สัปดาห์นี้ตลาดเงิน ตลาดทุน จับตาจีดีพีไตรมาส 3 – สถานการณ์การเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐ-จีน

บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด สรุปภาวะตลาดเงินตลาดทุนรายสัปดาห์ (11-15 พ.ย. 2562) สรุปความเคลื่อนไหวของค่าเงินบาท เงินบาททยอยแข็งค่า โดยเงินบาทขยับแข็งค่าขึ้นสอดคล้องกับทิศทางเงินเยนซึ่งเป็นสกุลเงินปลอดภัย ที่ได้รับแรงหนุนท่ามกลางความกังวลต่อสถานการณ์การเจรจาการค้าของสหรัฐ-จีน ซึ่งมีสัญญาณเชิงลบตั้งแต่ช่วงต้นสัปดาห์ที่ปธน. โดนัลด์ ทรัมป์ ออกมากล่าวว่ายังไม่มีการตอบตกลงเรื่องการทยอยลดภาษีสินค้านำเข้าจากจีน และสหรัฐ อาจปรับเพิ่มภาษีอีกครั้ง หากสองประเทศไม่บรรลุข้อตกลงทางการค้าเฟสแรกระหว่างกัน อย่างไรก็ดี เงินบาทกลับมาทรงตัวในกรอบแคบๆ ในช่วงปลายสัปดาห์ ขณะที่นักลงทุนยังคงรอประเมินความคืบหน้าของดีลการค้าของสหรัฐ-จีนอย่างใกล้ชิด ในวันศุกร์ (15 พ.ย.) เงินบาทอยู่ที่ 30.21 บาทต่อดอลลาร์ เทียบกับระดับ 30.38 บาทต่อดอลลาร์ ในวันศุกร์ก่อนหน้า (8 พ.ย.)

สำหรับสัปดาห์ถัดไป (18-22 พ.ย.) ธนาคารกสิกรไทยประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทที่ 30.10-30.40 บาทต่อดอลลาร์ โดยปัจจัยในประเทศที่ตลาดรอติดตาม ได้แก่ จีดีพีไตรมาส 3/2562 ขณะที่ปัจจัยต่างประเทศที่สำคัญ ประกอบด้วย มุมมองเกี่ยวกับทิศทางดอกเบี้ยจากเจ้าหน้าที่ระดับสูงของเฟด และสถานการณ์การเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐ-จีน ส่วนตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐ ที่สำคัญ ได้แก่ ดัชนีตลาดที่อยู่อาศัย ผลสำรวจแนวโน้มธุรกิจของเฟดสาขาฟิลาเดลเฟียเดือนพ.ย. ข้อมูลการเริ่มสร้างบ้าน การขออนุญาตก่อสร้าง ยอดขายบ้านมือสองเดือนต.ค. ข้อมูลเงินทุนไหลเข้าสุทธิสู่ตลาดการเงินสหรัฐ เดือนก.ย. นอกจากนี้ ตลาดอาจรอติดตามบันทึกการประชุมเฟด (29-30 ต.ค.) และดัชนี PMI เบื้องต้นสำหรับเดือนพ.ย. ของสหรัฐ และประเทศชั้นนำอื่นๆ ด้วยเช่นกัน

สรุปความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นไทย ดัชนีตลาดหุ้นไทยร่วงลงจากสัปดาห์ก่อน โดยดัชนี SET ปิดที่ระดับ 1,602.23 จุด ลดลง 2.17% จากสัปดาห์ก่อน ขณะที่มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 47,763.36 ล้านบาท ลดลง 19.10% จากสัปดาห์ก่อน ส่วนตลาดหลักทรัพย์ mai ลดลง 3.95% จากสัปดาห์ก่อน มาปิดที่ 319.49 จุด

ตลาดหุ้นไทยปรับตัวลงเกือบตลอดสัปดาห์ตามแรงขายของกลุ่มนักลงทุนสถาบัน ท่ามกลางความกังวลต่อความไม่แน่นอนเกี่ยวกับประเด็นการทำข้อตกลงการค้าระหว่างสหรัฐ-จีน หลังปธน. โดนัลด์ ทรัมป์ เปิดเผยว่ายังไม่ได้ตกลงจะยกเลิกกำแพงภาษีต่อสินค้าจีน ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่จีนเรียกร้องหากต้องการบรรลุข้อตกลงการค้าเฟสแรก ขณะที่สถานการณ์ความไม่สงบในฮ่องกงเป็นอีกปัจจัยที่กดดันบรรยากาศการลงทุนในสัปดาห์นี้ด้วยเช่นกัน ทั้งนี้ แรงขายหุ้นบิ๊กแคปบางตัวยังฉุดให้ดัชนีฯ ร่วงลงต่อเนื่องในช่วงปลายสัปดาห์

สำหรับสัปดาห์ถัดไป (18-22 พ.ย.) บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด มองว่า ดัชนีหุ้นไทยมีแนวรับที่ 1,590 และ 1,575 จุด ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 1,615 และ 1,625 จุด ตามลำดับ โดยปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม คงได้แก่ ตัวเลขจีดีพีไตรมาส 3/2562 ของไทย สถานการณ์การเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐ-จีน สถานการณ์ BREXIT รวมถึงถ้อยแถลงเจ้าหน้าที่ระดับสูงของเฟด ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐ ที่สำคัญ ได้แก่ บันทึกการประชุมเฟด ข้อมูลการเริ่มสร้างบ้าน ยอดขายบ้านมือสองเดือนต.ค. ดัชนี PMI Composite (เบื้องต้น) และผลสำรวจแนวโน้มธุรกิจของเฟดสาขาฟิลาเดลเฟียเดือนพ.ย. ขณะที่ ปัจจัยต่างประเทศที่สำคัญอื่นๆ ได้แก่ ดัชนีราคาผู้บริโภคเดือนต.ค. ของญี่ปุ่น รวมถึงดัชนี PMI Composite (เบื้องต้น) เดือนพ.ย.ของยูโรโซนและญี่ปุ่น

บทความก่อนหน้านี้ธนูก็มาพุ่งใส่ขาตำรวจ ระเบิดเพลิงสู้น้ำ ม.โพลีเทคนิคฮ่องกงสุดเดือด
บทความถัดไปรำแต้ๆ ม่วนขนาด เดอะเชฟโชว์เมนูภาคเหนือ แรงงานไทย-ชาวบรูไน สุดปลื้ม