ขับรถชม2ทะเลสาบ สวิตเซอร์แลนด์-อิตาลี

ขับรถชม2ทะเลสาบ

ขับรถชม2ทะเลสาบ สวิตเซอร์แลนด์-อิตาลี 

มยุรี นวมมี

ขับรถชม2ทะเลสาบ – นัดกับเพื่อนซี้ที่อยู่อิตาลีมานานว่า จะไปหา ฤกษ์ดีช่วงปลายปี ได้นั่งเครื่องบินไปเยี่ยมเยียน ใช้เวลาราว 10.30 ชั่วโมง ก็มาถึงสนามบินมิลานมัลเปนซา ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนเหนือของอิตาลี

ทริปนี้เพื่อนอุ๊อาสาดูแลทุกอย่าง ขับรถไปรับที่สนามบิน พาเอาสัมภาระมาเก็บที่บ้านย่าน Rescaldina ซึ่งอยู่ใกล้ๆ ชายแดนประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เลยวางแผนเที่ยวควบ 2 ประเทศซะเลย

ขับรถชม2ทะเลสาบ
สถานีรถกระเช้าไฟฟ้าเชิงเขาแอลป์

ทริปเราเริ่มต้นด้วยการขับรถขึ้นด่วนข้ามพรมแดนเพียงแค่ 50 นาที ก็มาถึงลูกาโน (Lugano) เมืองกลางหุบเขาแอลป์ใน ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ที่ขึ้นชื่อเรื่องทะเลสาบน้ำแข็งที่งดงาม เราตรงไปยังสถานีรถกระเช้าไฟฟ้าเชิงเขาแอลป์ ตีตั๋วคนละ 28 ยูโร หรือราว 1 พันบาท นั่งรถไฟไต่ความสูงเหนือระดับน้ำทะเลราว 1,000 เมตร ขึ้นไปที่จุดสูงสุดของภูเขามอนเตซันซัลวาโตเร (Monte San Salvatore)

ขับรถชม2ทะเลสาบ
ลูกาโน เมืองริมทะเลสาบ

ขับรถชม2ทะเลสาบ

ราว 15 นาทีรถก็มาถึงปลายทาง เดินต่ออีก 5 นาทีก็ขึ้นมาถึงระเบียงชะง่อนผา กวาดตามองไปเบื้องล่าง ทำให้ตื่นตะลึงไปกับวิวพาโนรามาของทะเลสาบลูกาโนสีน้ำเงินเข้มขนาดมหึมาที่โอบล้อมไปด้วยเทือกเขาแอลป์ ตัดกับสีแดงของหลังคาบ้านเรือนที่กระจายอยู่ทั่วเนินเขา แซมด้วยสีเหลืองทองอร่ามของใบไม้ป่าในฤดูใบไม้เปลี่ยนสี ยิ่งทำภาพทิวทัศน์นี้งดงามเกินบรรยายจริงๆ

ดื่มด่ำกับยอดเขาจนเต็มอิ่มแล้ว ขับรถลงเขาลัดเลาะลงมาพื้นราบเข้าไปที่ตัวเมืองลูกาโน สวิตเซอร์แลนด์ แวะชมเมืองริมทะเลสาบที่น้ำใสราวกระจก บรรยากาศร่มรื่นเหมาะแก่การนั่งพักผ่อน หรือเดินเล่น ในช่วงสายๆ ของวัน สำหรับคนที่ชอบแบบมันๆ สามารถเช่าเรือแคนู หรือขับเรือยอชต์ล่องชมรอบๆทะเลสาบก็สนุกไปอีกแบบ

ขับรถชม2ทะเลสาบ
ทะเลสาบโคโม่
ขับรถชม2ทะเลสาบ
บ้านเรือนกระจายอยู่ทั่วเนินเขาแอลป์

 

ตกบ่ายแก่ๆ ท้องเริ่มหิว เราขับกลับเข้ามาที่เมืองโคโม่ ในประเทศอิตาลี ตรงรี่ไปร้านพิซซ่าเคบับ ของพ่อค้าตุรกี สั่งเคบับเนื้อ และพิซซ่ามากินซับน้ำย่อย เล่นเอาอิ่มจุกถึงลิ้นปี่ เพราะอันใหญ่คับปาก ส่วนพิซซ่าที่นี่เสิร์ฟ 1 คนต่อ 1 ถาด แต่ฟาดเรียบ เพราะอร่อยนุ่มชุ่มชีสเหลือเกิน

จากนั้นไปเดินเล่นชมโบสถ์ประจำเมืองหรือที่เรียกว่า ดูโอโม (Duomo) มีสถาปัตกรรมโกธิกที่สวยงาม

