ทีโอเอ เคาะราคาขายไอพีโอ 24 บาทต่อหุ้น คาดเทรด 10 ต.ค.

นายพิเชษฐ สิทธิอำนวย กรรมการผู้อำนวยการ บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงินร่วมและผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย เปิดเผยว่า หลังจากที่ บริษัท ทีโอเอ เพ้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ TOA ได้กำหนดช่วงราคาเสนอขายหุ้นสามัญให้แก่ประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) ในเบื้องต้นที่ราคา 22-24 บาทต่อหุ้น โดยเปิดให้นักลงทุนรายย่อยจองซื้อหุ้น IPO ระหว่างวันที่ 27-29 ก.ย. 2560 ที่ราคา 24 บาทต่อหุ้น ซึ่งเป็นราคาเสนอขายเบื้องต้นสูงสุด พร้อมทั้งทำการสำรวจความต้องการจองซื้อหุ้นของนักลงทุนสถาบัน (Book Building) พบว่านักลงทุนสถาบันทั้งในประเทศและต่างประเทศได้แสดงความต้องการซื้อที่ราคาสูงสุดหุ้นละ 24 บาทต่อหุ้น จึงได้กำหนดราคาเสนอขายสุดท้าย ที่ราคาหุ้นละ 24 บาท โดยคาดว่าจะเริ่มซื้อขายบนตลาดหลักทรัพย์ฯ วันแรก ในวันที่ 10 ต.ค. 2560 ภายใต้สัญลักษณ์ “TOA”

นายแมนพงศ์ เสนาณรงค์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงินร่วมและผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย กล่าวว่า นักลงทุนสถาบันให้การตอบรับการเสนอขายหุ้นสามัญให้แก่ประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) ของ TOA เป็นอย่างดี โดยดูได้จากการสำรวจความต้องการจองซื้อหุ้นของนักลงทุนสถาบัน (Book Building) โดยนักลงทุนสถาบันให้ความมั่นใจตอบรับจองซื้อเกินกว่าจำนวนหุ้นที่จัดสรรไว้ให้แก่นักลงทุนสถาบัน นักลงทุนรายย่อยก็ให้การตอบรับเป็นอย่างดี ซึ่งการตอบรับที่ดีดังกล่าวเป็นเพราะนักลงทุนมองว่า TOA เป็นบริษัทที่มีศักยภาพ มีความสามารถในการทำกำไรอย่างต่อเนื่อง และสามารถสร้างกระแสเงินสดได้อย่างแข็งแกร่ง

นายจตุภัทร์ ตั้งคารวคุณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทีโอเอ เพ้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัทขอบคุณนักลงทุนทั้งในส่วนของสถาบันและรายย่อยที่ให้การตอบรับเกี่ยวกับการเสนอขายหุ้นสามัญให้แก่ประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) เป็นอย่างดี ทางผู้บริหารจะบริหารงานอย่างดีที่สุดเพื่อให้นักลงทุนได้รับผลตอบแทนที่คาดหวังไว้

ซึ่งบริษัทอยู่ระหว่างการขยายการดำเนินงานในต่างประเทศ โดยมีโรงงานผลิตที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างหรืออยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการในต่างประเทศอีก 3 แห่ง ได้แก่ โรงงานผลิตในประเทศอินโดนีเซีย ประเทศเมียนมาร์ (ย้ายโรงงานไปยังเขตเศรษฐกิจพิเศษติละวาเพื่อขยายกำลังการผลิต) และประเทศกัมพูชา ซึ่งคาดว่าจะสามารถเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ในปี 2561 โดยโรงงานทั้งสามแห่งจะช่วยให้บริษัทฯ สามารถแข่งขันในต่างประเทศได้ดียิ่งขึ้น

บทความก่อนหน้านี้“สทป. มุ่งมั่นพัฒนาเทคโนโลยีป้องกันประเทศ มุ่งหวังให้ประเทศสามารถพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน ตามนโยบายรัฐ Thailand 4.0 ด้วยการทำงานแบบประชารัฐ”
บทความถัดไปตากผ้าอยู่มีมึน! ชายสวมวิญญาณสไปเดอร์แมน ปีนตึกฝั่งตรงข้าม พฤติกรรมน่าสงสัย