เสน่ห์‘ศรีลังกา’ ชมความงามวัด : ข่าวสดหรรษา

เสน่ห์‘ศรีลังกา’ ชมความงามวัด : ข่าวสดหรรษา

เสน่ห์‘ศรีลังกา’ – ความสูญเสียครั้งใหญ่จากเหตุระเบิดภายในโบสถ์ และโรงแรมทั่วศรีลังกา เมื่อเดือนเม..ที่ผ่านมา ทำให้มีผู้คนเสียชีวิตอย่างน้อย 290 คน และอีกเกือบ 500 คนได้รับบาดเจ็บ สร้างความหวาดหวั่นต่อนักท่องเที่ยว จนไม่มีใครกล้าไปเยือนประเทศเกาะเล็กๆ ในมหาสมุทรอินเดียเหมือนเดิม

แต่เมื่อทุกอย่างสงบ หลังเจ็บปวด และคราบน้ำตาผ่านพ้นศรีลังกาฟื้นคืนกลับมา พร้อมเชิญชวนให้นักท่องเที่ยวกลับมาเยือนชมความงามทางธรรมชาติที่ยังบริสุทธิ์ และศิลปวัฒนธรรมที่หลากหลาย

เมื่อเร็วๆ นี้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และสำนักงานการท่องเที่ยวแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมประชาธิปไตยศรีลังกา ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้าน การท่องเที่ยว ที่กรุงโคลัมโบ ศรีลังกา เพื่อสนับสนุนให้เกิดการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านการจัดการท่องเที่ยวให้เจริญเติบโตอย่างยั่งยืนและมีประสิทธิภาพ

นางจุฬามณี ชาติสุวรรณ เอกอัครราชทูต กรุงโคลัมโบ ยืนยันว่า สถานการณ์ตอนนี้ถือว่าปกติแล้ว

เสน่ห์‘ศรีลังกา’
ททท.ไทยกับศรีลังกาเซ็นเอ็มโอยู

พร้อมกล่าวเชิญชวนว่า ศรีลังกานอกจากมีสถานที่สำคัญทางศาสนา และประวัติศาสตร์แล้ว ยังมีธรรมชาติอุดมสมบูรณ์และบริสุทธิ์ รวมไปถึงกิจกรรมผจญภัยต่างๆ ที่เหมาะแก่การมาทดสอบ ถือเป็นอีกหนึ่งประเทศที่น่าสนใจ ที่สำคัญค่าใช้จ่ายในการ ท่องเที่ยวยังไม่สูงมาก

ซึ่งนอกจากลงนามเอ็มโอยูร่วมกันแล้ว สำนักงานการท่องเที่ยวศรีลังกายังพาเที่ยวชมสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ ที่ยังเต็มไปด้วยเสน่ห์ รอนักท่องเที่ยวมาสัมผัส

เสน่ห์‘ศรีลังกา’
วัดกัลยาณี

เริ่มจากวัดกัลยาณีราชมหาวิหารหรือที่คนไทยเรียกว่าวัดกัลยาณีตั้งอยู่ใจกลางกรุงโคลัมโบ เมืองหลวงของประเทศ ทันทีที่เท้าย่ำลงในพื้นที่วัด สิ่งที่สัมผัสได้คือศรัทธาของคน ศรีลังกา ที่ยังมีอย่างเปี่ยมล้นต่อพุทธศาสนา ผู้คนทั้งในวัยชรา วัยหนุ่มสาว ต่างนั่งเหยียดเท้าพนมมือ

พร้อมท่องบทสวดถึงองค์ศาสดาที่พวกเขาให้ความเคารพ ทั้งใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ และด้านหน้าเจดีย์ทรงลังกาสีขาว ขนาดใหญ่จำนวนหนึ่งยังเดินถือถังน้ำวนรอบต้นโพธิ์ เพื่อรด ถวายบูชา

