ครบทุกรส สดทุกเรื่อง



สกู๊ปพิเศษ : ทัวร์วัดจอมคีรีนาคพรต ขึ้นเขาชมเมืองนครสวรรค์
Font Size  

วันที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2558 เวลา 16:38 น.

ชาติชาย เกียรติพิริยะ

 

จุด เด่นอย่างหนึ่งที่ทำให้ผู้คนแวะไปเยี่ยมเยียนวัดจอมคีรีนาคพรต (วัดเขา) เนื่องจากเมื่อขึ้นไปอยู่บนยอดเขาและมองลงมา จะเห็นทัศนียภาพที่สวยงาม ของสะพานเดชาติวงศ์ แม่น้ำเจ้าพระยา และเขากบ



วัดจอมคีรีนาคพรต เป็นวัดโบราณ อยู่ในต.นครสวรรค์ออก อ.เมือง จ.นครสวรรค์



เดิม มีชื่อเรียกว่า "วัดลั่นทม" บ้าง "วัดเขา" บ้าง "วัดเขานครสวรรค์" บ้าง จนถึงสมัย ร.4 ใช้ชื่ออย่างเป็นทางการว่า "วัดเขาบวชนาค" แต่หลักฐานจากหอจดหมายเหตุแห่งชาติ มีชื่ออย่างอื่นคือ "วัดสุวรรณคีรีนาคพรต"



ต่อมาในราวปี พ.ศ.2425 พระยาราชสัมภารากร (เลื่อน สุรนันท์) ได้เขียนบอกชื่อขณะเดินทางผ่านไปเมืองเชียงใหม่ว่า "วัดหัวเมือง" ประมาณปี พ.ศ. 2449 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 วัดนี้จึงมีชื่ออย่างเป็นทางการจนถึงปัจจุบันว่า "วัดจอมคีรีนาคพรต" แต่คนทั่วไปยังคงเรียกว่า "วัดเขาบวชนาค" หรือเรียกแบบย่อๆ ว่า "วัดเขา"



เหตุที่ในอดีตวัดจอมคีรีนาคพรตมีหลายชื่อ ชื่อว่า "วัดลั่นทม" เพราะมีต้นลั่นทม (ลีลาวดี) เป็นจำนวนมากขึ้นรอบบริเวณรอบโบสถ์



ชื่อ ว่า "วัดเขา" หรือ "วัดเขานครสวรรค์" เพราะในเมืองนครสวรรค์ มีวัดนี้เพียงแห่งเดียวที่ตั้งอยู่บนเขา สมัยนั้นวัดคีรีวงศ์และวัดวรนาถบรรพต(วัดเขากบหรือวัดกบ) ยังไม่ได้สร้าง



ชื่อ ว่า "วัดเขาบวชนาค" เพราะแต่เดิมในมณฑลนครสวรรค์(ก่อนจะเปลี่ยนมาเรียกว่าจังหวัดนครสวรรค์) มีวัดนี้เพียงแห่งเดียวเท่านั้นที่สามารถบวชนาคได้ เพราะอุโบสถวัดนี้มีวิสุงคามสีมาถูกต้องตาม พระธรรมวินัย สามารถใช้เป็นที่อุปสมบทกรรมได้ ส่วนวัดอื่นๆ ยังไม่มีความพร้อมในส่วนนี้



ชื่อ ว่า "วัดจอมคีรีนาคพรต" เพราะวัดนี้มีพญา นาค ซึ่งเป็นเทพชั้นผู้ใหญ่มาบำเพ็ญพรต (รักษาศีล) และอารักขา แม้แต่ในซุ้มเรือนแก้วของอุโบสถก็มีรูปนาค 3 เศียรทั้งสองข้าง



สํา หรับภายในบริเวณวัดแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ส่วนหนึ่งตั้งอยู่บนยอดเขาสูง เป็นที่ตั้งโรงอุโบสถที่ศักดิ์สิทธิ์และวิหาร รวมทั้งมณฑปและเจดีย์ อีกส่วนหนึ่งตั้งอยู่บริเวณเชิงเขา เป็นที่ตั้งศาลาการเปรียญ กุฏิ สำหรับภิกษุสามเณรได้อาศัยบำเพ็ญ สมณธรรมและเป็นที่บำเพ็ญบุญของพุทธศาสนิกชน





วัด จอมคีรีนาคพรต มีสิ่งพิเศษกว่าวัดอื่นๆ คือ โบสถ์ที่นี่เป็นโบสถ์โถง ซึ่งชาวบ้านเรียกว่า "โบสถ์เทวดาสร้าง" คือมีลักษณะเป็นรูปศาลาโถง ไม่มีผนังทั้งสี่ด้าน (ลูกกรงเหล็กเพิ่งจะสร้างทีหลังเพื่อกันขโมย) ทรงแบบโบราณ เครื่องบนเป็นไม้สักล้วน มุงกระเบื้องยาว 6 วา 2 ศอก กว้าง 4 วา 1 ศอก มีพะไลโดยรอบ มีชายคาต่ำกว่าโบสถ์ทั่วไป



