ครบทุกรส สดทุกเรื่อง



พระพรหมจริยาจารย์ เจ้าคณะใหญ่หนใต้
Font Size  

วันที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2558 เวลา 18:09 น.

คอลัมน์ "มงคลข่าวสด"

 


 "พระพรหมจริยาจารย์" เป็นพระเถระอีกรูป ที่สร้างคุณูปการต่อวงการสงฆ์ภาคใต้ ทุ่มแรงกายแรงใจให้งานอย่างเต็มกำลัง กอปรด้วยศีลาจารวัตรอันงดงาม ดำรงตน ตามพระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัด

 ประดุจสะพานบุญ เชื่อมต่อศรัทธาแห่งชาวบ้านในชุมชนกับวัด มิให้ห่างเหินไกลกัน

 ปัจจุบัน สิริอายุ 87 พรรษา 67 ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะใหญ่หนใต้ และเจ้าอาวาสวัดกะพังสุรินทร์ ต.ทับเที่ยง อ.เมือง จ.ตรัง

 มีนามเดิมว่า สงัด ลิ่มไทย เกิดเมื่อปี พ.ศ.2471 ที่บ้านหนองไทร ต.นาโยงเหนือ อ.นาโยง จ.ตรัง

 ในช่วงวัยเยาว์ จบการศึกษาชั้นประถมปีที่ 4 จากโรงเรียนเพาะปัญญา

 พ.ศ.2483 บรรพชาที่วัดมงคลสถาน อ.นาโยง จ.ตรัง มีพระครูวิบูลย์ศีลวัตร (แดง) วัดนิคมประทีป อ.เมือง จ.ตรัง เป็นพระอุปัชฌาย์

 ก่อนย้ายมาอยู่ที่วัดจอมไตร อ.นาโยง จ.ตรัง เพื่อศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ.2486 สามารถสอบได้นักธรรมชั้นตรี

 พ.ศ.2487 สอบนักธรรมชั้นโท-เอก ตามลำดับ ที่สำนักเรียนวัดควนวิเศษ อ.เมือง จ.ตรัง

 ด้วยความมุ่งมั่นศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกบาลี จึงย้ายไปที่วัดคูหาสวรรค์ จ.พัทลุง สามารถสอบได้เปรียญธรรม 3 ประโยค

 พ.ศ.2491 เข้าพิธีอุปสมบท ที่พัทธสีมาวัดจอมไตร อ.นาโยง จ.ตรัง โดยมีพระครูสังวรโกวิท เป็นพระอุปัชฌาย์, พระครูพิบูลธรรมสาร เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระผุด มหาวีโร เป็นพระอนุสาวนาจารย์

 พ.ศ.2492-2494 สอบได้เปรียญธรรม 4-5-6 ตามลำดับ ก่อนย้ายมาอยู่ที่วัดกะพังสุรินทร์ พ.ศ.2504 สามารถสอบเปรียญธรรม 7 ประโยค

 ลำดับงานปกครองคณะสงฆ์ พ.ศ.2505 ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดกะพังสุรินทร์ พ.ศ.2514 ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะตำบลบ้านโพธิ์

 พ.ศ.2527 ได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะจังหวัดตรัง พ.ศ.2541 ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะภาค 18

 ล่าสุด พ.ศ.2550 ได้รับการแต่งตั้งเป็นรักษาการเจ้าคณะใหญ่หนใต้
 
 ลำดับสมณศักดิ์ พ.ศ.2516 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญที่ พระปิฎกคุณาภรณ์

 พ.ศ.2527 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นราชที่ พระราชปริยัติยาภรณ์

 พ.ศ.2536 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นเทพที่ พระเทพวิมลเมธี

 พ.ศ.2541 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นธรรมที่ พระธรรมรัตนากร

 พ.ศ.2550 ได้รับพระราชทานสถาปนาสมณศักดิ์ เป็นพระราชาคณะเจ้าคณะรองที่ พระพรหมจริยาจารย์

 กล่าวได้ว่า พระพรหมจริยาจารย์ เป็นพระเถระชั้นผู้ใหญ่ของจังหวัดตรังและภาคใต้ ที่พุทธศาสนิกชนให้ความเลื่อมใสศรัทธาเป็นอย่างยิ่ง

 ถือเป็นเจ้าคณะใหญ่รูปแรกที่พำนักอยู่ในภูมิภาค ทั้งนี้ เนื่องจากมหาเถรสมาคมมองเห็นว่าการแก้ปัญหาภาคใต้ของคณะสงฆ์นั้น หากให้ พระสงฆ์ในพื้นที่ทำหน้าที่ดูแลกันเอง ย่อมจะมีผลดีต่อพระสงฆ์ในพื้นที่ดังกล่าวได้มากกว่า เนื่องจากมีความคล่องตัว รวมไปถึงมีสายงาน การบังคับบัญชาที่มีความกระชับรวดเร็วกว่าที่จะให้พระเถระชั้นผู้ใหญ่ จากส่วนกลางเข้ามาดูแล เพื่อดูแลคณะสงฆ์ในพื้นที่ภาคใต้ทั้งหมด