นอกจากนี้ ความสวยงามของวัดกัลยาณีถือเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่โดดเด่น ทั้งวิหารสีน้ำตาลอ่อนที่ดูเคร่งขรึม แต่งดงามแปลกต่างจากวัดไทย ขณะที่ด้านในแม้จะดูทึมทึบ แต่แสงที่ส่องลอดมาจากด้านนอกขับเน้นให้ภาพวาดจิตรกรรมฝาผนัง ที่เล่าเรื่องตามจารึกทางพุทธศาสนาของศรีลังกาที่บันทึกไว้ว่า พระพุทธเจ้าเสด็จมาประเทศศรีลังกา 3 ครั้ง ดูสง่างามเพิ่มขึ้น

เสน่ห์‘ศรีลังกา’
วัดคงคาราม
เสน่ห์‘ศรีลังกา’
ภายในวัดคงคาราม

จากนั้นไปต่อที่วัดคงคารามเป็นวัดในนิกายสยามวงศ์ โดยสิ่งที่ได้เห็นคือความหลากหลายของพระพุทธรูปที่มีอยู่เป็นจำนวนมาก ทั้งพระอวโลกิเตศวร เจ้าแม่กวนอิม พระพุทธรูปแบบจีน พระพุทธรูปแบบพม่า หรือแม้แต่สมเด็จพระพุฒาจารย์โต พรหมรังษี ก็ประดิษฐานอยู่ที่นี่ ถือเป็นอีกวัดที่มีพระพุทธรูปหลากหลายชาติ และหลากวัฒนธรรมประดิษฐานอยู่

หลังจากเที่ยวชมวัด และสำรวจรอบกรุงโคลัมโบ ที่ทุกวันนี้ผู้คนสามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุขแล้ว วันถัดมานั่งรถเปลี่ยนเมืองไปที่ดัมบุลลาโดยใช้เวลาเดินทางจากโคลัมโบ 4 ชั่วโมง

จุดแรกเดินขึ้นไปชมวัดถ้ำดัมบุลลา ตั้งอยู่บนเขา ทำให้ต้องออกแรงเดินขึ้นเนินอยู่พอสมควร

ที่วัดถ้ำดัมบุลลา มีอยู่ด้วยกัน 5 ถ้ำ ในแต่ละถ้ำมีพระพุทธรูปรูปทรงแตกต่างกันประดิษฐานอยู่ อย่างในถ้ำแรกเป็นพระพุทธรูปปางปรินิพพาน องค์ขนาดใหญ่แกะสลักจากหินอ่อนยาว 49 เมตร

เสน่ห์‘ศรีลังกา’
วัดถ้ำดัมบุลลา

ส่วนถ้ำที่ 2 มีพระพุทธสาสน์ พระรูปของกษัตริย์ผู้สร้าง เจดีย์ก่ออิฐถือปูน และพระพุทธรูป 150 องค์

จุดเด่นของวัดถ้ำดัมบุลลานอกจากจิตรกรรมฝาผนังเก่าแก่เต็มเพดานถ้ำ ที่แม้ไม่ราบเรียบแต่กลับสวยงาม และมีเรื่องราวน่าติดตาม ซึ่งภาพเหล่านี้องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) ประกาศขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม

จากวัดถ้ำดัมบุลลาเดินทางไปอีก 24 กิโลเมตร ถือเป็นจุดไฮไลต์ของการเดินทางครั้งนี้ คือเขาสิกิริยาพระราชวังลอยฟ้า ก่อนขึ้นไปบนพระราชวังลอยฟ้าระหว่างทางเป็นเส้นทางธรรมชาติมีสัตว์อาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก ถึงขนาดมีป้ายเตือนจระเข้ ให้นักท่องเที่ยวระวังกันเลยทีเดียว

เมื่อเดินในแนวราบมาถึงจุดที่ต้องไต่บันไดขึ้นเขา นอกจากความแข็งแรงของร่างกายแล้ว จิตใจต้องมั่นคง พร้อมเผชิญ กับความสูง และความหวิวระหว่างทางขึ้นเขา

เสน่ห์‘ศรีลังกา’
เขาสิกิริยา

เขาสิกิริยามีจุดสำคัญอยู่ 2 จุด โดยจุดแรกเป็นภาพเขียนสีเฟรสโกของเหล่านางอัปสร ต้องขึ้นบันไดเหล็กที่ทำวนขึ้นไปหลืบถ้ำเล็กๆ เพื่อชมภาพเขียนที่สวยงาม มีความยาว 6 เมตร