โบสถ์ เทวดาสร้าง ไม่ปรากฏแน่ชัดว่าสร้างมาตั้งแต่ครั้งไหน ทราบแต่ว่ามีการปฏิสังขรณ์บ้างเป็นครั้งคราว มีเรื่องเล่ากันต่อๆ มาว่า เมื่อชาวบ้านเริ่มสร้างอุโบสถ ได้ติดตั้งเสาพร้อมเครื่องบนให้เป็นรูปโครงของอุโบสถ แต่เกิดมืดค่ำเสียก่อน จึงยังไม่ได้สร้างต่อ พอตกกลางคืนชาวบ้านต่างได้ยินเสียงมโหรีปี่พาทย์ มีเสียงอึกทึกครึกโครมและมีแสงสว่างไปทั่วบริเวณยอดเขา ชาวบ้านต่างพากันแปลกใจจึงปลุกกันลุกขึ้นมาฟังเสียง ทุกคนได้ยินเสียงนั้นเหมือนกัน



ด้วยความสงสัยจึงพากันไปดูก็ ปรากฏแก่ตาว่า งานที่ทำไว้นั้นสำเร็จเรียบร้อยหมด และไม่ปรากฏว่ามีใครเข้าไปทำเลยแม้แต่คนเดียว พวกชาวบ้านจึงหยุดการก่อสร้างไว้เพียงเท่านั้น เพราะเห็นว่าเทวดาลงมาสร้างไว้สำเร็จแล้ว



ยังมีวัตถุประกอบ เรื่องนี้อีกแห่งหนึ่งอยู่ทางเหนือของภูเขาที่ตั้งวัดนี้ ประมาณ 400 เมตร มีภูเขาลูกหนึ่งชาวบ้านเรียกกันว่า "เขาโรงครัว" ว่ากันว่าเป็นที่เทวดาทำครัว เพราะมีหินเป็นรูปขนมจีน รูปครก และเครื่องประกอบการทำครัวต่างๆ ปรากฏอยู่ และที่เชิงเขาด้านหนึ่งเรียกกันว่า "ทะเลน้ำข้าว" เพราะพื้นที่บริเวณนั้นเป็นพื้นที่เรียบไม่มีหญ้าขึ้นปรากฏอยู่จนทุกวันนี้



ใน สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงรัชกาลที่ 5 แห่งราชวงศ์จักรีได้เสด็จประพาส จ.นครสวรรค์ ยังได้ทดลองว่าโบสถ์จะบรรจุคนได้มากจริงหรือไม่ โดยทรงนำข้าราชบริพารที่ตามเสด็จทั้งหมดเข้าในอุโบสถนี้ ก็ไม่เต็มอีก ทำให้ชาวนครสวรรค์มีความเชื่ออย่างแน่นแฟ้นว่าเป็นโบสถ์ที่เทวดาสร้างจริงๆ





ความ จริงแม้โบสถ์หลังนี้จะมีขนาดเล็ก แต่เมื่อเป็นโบสถ์โล่งโถงไม่มีฝาผนัง จึงเป็นโบสถ์ที่บรรจุหรือรองรับคนได้ไม่จำกัด นี่คือคำเฉลย ปริศนาของคนโบราณที่ว่า โบสถ์เทวดาสร้าง จุคนได้ไม่เคยเต็ม



ภายในวัดยังมีพระพุทธรูปอันศักดิ์สิทธิ์ให้กราบไหว้บูชา ได้แก่



พระ ศรีสรรเพชญ์ พระประธานในซุ้มเรือนแก้ว เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยสมัยทวารวดี(ขอมโบราณ) อายุประมาณพันปี หน้าตักกว้าง 6 ศอกเศษ เป็นของสร้างมาแต่เดิมไม่ปรากฏปีที่สร้าง พระพักตร์ทำนองพระพุทธรูปสมัยเชียงแสน สถิตในซุ้มเรือนแก้วมีหัวนาค 3 เศียร เป็นศิลปะแบบขอม ที่บัลลังก์หรือฐานชุกชีมียักษ์ 6 ตนดูแลอยู่ คืออาฬวกยักษ์ ท้าวเวสสุวรรณ และยักษ์อื่นๆ คอยอารักขา



