ครบทุกรส สดทุกเรื่อง



"พงษ์ศักดิ์ จันทรุกขา" ครูเพลงลูกทุ่งอีสาน-ศิลปินแห่งชาติ
Font Size  

วันที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558 เวลา 13:24 น.

ธีร์ อันมัย - เรื่อง ประวัติ ไชยกาล-ธีร์ อันมัย ภาพ

 

 กว่า "พงษ์ศักดิ์ จันทรุกขา" จะได้รับประกาศนามให้เป็น "ศิลปินแห่งชาติ" สาขาศิลปะการแสดง (ดนตรีไทยลูกทุ่ง-ประพันธ์เพลง) ประจำปี 2557 ชีวิตก็ล่วงผ่าน 79 ปีไปแล้ว

 

ทั้งที่ชายคนนี้ได้สร้างสรรค์ศิลปะในเสียงเพลงและสร้างความหมายอันมีนัยสำคัญแก่ผู้คนบน ดินแดนที่ราบสูงของประเทศนี้มานานกว่าครึ่งศตวรรษแล้ว

ผู้คนที่รู้จักผลงานเพลงของ พงษ์ศักดิ์ จันทรุกขา ย่อมตระหนักดีกว่า เขาคือศิลปินผู้รจนาภาพชีวิตอันแนบแน่นกับธรรมชาติของผู้คนบนที่ราบสูงด้วยภาษากวีที่มีสำเนียง "ลาวอีสาน" ผสานกลมกลืนกับคำ "ไทยกลาง" อย่างกลมกลืนลื่นไหลที่สุด และนั่นเป็นก้าวสำคัญของ "เพลงลูกทุ่งอีสาน"

"สาละวันรำวง" และ "สาวชุมแพ" คือ ผลงานเพลงจากปลายปากกาของเขาที่เสริมส่งให้ ไวพจน์ เพชรสุพรรณ นักร้องลูกทุ่งภาคกลางได้กลายเป็นขวัญใจไทยอีสานอย่างแนบแน่นตั้งแต่ปี 2512 ถือเป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งเท่านั้น

ปีก่อนหน้านั้น เพลง "สาวคนโก้" เขียนให้นักร้องเลือดสุพรรณจากบางปลาม้าได้เปล่งเสียงเอื้อนแบบหมอลำอีสานจนเป็นที่นิยมไปล่วงหน้าแล้ว

ย้อนกลับไปปี 2502 เพลง "ดาวบ้านนา" เป็นผลงานเพลงแรกของเขาที่บันทึกเสียงและกลายเป็นเพลงเด่นของ ไพรวัลย์ ลูกเพชร ลูกทุ่งเสียงหวานหุ่นทรมานใจสาวในอดีต

สุรินทร์ ภาคศิริ ผู้เป็น "นักแต่งเพลงคู่แฝดจากที่ราบสูง" ของเขา เคยกล่าวไว้ว่า ในอดีตนั้น ครูไพบูลย์ บุตรขัน เป็นมือหนึ่งหรือดาบหนึ่งที่แต่งเพลงลูกทุ่งให้นักร้องหลายคนโด่งดังเป็นที่นิยม

พงษ์ศักดิ์ จันทรุกขา และ สุรินทร์ ภาคศิริ ก็เป็น "ดาบสอง" ส่งนักร้องดังต่อจากครูไพบูลย์

นอกจากเขียนเพลงให้ ไวพจน์ เพชรสุพรรณแล้ว พงษ์ศักดิ์ จันทรุกขา เขียนเพลงเด่นเพลงดังให้นักร้องชั้นนำจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็น ศรคีรี ศรีประจวบ รุ่งเพชร แหลมสิงห์ กาเหว่า เสียงทอง บรรจบ เจริญพร ชินกร ไกรลาศ ผ่องศรี วรนุช ชาตรี ศรีชล สายัณห์ สัญญา อังคณางค์ คุณไชย ศักดิ์สยาม เพชรชมภู ดาว บ้านดอน เทพพร เพชรอุบล สนธิ สมมาตร หรือแม้แต่ลูกทุ่งร่วมสมัยอย่าง ไมค์ ภิรมย์พร

สุรินทร์ ภาคศิริ เปรียบเปรยลีลาการประพันธ์เพลงของเขาไว้ในหนังสือ "หอมดอกผักกะแยง" ว่า "อาจารย์พงษ์ศักดิ์เป็นมวยชั้นเชิง ฟุตเวิร์ก ลีลาโบยบินเหมือนผีเสื้อ ต่อยเจ็บเหมือนผึ้ง"

