดดันเงินดอลลาร์ เพิ่มเติมด้วยเช่นกัน ในวันศุกร์ (18 ต.ค.) เงินบาทอยู่ที่ 30.29 บาทต่อดอลลาร์ เทียบกับระดับ 30.40 บาทต่อดอลลาร์ ในวันศุกร์ก่อนหน้า (11 ต.ค.)

สำหรับสัปดาห์ถัดไป (21-25 ต.ค.) ธนาคารกสิกรไทยประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทที่ 30.20-30.50 บาทต่อดอลลาร์ โดยปัจจัยในประเทศที่ตลาดรอติดตาม ได้แก่ ข้อมูลการส่งออกของไทยเดือนก.ย. ขณะที่ปัจจัยต่างประเทศที่สำคัญ ประกอบด้วย ความคืบหน้าของการเจรจาการค้าสหรัฐ-จีน ผลการพิจารณาข้อตกลง BREXIT ของรัฐสภาอังกฤษและยุโรป ผลการประชุมธนาคารกลางยุโรป รวมถึงสัญญาณดอกเบี้ยนโยบายสหรัฐ จากถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่เฟด ส่วนตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐ ที่สำคัญ ได้แก่ ยอดขายบ้านมือสอง ยอดขายบ้านใหม่ ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนเดือนก.ย และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (เบื้องต้น) เดือนต.ค. นอกจากนี้ ตลาดอาจรอติดตามสัญญาณเศรษฐกิจจากดัชนี PMI เบื้องต้นสำหรับเดือนต.ค. ของสหรัฐ ยูโรโซน และญี่ปุ่นด้วยเช่นกัน

สรุปความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นไทย ดัชนีตลาดหุ้นไทยปิดปลายสัปดาห์ที่ระดับ 1,631.43 จุด เพิ่มขึ้น 0.33% จากสัปดาห์ก่อน ขณะที่มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 56,463.19 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 22.02% จากสัปดาห์ก่อน ส่วนตลาดหลักทรัพย์ mai เพิ่มขึ้น 0.06% จากสัปดาห์ก่อน มาปิดที่ 336.74 จุด

ดัชนีตลาดหุ้นไทยแกว่งตัวในกรอบแคบ ก่อนจะดีดตัวขึ้นช่วงกลางสัปดาห์ ท่ามกลางความคาดหวังเชิงบวกต่อประเด็น BREXIT หลังมีรายงานว่ายังมีความเป็นไปได้ที่อังกฤษและสหภาพยุโรปจะตกลงกันได้ภายในสัปดาห์นี้ อย่างไรก็ดี ดัชนีฯ ย่อตัวลงในเวลาต่อมา เนื่องจากนักลงทุนเพิ่มความระมัดระวังระหว่างรอความชัดเจนเกี่ยวกับข้อตกลงการค้าสหรัฐ-จีน รวมถึงการเดินหน้าข้อตกลง BREXIT ในรัฐสภาของอังกฤษและสหภาพยุโรป นอกจากนี้ ตัวเลขจีดีพีไตรมาส 3/2562 ของจีนที่ออกมาอ่อนแอ ยังเป็นปัจจัยลบที่กดดันตลาดช่วงปลายสัปดาห์

สำหรับสัปดาห์ถัดไป (21-25 ต.ค.) บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด มองว่า ดัชนีหุ้นไทยมีแนวรับที่ 1,620 และ 1,610 จุด ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 1,650 และ 1,675 จุด ตามลำดับ โดยปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม คงได้แก่ ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนไตรมาส 3/2562 ประเด็นการค้าสหรัฐ-จีน ข้อสรุป BREXIT และสถานการณ์หลังสหรัฐ เรียกเก็บภาษีต่อสินค้านำเข้าจากสหภาพยุโรปกรณีอุดหนุนบริษัท Airbus ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐ ที่สำคัญ ได้แก่ ยอดขายบ้านใหม่และบ้านมือสอง ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนเดือนก.ย. ขณะที่ ปัจจัยต่างประเทศที่สำคัญอื่นๆ ได้แก่ การประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางยุโรป ดัชนี PMI Composite (เบื้องต้น) เดือนต.ค. ของสหรัฐ ยูโรโซน และญี่ปุ่น

บทความก่อนหน้านี้“ส.ส.สมคิด” ทวงสัญญามารดาประชารัฐ ข้องใจทุ่มเงิน 7 แสนล้าน แต่ไทยเหลื่อมล้ำอันดับ 1 
บทความถัดไปรัศมีแข เปิดใจ ต่อยไม่ต่อย รายการเดือด 10 Fight 10 ลั่นไม่เกี่ยวกับเพศ