ครบทุกรส สดทุกเรื่อง



มองทูตสหรัฐวิจารณ์ม.112
Font Size  

วันที่ 03 ธันวาคม พ.ศ. 2558 เวลา 01:18 น.


 กรณี นายกลิน ที. เดวีส์ เอกอัครราชทูตสหรัฐประจำประเทศไทย แสดงความกังวลเกี่ยวกับมาตรา 112 โดยเฉพาะการแสดงความคิดเห็นอย่างสันติไม่ควรถูกจำคุก 


 ทำให้มีประชาชนในหลายจังหวัดออกมาประท้วงเอกอัครราชทูตสหรัฐ


 ขณะเดียวกันแกนนำรัฐบาล อาทิ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม สวนกลับว่าให้คิดก่อนพูด และนักการเมืองบางคนได้แนะนำให้กระทรวงการต่างประเทศเรียกเอกอัครราชทูตสหรัฐมาทำความเข้าใจในเนื้อหาของมาตรา 112 อย่างถ่องแท้


 ส่วนมุมมองของนักวิชาการและนายกสมาคมนักเรียนเก่าสหรัฐอเมริกา มีความเห็นดังนี้

 

 

คุณหญิงทรงสุดา ยอดมณี 
นายกสมาคมนักเรียนเก่าสหรัฐอเมริกา 


 ได้พบกับนายกลิน ที. เดวีส์ เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ก่อนหน้าที่มีการขึ้นพูดแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับมาตรา 112 เพียง 1 วัน โดยท่านทูตได้เข้าเยี่ยมโรงเรียนสถานสอนภาษาสมาคมนักเรียนเก่าสหรัฐอเมริกา (เอ.ยู.เอ.) ซึ่งในวันนั้นไม่ได้มีการพูดถึงเรื่องการเมืองใดๆ มีเพียงเรื่องการศึกษาที่สหรัฐและไทยเท่านั้น 


 โดยบรรยากาศก็เป็นไปอย่างเป็นกันเองมากๆ ท่านได้พูดคุยกับนักเรียนด้วย และดูเหมือนจะเข้าใจคนไทยเป็นอย่างดี แต่พอวันรุ่งขึ้นได้ทราบข่าวว่าท่านทูตได้แสดงความคิดเห็น ก็รู้สึกตกใจ แต่เข้าใจว่าสหรัฐมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นสูง


 ส่วนตัวคิดว่าท่านทูตไม่ควรแสดงความเห็นในเรื่องกฎหมายของประเทศใดๆ ก็ตาม ซึ่งเรื่องกฎหมายเป็นเรื่องที่กระทบต่อความรู้สึก เพราะถ้าเป็นตัวเองจะไม่พูดเรื่องกฎหมายของประเทศอื่น ส่วนในเรื่องมารยาททางการทูตนั้นไม่ขอวิจารณ์ 


 หลังจากที่มีข่าวการแสดงความคิดเห็นออกไป ท่านทูตได้ออกมาพูดในทำนองว่าขอโทษ และบอกว่าตัวเองจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์เช่นกัน ในกิจกรรมปั่นเพื่อพ่อ ไบค์ ฟอร์ แด๊ด ที่จัดขึ้นในวันที่ 11 ธ.ค. ท่านทูตจะเข้าร่วมปั่นเพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวด้วย


 อย่างไรก็ตาม ทางสมาคมนักเรียนเก่าสหรัฐอเมริกายังไม่ได้มีการพูดคุยใดๆ เกี่ยวกับเรื่องการแสดงความคิดเห็นของท่านทูต ซึ่งทางสมาคมได้ดูท่าทีของทางท่านทูตแล้วว่าไม่ได้มีเจตนาที่ไม่ดี อาจจะเป็นเพราะความไม่รู้ เพราะฝรั่งจะเน้นเรื่องสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกมาก และไม่ทราบว่าประเทศไทยเป็นอย่างไร 


 หากท่านทูตไม่ได้ออกมาพูดอะไรหลังจากที่มีการแสดงความคิดเห็นแล้ว จะเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่มีการพูดคุยกันต่อไป 


 แต่ท่านได้ออกมาพูดในทำนองว่าขอโทษแล้ว

 

 

เอกชัย ไชยนุวัติ 
นักวิชาการนิติศาสตร์


 คิดว่าสังคมควรสังเกตให้ถี่ถ้วนว่าที่เอกอัครราชทูตสหรัฐพูดทั้งหมดของการตอบมีเนื้อหาอย่างไร

 
 เท่าที่สังเกตในความคิดเห็นส่วนตัวได้เห็นบทสัมภาษณ์ทั้งหมดของเอกอัครราชทูตสหรัฐ ได้ยืนยันว่ามีความเคารพในสถาบันพระมหากษัตริย์และเคารพในความเป็นรัฐของไทย

 
 ส่วนกระทรวงการต่างประเทศควรเรียกทูตมาทำความเข้าใจในเนื้อหาของมาตรา 112 หรือไม่นั้น ประเด็นนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อนของไทยและสหรัฐ เห็นว่าการพูดคุยสามารถทำได้และขอให้เป็นไปโดยฉันมิตร