เราเดินต่อมาจนถึงท่าเรือโคโม่ เพื่อไปพิสูจน์ความงามของทะเลสาบแห่งที่ 2 ที่ขึ้นชื่อว่าสวยงามที่สุดในประเทศอิตาลี และใหญ่สุดเป็นอันดับที่ 3 โดยมีความยาวถึง 160 กิโลเมตร ทำให้มีหมู่บ้านโดยรอบทะเลสาบจำนวนมาก ต่างจากทะเลสาบลูกาโนที่ดูไม่พลุกพล่านมากนัก

ขับรถชม2ทะเลสาบ
ดูโอโม ที่สวยงาม
ขับรถชม2ทะเลสาบ
ปราสาทสฟอร์เซสโก้
ขับรถชม2ทะเลสาบ
มหาวิหารแห่งมิลาน

ควักกระเป๋าคนละ 5 ยูโร หรือราว 170 บาท ตีตั๋วขึ้นเรือล่องทะเลสาบ เรือแล่นออกมาได้แค่ 5 นาที ก็ต้องร้องว้าวกับ วิวหลักล้าน ตั๋วหลักร้อย ที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้า ภาพทะเลสาบโคโม่ฉากหลังเป็นเทือกเขาแอลป์ ที่มีโรงแรมวิลล่าหรู และบ้านเรือนสีสันสดใส ซ่อนตัวกระจายลดหลั่นอยู่ทั่วบริเวณเชิงเขาช่างดูงดงามสดใส และมีชีวิตชีวาเหลือเกิน

สมกับการเป็นเมืองตากอากาศยอดฮิตของเหล่า เซเลบฮอลลีวู้ด จนมาดอนน่า และจอร์จ คลูนีย์ ต้องมาซื้อคฤหาสน์หรูไว้พักผ่อนเลยทีเดียว

จึงไม่พลาดสำรวจเที่ยวชม 3 หมู่บ้านรอบๆ หมู่บ้านแรกคือ cernobbio เมืองที่มีวิลล่าหรูหราระดับโลกอย่างวิลล่า เดสเต (Villa d’Este) (8) อายุเกือบ 500 ปีที่ยืนอวดโฉมอยู่ติดกับทะเลสาบ มองเห็นสวยงามชัดเจนจากบนเรือ อดีตที่นี่เคยเป็นที่พักของชายากษัตริย์จอร์จที่ 4 แห่งอังกฤษ แต่ปัจจุบันเป็นโรงแรมเอกชนที่มีไว้บริการบรรดาราชวงศ์ และอภิมหาเศรษฐีจากทั่วโลก

ขับรถชม2ทะเลสาบ
วิลล่า เดสเต สุดหรู
ขับรถชม2ทะเลสาบ
ใบเมเปิ้ลเปลี่ยนสี

ส่วนบ้านพักอาศัยของชาวเมืองที่นี่ส่วนใหญ่เป็นตึกเล็กๆ เรียงติดชิดเนินเขา มีร้านกาแฟ ร้านอาหาร เล็กๆ ตั้งเรียงรายอยู่ตามซอกซอย พอให้ได้นั่งพักจิบกาแฟคลายเหนื่อย ใกล้ๆ กันมีสวนสาธารณะให้เดินชื่นชมความงามของใบ เมเปิ้ลเปลี่ยนสี ที่ไล่โทนลดหลั่นจากม่วงเข้ม แดง ส้ม และเหลือง สวยงามจนต้องถ่ายภาพไว้เป็นที่ระลึก

montrasio เป็นอีกหมู่บ้านที่แวะไปเยี่ยม และหมู่บ้านสุดท้ายคือ trono ระหว่างที่เดินบันไดหินขึ้นไปชมเมืองที่ลาดเชิงเขาเพลินๆ ปรากฏว่ามีรถยนต์คันหนึ่งขับสวนลงบันไดมา กระโดดดึ๋งๆ ทำเอาชาวคณะแตกกระเจิง

เรารีบตะโกนบอกเพื่อนหนีเร็วๆ คนเมาขับรถลงบันได หารู้ไม่ว่าเป็นวิธีขับรถเข้าและออกจากบ้านปกติของคนท้องถิ่นที่มีบ้านอยู่บนเนินเขา สรุปเขาไม่เมา แต่เรามึนกันเอง

ติดกับท่าเรือหน้าหมู่บ้านมีโบสถ์ saint tecla สไตล์โรมันตั้งอยู่ แสงไฟที่แดงส้มส่องตัวโบสถ์ในยามพลบค่ำ ทำให้บรรยากาศดูสวยสงบร่มเย็นจริงๆ

