แอตต้าชี้ปีนี้นักท่องเที่ยว 40 ล้านคน เตรียมรับมือกรุ๊ปทัวร์หด หันมาเที่ยวเองพุ่ง 70%

แอตต้าชี้ปีนี้นักท่องเที่ยว 40 ล้านคน เตรียมรับมือกรุ๊ปทัวร์หด หันมาเที่ยวเองพุ่ง 70%

แอตต้าชี้ปีนี้นักท่องเที่ยว 40 ล้านคน รายได้พุ่ง 2.2 ล้านล้านบาท หลังจีนกลับมาเที่ยวเหมือนเดิม คาดเพิ่มขึ้นเป็น 11 ล้านคน มาตรการฟรีวีซ่าได้ผล แนวโน้มกรุ๊ปทัวร์หดตัวเหลือ 30% ในอีก 2 ปี หันมาเที่ยวเองเพิ่มขึ้น 70% ธุรกิจต้องปรับตัวขายออนไลน์มากขึ้น

นายวิชิต ประกอบโกศล นายกสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) กล่าวว่า ปี 2562 คาดว่า นักท่องเที่ยวต่างชาติจะเดินทางท่องเที่ยวไทย 40 ล้านคน สร้างรายได้ประมาณ 2.2 ล้านล้านบาท

หลายฝ่ายมองว่า เรื่องสงครามการค้า ระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน กรณีที่อังกฤษจะถอนตัวออกจากสหภาพยุโรป (เบร็กซิท) อาจจะกระทบกับเศรษฐกิจโลก เรื่องนี้ไม่มีคนฟันธงว่า จะกระทบอย่างไร

แอตต้าหวังว่า สถานการณ์นี้จะไม่รุนแรง จึงมั่นใจว่า จีน เอเชีย และอาเซี่ยน ไม่ได้รับผลกระทบ เชื่อว่าจีนจะรับมือสถานการณ์นี้ได้ เพราะการเติบโตของเศรษฐกิจจีนในปี 2561 เติบโต 6.6% ส่วนปี 2562 คาดเติบโต 6.4% ลดลงเล็กน้อย หากไม่ต่ำกว่า 6% มั่นใจว่า นักท่องเที่ยวจีนที่มาเที่ยวไทยจะไม่หดตัว ปีนี้ยังเติบโตเพิ่มขึ้นกว่า 11 ล้านคน จากปีก่อน 10.5 ล้านคน

แอตต้าชี้ปีนี้นักท่องเที่ยว 40 ล้านคน

สำหรับสถานการณ์ท่องเที่ยวช่วงตรุษจีนปีนี้ คาดนักท่องเที่ยวจีนเข้ามาประมาณ 3 แสนคน สร้างรายได้ 1 หมื่นล้านบาท ส่วนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมด จะเดินทางเข้าไทยประมาณ 1 ล้านคนเศษ ใช้จ่ายรวมประมาณ 2.5-3 หมื่นล้านบาท

ส่วนมาตรการยกเว้นค่าธรรมเนียมการตรวจลงตรา ณ ช่องทางอนุญาตของด่านตรวจคนเข้าเมือง (Visa on Arrival : VOA ) 2,000 บาทต่อรายสำหรับ 20 ประเทศ 1 เขตเศรษฐกิจ และฟรีวีซ่า หรือฟรีวีโอเอ ถือว่าได้ผล ส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง คาดกลับสู่ภาวะปกติใกล้เคียงปีก่อน ช่วงระหว่างวันที่ 1-21 ม.ค. ประเทศที่ได้อาสนิสงส์จาก วีโอเอ หลายประเทศ อาทิ อินเดีย เติบโต 35.62% ไต้หวันเติบโต 33.69% ฯลฯ

ปัจจุบัน นักท่องเที่ยวที่เข้าไทยส่วนใหญ่จะมากับทัวร์ สัดส่วน 50% อีก 50% เดินทางมาเอง (Free and Independent Traveler : FIT) หรือเอฟไอที ในอีก 2-3 ปีอาจเปลี่ยนสัดส่วนเป็น มากรุ๊ปทัวร์เหลือ 30% และเอฟไอทีเพิ่มเป็น 70% เจ้าของธุรกิจต้องปรับตัว รับการเปลี่ยนแปลง หันไปขายออนไลน์มากขึ้น ต้องปรับใหม่เพิ่มปริมาณ ให้ตรงกับต้องการกลุ่มเป้าหมาย ให้มีความหลากหลายมากขึ้น