 
 ล่าสุดเมื่อวันที่ 29 พ.ย. เอกอัครราชทูตสหรัฐให้สัมภาษณ์อีกครั้งว่าจะไม่ข้อแสดงความคิดเห็นในประเด็นนี้อีก แต่ละประเทศมีกฎหมายและแนวทางความคิดที่ต่างกัน ประเทศไทยยังยืนยันกฎหมายมาตรา 112 คือกฎหมายที่ยังใช้อยู่ในปัจจุบัน ซึ่งรัฐบาลไทยสามารถพูดคุยแสดงถึงสถานะของกฎหมายนี้ได้ 


 ประเทศไทยและสหรัฐมีความสัมพันธ์กันต่อเนื่องมา 180 ปี ในช่วงของการต่อสู้สงครามโลกครั้งที่ 2 อเมริการับรู้ถึงความสำคัญของขบวนการเสรีไทย ซึ่งทำให้สยามไม่ต้องตกเป็นผู้แพ้สงคราม 


 ถือว่ามีความสำคัญต่อความสัมพันธ์ไทย-สหรัฐ  

 

 

โคทม อารียา 
ศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี ม.มหิดล


 สำหรับข้อสังเกตว่าเหมาะสมหรือผิดมารยาททางการทูตหรือไม่ที่เอกอัครราชทูตสหรัฐออกมาพูดในเรื่องดังกล่าว เบื้องต้นขอชวนให้มองว่าประเทศไทยอยู่ในบริบทสังคมที่สัมพันธ์กับโลกแบบไหน เนื่องจากสหรัฐให้คุณค่าหรือยึดถือเสรีภาพในการแสดงออก 


 นับว่าเป็นเรื่องที่สำคัญมากของสหรัฐ ที่เขาเห็นว่าคนที่แสดงออกทางความคิด ไม่ว่าจะทางการเขียน หรือพูด หรือทางใดก็แล้วแต่โดยสุจริต ไม่ควรต้องถูกจำกัดสิทธิ หรือถึงขนาดต้องติดคุก กลายเป็นนักโทษทางความคิด


 ส่วนฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับเอกอัครราชทูตสหรัฐ ก็มีเสรีภาพในการแสดงออกได้ ซึ่งเชื่อว่าทางสหรัฐหรือสังคมพร้อมรับฟัง หากเป็นการโต้แย้งอย่างมีขอบเขต หรือเป็นสัมมาวาจา ไม่ยุยงปลุกปั่นไปถึงขั้นกลายเป็นความเกลียดชัง ซึ่งจะยิ่งทำให้เนื้อหาหรือเจตนาที่ต้องการจะนำเสนอถูกบดบังด้วยอคติ และไม่สามารถสื่อสารให้เข้าใจใดๆ ได้


 สำหรับกระทรวงการต่างประเทศต้องเรียกทูตมาทำความเข้าใจในเนื้อหาของมาตรา 112 หรือไม่ เห็นว่าเป็นเรื่องของกระทรวงการต่างประเทศ แต่มองว่าไม่น่าจะมีทางเข้าใจตรงกัน เพราะทางการไทยไม่ได้มองแบบที่สหรัฐมอง นั่นคือเรื่องสิทธิเสรีภาพที่สำคัญที่สุด แต่ไทยให้ความสำคัญกับความมั่นคงและจารีตประเพณีมากกว่า


 ถ้าไทยเห็นว่ามาตรา 112 เป็นเรื่องที่ไม่ควรไปขยายจนใหญ่โต เรื่องก็จะเล็กลง ซึ่งน่าจะดีในเวทีสากล และยึดถือความหลากหลาย และเคารพความแตกต่างทางความคิด เพราะการทำให้เรื่องดังกล่าวขยายขึ้นยิ่งไม่เป็นผลดีกับไทยเอง


 เชื่อว่ารัฐบาลมีดุลยพินิจในการพิจารณาข้อเสนอข้อวิจารณ์ของสหรัฐอยู่แล้ว ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องค่อยๆ พูดคุย เรียนรู้ ปรับเปลี่ยนไปตามบริบท 


 ส่วนที่เอกอัครราชทูตสหรัฐชี้แจงถึงเรื่องความสัมพันธ์ด้านการค้าระหว่างไทยและสหรัฐ ว่าหากกระทบก็อยู่ที่รัฐบาลไทยจะพิจารณานั้น มองว่าไม่ใช่การคุกคาม เพราะเรื่องการเมือง กับเรื่องเศรษฐกิจ การค้า เป็นคนละเรื่องกัน


 ขอยกตัวอย่างเรื่องพื้นฐานว่า สามีภรรยาที่อยู่ร่วมกันเป็นธรรมดาที่จะต้องเห็นต่างหรือกระทบกระทั่งกันบ้าง หากมีฝ่ายหนึ่งอารมณ์ไม่ดี อีกฝ่ายจะต้องมีอารมณ์ด้วยหรือไม่ ถ้าเป็นเช่นนั้นมีแต่จะทะเลาะเบาะแว้งกัน แต่ควรกลับมายึดเรื่องการถนอมน้ำใจกันมากกว่า