ขับรถชม2ทะเลสาบ
โบสถ์ saint tecla ยามพลบค่ำ

จากนั้นก็นั่งเรือกลับไปขึ้นฝั่ง ขับรถกลับไปบ้านพัก รีบอาบน้ำนอนเอาแรงเพื่อรอเที่ยวต่อในวันรุ่งขึ้น

วันนี้ตื่นแต่เช้า ขึ้นรถไฟเข้าตัวเมืองมิลานศูนย์กลางเมืองแฟชั่นระดับโลก เมื่อมองจากการแต่งตัวของคนท้องถิ่นที่ดูแล้วสมญานาม เพราะเรียบหรูดูดีไปหมด

จุดเช็กอินแรกคือ เที่ยวป้อมปราสาทสฟอร์เซสโก้โบราณอายุมากกว่าห้าร้อยปี (Castello Sforzesco) ซึ่งตั้งอยู่ในสวน สาธารณะปาร์โค เซมปิโอเน (Parco Sempione) ที่ใหญ่ที่สุดในมิลาน อดีตเคยเป็นที่พำนักของตระกูลขุนนาง แต่ปัจจุบันกลายเป็นพิพิธภัณฑ์เก็บงานศิลปะ

ขับรถชม2ทะเลสาบ
ร้าน พิซซ่า-เคบับ
ขับรถชม2ทะเลสาบ
ร้านสตาร์บัคส์ในตึก Piazza Cordusiomu

จากนั้นเดินมุ่งตรงไปยังจัตุรัสกลางเมือง ระหว่างทางแวะเข้าร้านกาแฟสตาร์บัคส์ในตึกโบราณ Piazza Cordusiomu ที่ถูกจัดให้เป็นสาขาที่สวยงามที่สุดในโลก ภายในร้านกว้างมากด้วยพื้นที่ราว 2,300 ตารางเมตร เพราะมีโรงคั่วบดกาแฟอยู่ในนี้ด้วย แถมยังมีกาแฟกว่า 100 เมนูให้เลือก เสียดายไม่ได้ชิมเพราะคิวยาวเหยียด

เราเลยเดินต่อมายังจัตุรัสกลางเมืองที่ตั้งของมหาวิหารแห่ง มิลาน (Duomo di Milano) วิหารหินอ่อนสีขาวสถาปัตยกรรมโกธิกที่ใหญ่ที่สุดในโลก ด้วยความสูง 157 เมตร ยอดแหลมเล็กๆ 135 ยอดด้านบน ทำให้วิหารดูงดงามอ่อนช้อยมากๆ

สวยขนาดนี้เราตัดสินใจซื้อตั๋วขึ้นไปชมบนยอดโบสถ์ งานนี้ใช้เวลารอคิว 1 ชั่วโมงพอดีเพื่อขึ้นลิฟต์ แต่พอขึ้นไปถึงก็หายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้ง เมื่อได้เห็นลวดลายแกะสลักหินอ่อนที่วิจิตรบรรจงของโบสถ์แบบใกล้ๆ

ขับรถชม2ทะเลสาบ
สปาเกตตีกุ้งล็อบสเตอร์
ขับรถชม2ทะเลสาบ
เจลาโตสไตล์อิตาเลียน

ก่อนกลับแวะไปกิน เจลาโตสไตล์อิตาเลียนแท้ที่ Amorino ร้านขึ้นชื่อ ที่มีเอกลักษณ์ทำเป็นรูปดอกกุหลาบ เราเลือกชิมรส ถั่วพิสตาชิโอ (14) งานนี้ให้ 10 เต็ม 10 เพราะอร่อยเข้มข้นไม่หวานเลี่ยน กินหวานเสร็จเริ่มอยากคาว เลยกลับไปฉลองมื้อค่ำสุดท้ายที่ร้านอาหารเพื่อนคนเดิม ค่ำนี้นางควงตะหลิวทำเมนูเส้นประจำชาติ สปาเกตตีกุ้งล็อบสเตอร์ สเต๊กเนื้อ พิซซ่า พร้อมสารพัดเครื่องดื่มให้กินจนอิ่มพุงกาง

ปิดท้ายทริป 3 วันในมิลานแบบอิ่มเอมใจไม่รู้ลืม

บทความก่อนหน้านี้เสียง‘ทรงพระเจริญ’ก้องลำน้ำเจ้าพระยา
บทความถัดไป‘ณเดชน์’ยก‘ญาญ่า’เป็นอนาคต หาผู้หญิงอย่างนี้ไม่ได้แล้ว-โชคดีที่เจอ