สำหรับสถานการณ์ดฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน (พีเอ็ม 2.5) หรือฝุ่นพิษในอากาศ อาจจะกระทบการท่องเที่ยวไทย รัฐบาลต้องให้ความสำคัญเพราะนักท่องเที่ยวทั่วโลก ให้ความสำคัญกับเรื่องความปลอดภัย ในสถานที่ท่องเที่ยว หากปล่อยให้มีปัญหา พีเอ็ม 2.5 เกินมาตรฐานยาวนานติดต่อกัน 5 วัน นักท่องเที่ยวอาจไม่เดินทางมาเที่ยวไทย หรือเลื่อนท่องเที่ยวออกไป 1-2 ปี

รัฐบาลต้องมีมาตรการเพื่อเร่งแก้ปัญหา ทั้งมาตรการระยะสั้นแบบเร่งด่วน และในระยะกลาง ระยะยาว อาทิ ส่งเสริมให้มีการใช้รถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น และจริงจัง เหมือนหลายๆ ประเทศที่กำลังดำเนินการ หรือประเทศที่พัฒนาแล้วดำเนินการอยู่

“ต้องยอมรับปัญหา พีเอ็ม 2.5 หลายๆประเทศ ซึ่งเป็นประเทศกำลังพัฒนาประสบอยู่ อาทิ จีนหลายเมือง อินเดียบางเมืองสูงกว่ากรุงเทพ เวียดนามก็มีปัญหานี้ ซึ่งขณะนี้ปัญหาพีเอ็ม 2.5 อาจยังไม่กระทบกับการท่องเที่ยวของไทย เพราะยังไม่มีนักท่องเที่ยวโทร.มาสอบถาม แต่อุตสาหกรรมท่องเที่ยวรับรู้เรื่องนี้ความไม่ปลอดภัยที่อาจกระทบกับนักท่องเที่ยวในอนาคต

 รัฐบาลต้องเร่งแก้ไขปัญหานี้ เพื่อไม่ใช้มีฝุ่นพิษเกินมาตรฐานติดต่อกันหลายวัน หากมีความรุนแรงวันเดียว แล้วลดลงไม่แปลก เรื่องนี้รัฐบาลต้องแก้ปัญหาอย่างจริงจัง”

นายวิชิตกล่าวว่า ในช่วง 6-7 ปีนี้ คาดว่าการเติบโตของรายได้นักท่องเที่ยวและปริมาณ ยังคงเป็นแบบทรงๆ เติบโตได้ประมาณ 5% ต่อปี แต่หลังจากมีการสร้างสุวรรณภูมิเฟส 2 เสร็จ สนามบินดอนเมืองเฟส 3 เสร็จ รถไฟฟ้าเชื่อมสนามบินต่างๆ และรถไฟที่จะเชื่อมเมืองหลักสู่เมืองรองเสร็จอีกไม่เกิน 7 ปี

การเติบโตของนักท่องเที่ยว ทั้งในแง่ของรายได้และปริมาณ จะเพิ่มได้ตามเป้าหมาย ที่รัฐบาลตั้งไว้ และสามารถจะกระจายรายได้ และเพิ่มแหล่งท่องเที่ยว ไปยังเมืองรองได้สำเร็จ เพราะขณะนี้ แหล่งท่องเที่ยว และการคมนาคมของไทย เต็มขีดความสามารถในการรองรับ (Capacity)แล้ว

บทความก่อนหน้านี้จับได้แล้ว หนุ่มมะกันฆ่ายกครัว2บ้าน ทั้งบ้านแฟน-พ่อแม่ตัวเอง รวม5ศพ
บทความถัดไปสลด! หนุ่มใหญ่เขียนจม.ระบายความอัดอั้น 2ฉบับ! ก่อนซดยาพิษ ฆ่าตัวหน้าชุมชน