ครบทุกรส สดทุกเรื่อง



หั่นศพแล้วเปลี่ยนใจ สุดโหดหนุ่มเรียงชิ้นส่วนจุดไฟเผา คดีส่อพลิก!! น้องเหยื่อโผล่แฉ
Font Size  

วันที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 เวลา 15:15 น.

 คุมตัวหนุ่มฆ่าหั่นศพสาวทำแผนประกอบคำรับสารภาพ แม่-น้องสาวเหยื่อรุดมาดูถึงร่ำไห้โฮ แฉคนร้ายเอาทองไปอีกถึง 30 กว่าบาท พร้อมเพชร และอีกหลายรายการ ขอความเป็นธรรมตำรวจ ผู้ต้องหาทำแผนไม่สะทกสะท้าน

 

 

 จากคดีตำรวจพบศพหญิงสาวถูกฆ่าหั่นศพออกเป็น 6 ท่อน ก่อนคนร้ายจะจุดไฟเผาภายในบ้านพัก ต.สันนาเม็ง อ.สันทราย จ.เชียงใหม่ จากสภาพศพคาดเสียชีวิตมาแล้ว 12 วัน โดยตำรวจได้ตรวจเช็กโทรศัพท์ของผู้ตาย พบว่าผู้ตายได้ใช้โทรศัพท์ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 3 ก.พ. ทราบชื่อผู้ตายในเวลาต่อมา คือ นางสุรีย์ อ่อนสนิท อายุ 46 ปี เจ้าของบ้านที่เกิดเหตุ ละเป็นเจ้าของร้านสปานวดแผนไทยในตัวเมืองเชียงใหม่ โดยมุ่งประเด็นการสังหารเรื่องชู้สาวหรือหึงหวง เนื่องจากผู้ตายหน้าตาดี มีผู้ชายมาติดพันหลายคน และคนร้ายน่าจะเป็นคนใกล้ตัว จึงได้ส่งทีมสืบสวนออกติดตามคนร้าย   

 

 

 ต่อมา พล.ต.ต.จารึก ลิ้มสุวรรณ ผบก.สส.ภ.5 พล.ต.ต.มนตรี สัมปุณณานนท์ ผบก.ภ.จว.เชียงใหม่ และ พ.ต.อ.ธวัชชัย พงษ์วิวัฒนชัย ผกก.สส.1 บก.สส.ภ. 5 สืบทราบว่าผู้ต้องหารายนี้ คือ นายพิพัฒน์ กันธิมา อายุ 41 ปี อยู่ ถ.มหิดล ต.หนองหอย อ.เมือง เชียงใหม่ โดยแอบไปกบดานที่บ้านพัก เจ้าหน้าที่จึงได้เดินทางไปที่บ้านของผู้ต้องหา แต่ไม่พบตัว จึงตามแกะรอย จนพบไปซ่อนตัวที่สำนักปฏิบัติธรรมแห่งหนึ่งที่ อ.สันทราย จึงเข้าควบคุมตัวมาสอบปากคำที่ บก.สส.ภ.5 ผู้ต้องหารับสารภาพ ตามข่าวที่ได้เสนอไปแล้วนั้น

 

 

 เมื่อเวลา 08.30 น. วันที่ 16 ก.พ. พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน รอง ผบ.ตร. พล.ต.ท.ธนิตศักดิ์ ธีระสวัสดิ์ ผบช.ภาค 5 พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจภาค 5 ได้ควบคุมตัวผู้ต้องหา คือ นายพิพัฒน์ กันธิมา อายุ 41 ปี มาทำแผนประกอบคำรับสารภาพ โดยมีประชาชนชาวบ้านในละแวกดังกล่าวมาดูการทำแผนจำนวนมาก รวมทั้งแม่ของผู้ตายและน้องสาวของผู้ตายก็เดินทางมา เพื่อขอความเป็นธรรมกับตำรวจเพิ่ม ด้วย

 

 