ข้อห้ามสำคัญระหว่างเข้าชมภาพเขียนสีตรงจุดนี้ คือห้ามถ่ายภาพโดยเด็ดขาด ทำให้ระหว่างเดินดูภาพจะมีเจ้าหน้าที่เดินตามประกบอยู่ไม่ห่าง

และจุดไฮไลต์คือพระราชวังสิกิริยาโดยก่อนจะเดินขึ้นไปด้านบน ซึ่งเป็นจุดยอดสุดของพระราชวัง ต้องเดินผ่านประตูสิงห์ แต่เดิมเคยเป็นรูปสลักหินสิงโตยักษ์ แต่ปัจจุบันเหลือเพียงอุ้งเท้าสิงโต นักท่องเที่ยวต้องขึ้นบันไดจากจุดนี้ไต่ขึ้นไปข้างบน

เสน่ห์‘ศรีลังกา’
ซากพระราชวังลอยฟ้า

ถึงแม้จะอยู่สูง และต้องใช้พลังขึ้นมาพอสมควร แต่เมื่อไปถึงด้านบนแล้วจะได้สัมผัสกับลมพัดเย็นตลอดเวลา ทั้งยังได้เห็นร่องรอยทางประวัติศาสตร์ของพระราชวังลอยฟ้า ทั้งคูน้ำสร้างล้อมรอบพระราชวัง ร่องรอยแนวกำแพงที่ยังปรากฏให้เห็น นอกจากนี้ยังมองเห็นวิว และความสวยงามของเมืองแบบ 360 องศา อีกด้วย

สถานที่สุดท้ายวัดศรีทัลฒามัลลิกาววิหารหรือวัดพระเขี้ยวแก้วตั้งอยู่ริมทะเลสาบ เมืองแคนดี้ เป็นวัดในพระพุทธศาสนานิกายเถรวาท (สยามวงศ์)

ถือเป็นวัดสำคัญของศรีลังกา เนื่องจากเป็นที่ประดิษฐานพระเขี้ยวแก้ว หรือพระทันตธาตุของพระพุทธเจ้า ทำให้ขั้นตอนการตรวจร่างกายกว่าจะเข้ามาถึงภายในวัดนั้นเข้มงวดอย่างมาก ในแต่ละจุดมีทหารคอยตรวจตราอยู่ตลอด

เสน่ห์‘ศรีลังกา’
วัดพระเขี้ยวแก้ว

แต่ไม่ทำให้ศรัทธาของชาวพุทธศรีลังกาลดน้อยลง ผู้คนจำนวนมากต่างเข้าแถวรอชมพระเขี้ยวแก้ว ที่ประดิษฐานในพระสถูปประดับอัญมณีขนาดใหญ่ซ้อนกันหลายชั้น ภายในตกแต่งได้อย่างสวยงาม

สำหรับผู้ที่ต้องการเดินทางมาเที่ยวศรีลังกา นอกจากจะอยู่ไม่ไกลประเทศไทย ใช้เวลาเดินทางด้วยเครื่องบินเพียง 3 ชั่วโมง ยังได้สัมผัสความสวยงามด้านศิลปวัฒนธรรม ธรรมชาติที่ยังบริสุทธิ์ ผู้คนเปี่ยมด้วยมิตรภาพ

ในช่วงเวลาที่ควันระเบิด และหยาดเลือดจางหายไปแล้ว ทุกตรอกซอย ทุกถนนหนทาง สามารถเดินทางไปมาได้อย่างปลอดภัย

ศรีลังกาพร้อมเปิดประเทศต้อนรับผู้มาเยือน ให้กลับไปสัมผัสประเทศแห่งนี้อีกครั้ง

นพพล สันติฤดี

บทความก่อนหน้านี้พระนั่งวัดไดโตกุ ประเทศญี่ปุ่น : คติสัญลักษณ์สถาปัตยกรรม
บทความถัดไปเช้นจ์2561’ยึดหลักท้าทาย เน้นทำงานสนุก-โดนใจคนดู