เป็นที่กล่าวขวัญกันว่า "คำ" ที่ พงษ์ศักดิ์ จันทรุกขา เลือกใช้นั้นงดงาม เรียบง่ายและมีความหมายลึกซึ้งถึงอารมณ์ความรู้สึก คือ นอกจากจะทำหน้าที่เล่าเรื่อง พรรณนาให้อารมณ์ความรู้สึกและให้บรรยากาศไอดิน กลิ่นดอกไม้ให้อบอวลในเสียงเพลงแล้ว เขาคือผู้นำ "คำลาวอีสาน" อันเคยเป็นภาษาต้องห้ามในระบบโรงเรียนและระบบราชการ ให้มีที่อยู่ที่ยืน ให้ปรากฏในเสียงเพลงลูกทุ่งอย่างแนบเนียนและสง่างาม

สลา คุณวุฒิ นักแต่งเพลงลูกทุ่งแถวหน้า ผู้ยกให้ พงษ์ศักดิ์ จันทรุกขา เป็น "ครู" กล่าวถึงเพลง "อีสานบ้านเฮา" ที่ พงษ์ศักดิ์ จันทรุกขา เขียนให้ เทพพร เพชรอุบล เมื่อปี 2514 ว่า "ด้วยถ้อยคำที่ง่ายแต่งดงาม ด้วยจินตนาการที่นำให้ผู้ฟังเห็นภาพลึกซึ้งและกินใจ สำหรับผม ได้วางเพลงนี้ไว้ใน ลำดับต้นๆ ของชาร์ตเพลงที่อยู่ในดวงใจและเมื่อหันมาจับปากกาแต่งเพลง เพลงนี้ของพ่อก็ได้ยกไว้บนหิ้ง เป็นครู เป็นตำราแก่การเขียนเพลงของผมตั้งแต่นั้นมา"

"หอมดอกผักกะแยง
ยามฟ้าแดงค่ำลงมา
แอ้บแอ้บเขียดจะนา
ร้องยามฟ้าฮ้องฮวนฮวน..."



โพสต์ยูทูบโดย ThaiEsan4
เนื้อเพลง : อีสานบ้านเฮา : อักษรอีสาน(ไทยน้อย)
แต่งโดย อาจารย์พงษ์ศักดิ์ จันทรุกขา
ขับร้องโดย เทพพร เพชรอุบล (เพลงต้นฉบับ ปี 2520)


"อีสานบ้านเฮา" เป็นประจักษ์พยานชั้นดีว่า ภาษาลาวในเสียงเพลงไทยไม่ใช่สิ่งแปลกปลอม ไม่ใช่ภาษาชั้นรองที่คนร้องก็ร้องไป ยิ้มไป คนฟังก็ฟังไปยิ้มไปให้กับ "ความเป็นอื่น" ของภาษาเหมือนที่เคยปรากฏอย่างประดักประเดิด ในเพลงหมอลำร็อกของ คำรณ สัมปุณณานนท์ หรือหลายๆ เพลงของ ครูสุรพล สมบัติเจริญ

หรือแม้แต่เพลง "ผู้ใหญ่ลี" ที่ขับร้องโดย ศักดิ์ศรี ศรีอักษร ก็ยังคงให้ความรู้สึกว่า ภาษาลาวในเสียงเพลงเป็นแค่เพียงความบันเทิงแบบเอะอะมะเทิ่ง ใส่เข้าไปเพื่อขับเน้นความ "ไม่ทันสมัย ไม่พัฒนา" อันเป็นการตอกย้ำ "ความเชย" ของตัวละครอย่างผู้ใหญ่ลี

ขณะที่ เจนภพ จบกระบวนวรรณ นักจัดรายการเพลงลูกทุ่งชื่อดังเคยบอกว่าเพลง "อีสานบ้านเฮา" เป็นเหมือน "เพลงชาติอีสาน" โดยเฉพาะต้นฉบับดั้งเดิมที่ขับร้องโดย "เทพพร เพชรอุบล" ด้วยแล้ว ลูกอีสานผู้พลัดบ้านไกลถิ่นเมื่อได้ยินเสียงเพลงนี้ก็จะรู้สึกถึงสีสัน บรรยากาศ ท้องทุ่งอีสานอันอบอวลยวนเย้าและมีชีวิตชีวา ฟังแล้วก็ต่างพากันเบิกบาน บางครั้งฟังแล้วก็คิดถึงบ้าน