 แม้จะล่วงวัย 87 ปีแล้วก็ตาม แต่ท่านยังให้ความสนใจในการหา ความรู้ใหม่ๆ เพิ่มเติมอยู่ตลอดเวลานอกเหนือไปจากการศึกษาความรู้ด้านหลักธรรมคำสอนแห่ง พุทธองค์พระพุทธเจ้าเพียงอย่างเดียว อาทิ ท่านสามารถใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ในการทำงานจัดระบบสารบรรณได้อย่างคล่อง แคล่ว และสามารถใช้งานอื่นได้ในระดับหนึ่ง

 ให้ความสำคัญในเรื่องการศึกษาพระปริยัติธรรมยิ่งนัก โดยท่านเป็นผู้รับผิดชอบในการสอนหนังสือด้วยตนเองมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2498 มาจนถึงปัจจุบัน มีพระภิกษุ-สามเณรที่สนใจศึกษาบาลีและนักธรรมเป็นจำนวนมาก

 แต่เดิมที่ดินวัดกะพังสุรินทร์ มีจำนวน 16 ไร่ ท่านได้ขอซื้อที่ดินด้านหลังขยายออกไปเพิ่มขึ้นเป็น 24 ไร่ และได้อนุญาตให้โรงเรียนเทศบาลมาใช้พื้นที่ด้วย ปัจจุบัน คือโรงเรียนเทศบาล 2 วัดกะพังสุรินทร์

 นอกจากนี้ ยังให้การสนับสนุนทุนการศึกษาแก่นักเรียนที่เรียนดีอย่างต่อเนื่องกันมาใน ทุกปีอีกด้วย รวมไปถึงการช่วยเหลือผู้ได้รับความเดือดร้อนในโอกาสต่างๆ เช่น เมื่อครั้งที่เกิดน้ำท่วมหนักในพื้นที่ อ.พิปูน จ.นครศรีธรรมราช ท่านได้รวบรวมทุนทรัพย์จำนวนกว่า 100,000 บาท ช่วยเหลือผู้ประสบภัย

 เจ้าคณะใหญ่หนใต้กล่าวถึงหลักการปกครองคณะสงฆ์ว่า "เราควรยกย่องผู้ที่สมควรยกย่อง และตักเตือนผู้ที่สมควรตักเตือน ดังนั้น หากพระสังฆาธิการรูปใดที่ประพฤติดีต้องยกย่อง และต้องให้ได้รับเกียรติมีสมณศักดิ์ พร้อมกันนั้นท่านยังได้อบรมพระ ในปกครองอยู่เสมอว่า ในการทำงานจะต้องไม่กลัวผิดพลาด แต่จะต้องตั้งใจทำงานนั้นให้ดีที่สุด และจะต้องไม่ตื่นเต้นเมื่อเกิดการ ผิดพลาด โดยพร้อมที่จะแก้ไขอยู่ตลอดเวลา"

 แม้จะมีกิจธุระมากมาย แต่เมื่อกลับมาอยู่ที่วัดกะพังสุรินทร์ พระพรหมจริยาจารย์ยังคงปฏิบัติกิจเหมือนอย่างที่ครั้งเมื่อเริ่มบวชใหม่ๆ ตื่นนอนตั้งแต่ตี 5 ทำกิจส่วนตัวเสร็จ เข้าห้องพระสวดมนต์ นั่งสมาธิประมาณ 1 ชั่วโมง

 ต่อจากนั้น จะกวาดขยะบริเวณรอบวัดก่อนที่จะฉันเช้า หากไม่มีกิจนิมนต์ไปไหน ก็จะต่อด้วยการทำวัตรเช้า และการทำงานด้านสารบรรณต่างๆ ที่คั่งค้างไว้ ซึ่งหากเสร็จเรียบร้อยก็จะอ่านหนังสือ ต่อด้วยการฉันภัตตาหารเพล

 พระพรหมจริยาจารย์กล่าวปรารภว่า "ตลอดระยะเวลาที่อยู่ในเพศบรรพชิต ถึงแม้จะอยู่ระดับไหนก็ตาม ก็ตั้งใจทำงานเพื่อพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะงานด้านการศึกษาและการเผยแผ่ ซึ่งถือเป็นเบื้องต้นของพระพุทธศาสนา เพราะการที่จะมีพระภิกษุ-สามเณรที่ดีก็ต้องอาศัยการศึกษาเป็นพื้นฐาน และที่สำคัญรู้สึกภาคภูมิใจแทนคณะสงฆ์และพุทธศาสนิกชนในภาคใต้ ที่ได้รับความไว้วางใจจากพระผู้ใหญ่ที่ให้อาตมามารับหน้าที่สำคัญนี้"

 แม้ทุกวันนี้ ปณิธานดังกล่าวก็ยังมิได้แปรเปลี่ยนไปแต่อย่างใด