พระ พุทธธัญดร พระปางลีลาในซุ้มเรือนแก้ว ประดิษฐานอยู่ด้านหลังพระศรีสรรเพชญ์ องค์พระสูงประมาณ 2.5 เมตร ฐานสูงประมาณ 50 ซ.ม. ที่รู้ว่าเป็นศิลปะทวารวดีเพราะว่ายกพระหัตถ์คือมือข้างขวาขึ้นมาที่ อุระ(อก) ถ้าเป็นศิลปะสุโขทัยจะยกมือซ้าย พระปางลีลาที่มีลักษณะอย่างนี้ อยู่ในโบสถ์หลังพระประธานเช่นนี้ มีแห่งเดียวในประเทศไทย



พระ อัครสาวกคู่ ประดิษฐานอยู่ด้านหน้าพระศรีสรรเพชญ์ พระประธาน รูปหล่อพระอัครสาวกทั้งคู่นี้ เป็นองค์เล็กๆ เหมือนเด็ก ต่างจากพระอัครสาวกที่เห็นตามวัดทั่วไป เพราะนี่คืออัครสาวกที่สร้างในสมัยทวารวดี



นอกจากนี้ ที่แท่นหรือบัลลังก์มียักษ์หน้าตาน่ากลัวดุร้ายมาอารักขาพระพุทธเจ้าอยู่ ข้างละ 3 ตน รวมเป็น 6 ตนเป็นของเก่าโบราณสร้างสมัยเดียวกัน ยักษ์เหล่านี้ในอดีตเคยเป็นอสูรไม่ดี คือเป็นยักษ์มิจฉาทิฐิไม่เลื่อมใสในพระศาสนา ต่อมาพระพุทธองค์ทรงทรมานให้หายพยศ สอนให้รู้บาป บุญ คุณ โทษ จึงปวารณาตัวมารับใช้พระศาสนา



ส่วนวิหาร ยาว 15 วา กว้าง 5 วาเศษ ภายในวิหารเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปปางต่างๆ รอบผนังของพระวิหาร มีพระสมัยกรุงสุโขทัย



ช่วง วันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 12 ของทุกปี ยังมีงานประเพณีประจำปี เรียกว่างาน "ไหว้พระปิดทองวัดจอมคีรีนาคพรต" หรือ "งานวัดเขา" จะมีงานนมัสการ และปิดทองรอยพระพุทธบาทจำลอง



วัดจอมคีรีนาคพรตตั้งอยู่ ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ด้านทิศตะวันออก จากกรุงเทพฯ ใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 32 สายเอเชีย อยู่ฝั่งซ้ายมือถัดไปจากไฟแดงสามแยกบึงบอระเพ็ด ก่อนถึงสะพานเดชาติวงศ์ เลี้ยวซ้ายเข้าวัด ระยะทางห่างจากตัวเมืองประมาณ 1 กิโลเมตร



เที่ยว"บึงบอระเพ็ด"



เมื่อ มาเที่ยววัดจอมคีรีนาคพรต มีสถานที่ท่องเที่ยวที่อยู่ไม่ไกลวัดมากนัก คือ บึงบอระเพ็ด บึงทะเลสาบน้ำจืดขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศ ไทย มีเนื้อที่ 132,737 ไร่



มีสัตว์และพันธุ์พืชน้ำอยู่มากมาย ในเดือนพ.ย.-มี.ค. จะมีนกเป็ดน้ำจำนวนมากอพยพมาที่บึงแห่งนี้ มีนกประจำถิ่นหลายชนิด อาทิ นกเป็ดน้ำ นกอีโก้ง นกอีแจว นกปากห่าง ส่วนพืชน้ำเด่นๆ ได้แก่ บัวหลวง บัวสาย บัวกินสาย ทองกวาว



สถาน ที่ท่องเที่ยวสำคัญอีกแห่งคือ อาคารแสดงพันธุ์สัตว์น้ำบึงบอระเพ็ดเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา เป็นอาคารรูปทรงเรือกระแชง ภายในมีอุโมงค์ปลายาว 24 เมตร แสดงพันธุ์ปลาน้ำจืดกว่า 100 ชนิด พร้อมพันธุ์ปลาน้ำเค็มอีกหลายพันธุ์ มีบ่อปลา Touch Pool ให้สัมผัสใกล้กับปลาฉลามกบ เม่นทะเลฯ เปิดทุกวันเวลา 10.00-18.00 น. สามารถชมการดำน้ำให้อาหารปลา วันจันทร์-ศุกร์ เวลา 11.00 น. วันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 11.00 น. และ 15.00 น.



นอกจากนี้ยัง มีการแสดงจระเข้ ละครลิงคุณประกิต การล่องเรือชมทัศนียภาพ ดูนกนานาชนิด เช่าเรือได้ที่ท่าเรือบึงบอระเพ็ด มีหาดทรายเทียมสำหรับเล่นน้ำ บานาน่าโบ๊ต เจ็ตสกี ศูนย์สินค้าโอท็อป และบริการเต็นท์ บ้านพักรับรอง



สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว บึงบอระเพ็ด โทรศัพท์ 0-5627-4525