พงษ์ศักดิ์ จันทรุกขา เล่าให้ฟังว่า เขียนเพลงนี้แบบรวดเดียวจบ เพราะตอนนั้น เทพพร เพชรอุบล กำลังเข้าห้องอัดและต้องการอีกหนึ่งเพลง จึงเขียนเพลงนี้ให้ในบัดเดี๋ยวนั้น โดยเบื้องต้นต้องการนำเสนอเรื่องราวความสนุกสนานเบิกบานของท้องทุ่งอีสานออกมาเป็นงานเพลง และในวันเดียวกันนั้น เขายังเขียน "รอรักใต้ต้นกระโดน" ให้กับ ดาว บ้านดอน อีกด้วย

"อีสานบ้านเฮา" มีทั้งภาพ ทั้งกลิ่น ทั้งเสียง ทั้งจังหวะลีลา ท่วงท่าความเคลื่อนไหว ลูกอีสานหลายคนได้ฟังเพลงนี้จะห้ามมือห้ามขามิให้ขยับตามจังหวะไม่ไหว อดใจไม่อยู่ เหมือนที่ พรศักดิ์ ส่องแสง เคยกล่าวไว้ในหนังสารคดีเรื่อง "เสือร้องไห้" ว่า "มันอยู่ไม่ได้หรอก คนลาวอีสานหากได้ยินเสียงพิณเสียงแคน มันอยู่ไม่ได้ ต้องออกมาฟ้อนมารำ"

นอกจากบรรยากาศชีวิตท้องนาแล้ว พงษ์ศักดิ์ จันทรุกขา ไม่ลืมสะท้อนยุคสมัยการพัฒนาที่คนอีสานกำลังก้าวเข้าสู่ยุคเปลี่ยนผ่าน สะท้อนการอพยพของแรงงานหนุ่มสาวผู้พลัดถิ่นฐานบ้านเกิดเมืองนอน "...นับวัน จะกลับกลาย บ่าวสาวไหลเข้าเมืองกรุง..." และก็เพราะการไหลเข้าสู่เมืองกรุงของคนอีสานนั่นล่ะ จึงทำให้ประเทศนี้มีแรงงาน มีคนถีบสามล้อ มีคนขับรถแท็กซี่ มีรปภ. มีเด็กเสิร์ฟ เด็กปั๊ม มีแม่ครัวฝีมือดี มีร้านลาบ ร้านส้มตำ มีศิลปินดารา และนักร้องที่เป็นคนลาวอีสาน ซึ่งกระจายตัวอยู่ทั่วทุกหัวระแหง

"อีสานบ้านเฮา" กลายเป็นเพลงที่คนอีสานส่วนใหญ่สามารถทั้งร้องและรำได้อย่างไม่เก้อเขิน และหากเผอิญคนภาคอื่นได้ยินเข้าก็ไม่อิดออดที่จะร่วมม่วนซื่นโฮแซวนำกัน 

กว่าจะได้เป็นศิลปินแห่งชาติในปัจฉิมวัยในวันนี้ ชีวิตของชายหนุ่มลูกน้ำมูนจากอำเภอศรีเมืองใหม่ อุบลราชธานีก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เขาผ่านช่วงชีวิตอันโลดโผนโชกโชนทั้งเป็นเด็กวัด เป็นนักจัดรายการวิทยุ เป็นนักพากย์หนัง เป็น ผู้กำกับภาพยนตร์ที่ได้ทั้งเงินล้าน ได้รางวัลสุพรรณหงส์ทองคำ เป็นนักแต่งเพลง หรือแม้แต่เป็นหมอดู จนเขาบอกว่า กราฟชีวิตของเขามีทั้งขึ้นสูงสุดและต่ำสุดสลับสับเปลี่ยนกัน 

ยามบ่ายคล้อยของชีวิต เขาเลือกกลับไปพำนักที่บ้านเกิด ทำกิจกรรมทางสังคม ทำลานบ้านให้เป็นลานธรรม เขียนเพลงเป็นพุทธบูชา โดยมี แต๋ว-จิตประไพ จันทรุกขา ผู้เป็นภรรยาคู่ทุกข์คู่ยากเคียงข้างเสมอมา

"หกโมงเย็นวันที่ประกาศผลศิลปินแห่งชาติผมกำลังไหว้พระสวดมนต์ก่อนเข้านอน มีนักข่าวโทรทัศน์โทร.มาสัมภาษณ์และถามว่า รู้หรือยังว่าได้เป็นศิลปินแห่งชาติ ก็บอกว่า เพิ่งทราบจากคุณนี่แหละ และเมื่อสนทนาจบก็เล่าเรื่องนี้ให้คุณแต๋วฟัง แล้วคุณแต๋วก็หอมแก้มผมหนึ่งที" พงษ์ศักดิ์ จันทรุกขา กล่าว ขณะที่ภรรยาของเขานั่งอยู่เคียงข้าง