เงินบาทเคลื่อนไหวในกรอบแคบ ขณะที่ดัชนีหุ้นไทยฟื้นตัวกลับมาได้บางส่วนช่วงปลายสัปดาห์

บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด สรุปภาวะตลาดเงินตลาดทุนรายสัปดาห์ (18-22 พ.ย. 2562) สรุปความเคลื่อนไหวของค่าเงินบาท เงินบาทปรับตัวในกรอบแคบตลอดสัปดาห์ โดยเงินบาทขยับอ่อนค่าลงเล็กน้อยในช่วงต้นสัปดาห์ หลังจากมีสัญญาณที่สะท้อนความคืบหน้าของข้อตกลงทางการค้าเฟสแรกของสหรัฐ และจีน

อย่างไรก็ดี เงินบาทฟื้นตัวขึ้นในช่วงต่อมา ก่อนจะทรงตัวในกรอบแคบๆ จนถึงช่วงปลายสัปดาห์ หลังปธน. โดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวว่า สหรัฐ จะเก็บภาษีต่อสินค้านำเข้าจากจีนเพิ่มขึ้นอีก หากไม่สามารถบรรลุข้อตกลงการค้าร่วมกันได้ ประกอบกับประเด็นของฮ่องกงมีความตึงเครียดมากขึ้น ซึ่งทำให้ตลาดยังคงรอปัจจัยเพิ่มเติมจากการหารือของทางการทั้ง 2 ประเทศ เพื่อประเมินโอกาสของการเกิดดีลการค้าเฟสแรกภายในปีนี้อย่างใกล้ชิด ในวันศุกร์ (22 พ.ย.) เงินบาทอยู่ที่ 30.18 บาทต่อดอลลาร์ฯ เทียบกับระดับ 30.22 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในวันศุกร์ก่อนหน้า (15 พ.ย.)

สำหรับสัปดาห์ถัดไป (25-29 พ.ย.) ธนาคารกสิกรไทยประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทที่ 30.10-30.40 บาทต่อดอลลาร์ฯ โดยปัจจัยในประเทศที่ตลาดรอติดตาม ได้แก่ รายงานเศรษฐกิจการเงินเดือนต.ค. โดยธปท. ขณะที่ปัจจัยต่างประเทศที่สำคัญ ประกอบด้วย สถานการณ์การเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐ-จีน และสัญญาณเกี่ยวกับแนวโน้มดอกเบี้ยสหรัฐ จากเจ้าหน้าที่ระดับสูงของเฟด ส่วนตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐ ที่สำคัญ ได้แก่ ดัชนีราคาบ้านเดือนก.ย. ยอดขายบ้านใหม่ ยอดทำสัญญาขายบ้านที่รอปิดการขาย ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทน รายได้/รายจ่าย และตัวเลขเงินเฟ้อที่วัดจากดัชนี PCE/Core PCE Price Indices เดือนต.ค. ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนพ.ย. ตัวเลขจีดีพีไตรมาส 3/2562 (preliminary) และรายงาน Beige Book ของเฟด

สรุปความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นไทย ดัชนีตลาดหุ้นไทยลดลงหลุดแนว 1,600 จุดอีกครั้ง โดยดัชนี SET ปิดที่ระดับ 1,597.72 จุด ลดลง 0.28% จากสัปดาห์ก่อน ขณะที่มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 45,710.61 ล้านบาท ลดลง 4.30% จากสัปดาห์ก่อน ส่วนตลาดหลักทรัพย์ mai เพิ่มขึ้น 0.17% จากสัปดาห์ก่อน มาปิดที่ 320.02 จุด

ตลาดหุ้นไทยปรับตัวเพิ่มขึ้นช่วงสั้นๆ ต้นสัปดาห์ ก่อนจะร่วงลงในระหว่างสัปดาห์ ตามแรงขายของกลุ่มนักลงทุนสถาบันท่ามกลางความกังวลต่อสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯและจีน หลังปธน. โดนัลด์ ทรัมป์ ขู่จะเก็บภาษีต่อสินค้าจีนเพิ่มขึ้นอีก หากไม่สามารถบรรลุข้อตกลงการค้าร่วมกันได้ รวมถึงวุฒิสภาสหรัฐ อนุมัติร่างกฎหมายสิทธิมนุษยชนฮ่องกง นอกจากนี้ ตลาดหุ้นไทยยังมีแรงกดดันเพิ่มเติมจากตัวเลขส่งออกเดือนต.ค. ของไทยที่หดตัวต่อเนื่อง อย่างไรก็ดี ดัชนีฯ ฟื้นตัวกลับมาได้บางส่วนช่วงปลายสัปดาห์จากสัญญาณซึ่งสะท้อนว่าทางการจีนต้องการผลักดันข้อตกลงการค้าเฟสแรกร่วมกับสหรัฐ เพื่อหลีกเลี่ยงสงครามการค้าระหว่างกัน

สำหรับสัปดาห์ถัดไป (25-29 พ.ย.) บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด มองว่า ดัชนีหุ้นไทยมีแนวรับที่ 1,575 และ 1,550 จุด ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 1,605 และ 1,615 จุด ตามลำดับ โดยปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม คงได้แก่ สถานการณ์การเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐ-จีน รวมถึงถ้อยแถลงของประธานเฟด ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐ ที่สำคัญ ได้แก่ ตัวเลขจีดีพีไตรมาส 3/2562 รายได้และรายจ่ายส่วนบุคคล ยอดขายบ้านใหม่ และยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนเดือนต.ค. ขณะที่ ปัจจัยต่างประเทศที่สำคัญอื่นๆ ได้แก่ กำไรภาคอุตสาหกรรมเดือนต.ค. ของจีน ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมและยอดค้าปลีกเดือนต.ค. ของญี่ปุ่น

บทความก่อนหน้านี้เมย์เวทเธอร์ ประกาศคืนสังเวียนปี 2020 เผยกำลังเจรจาเวทียูเอฟซี
บทความถัดไปแอนโธนี่ย์ โจชัว เปิดใจ ผมไม่ได้กลัว แอนดี้ รุยซ์