 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ พล.ต.ท.ธนิตศักดิ์ พร้อมพนักงานสอบสวน สภ.สันทรายเชียงใหม่ ได้นำตัวผู้ต้องหาไปชี้จุดในการสังหารและการวางเพลิงในแต่ละจุดทั้งหมด 5 จุดในตัวบ้าน จากนั้นให้ผู้ต้องหามาทำแผนในช่วงที่มาเอาน้ำมันจากรถจักรยานยนต์ในบ้านแล้วนำไปก่อเหตุ โดยผู้ต้องหารับสารภาพว่า เป็นแฟนกับผู้ตาย อยู่กินแบบสามีภรรยา และทำธุรกิจร้านสปา ในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ กับผู้ตายมาโดยตลอด ส่วนสาเหตุที่ทำการสังหาร เนื่องจากทะเลาะกันเรื่องหึงหวง และผู้ตายได้ใช้มีดมาแทงตนก่อน เพราะไม่พอใจที่ถูกตนทำร้าย ตนจึงได้แย่งมีดและแทงไปหลายครั้ง  

 

 

 จากนั้นได้ทำการหั่นศพ และเนื่องจากเจ็บที่มือ เนื่องจากมีดบาดช่วงที่แย่งมีดกับผู้ตาย จึงได้ไปเอาน้ำมันจากรถจักรยานยนต์แล้วมาจัดการเผา เพื่อต้องการอำพรางคดีว่าเกิดไฟไหม้บ้าน และผู้ตายถูกไฟเผาบนเตียง โดยเอาศพที่หั่นแล้วมาเรียงไว้บนเตียง เหมือนกับว่าผู้ตายนอนอยู่บนเตียงแล้วเกิดไฟไหม้ดังกล่าว ส่วนที่ต้องเผาห้องอื่นๆ ด้วยเนื่องจากมีรอยเลือดของผู้ตายไปทั่วบริเวณ จึงต้องเผาทุกห้อง

 

 หลังก่อเหตุก็ได้หลบหนีไปยังบ้านของตนเอง ก่อนถอดเสื้อผ้าที่ก่อเหตุนำไปซักตากไว้แล้วก็ได้หนีไปกบดานที่สำนักวิปัสสนาเกษตรใหมม่ ต.หนองหาร อ.สันทราย เชียงใหม่ กระทั่งมาถูกตำรวจจับกุมดังกล่าว ทำไปเพราะระแวงว่าผู้ตายแอบไปมีสัมพันธ์กับชายอื่น โดยไปเห็นจากไลน์ของผู้ตายที่มีการพูดคุยกัน จึงได้ก่อเหตุดังกล่าว

 

 ด้าน พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ เปิดเผยว่า กรณีคดีที่เกิดขึ้นถือว่าเป็นคดีที่สะเทือนขวัญ หากท้องที่ไหนเกิดเหตุเช่นนี้ก็ให้รีบดำเนินการสืบสวนสอบสวนติดตามจับคนร้ายมาดำเนินคดีโดยเร็ว ซึ่งตนก็ได้สั่งการไปยังทุกจังหวัดแล้ว กรณีเกิดเหตุคดีอย่างนี้ โดยคดีนี้เบื้องต้นได้ยื่นคำร้องต่อศาลออกหมายจับ ข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา แต่จากการสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐาน โดยสอบสวนพยานไปแล้ว 5 ปาก พบว่าการกระทำของผู้ต้องหามีความผิดเพิ่มเติม วันนี้จึงแจ้งข้อหาเพิ่มเติม ดังนี้ ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา โดยทรมาน (ป.อาญา ม.289 , โทษประหารชีวิต) , ทำลายศพหรือส่วนหนึ่งของศพเพื่อปิดบังการตายหรือเหตุแห่งการตาย (ป.อาญา ม.199 โทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี และวางเพลิงเผาทรัพย์ของผู้อื่น (ป.อาญา ม.217 , โทษจำคุก 6 เดือน – 7 ปี )

 

 ด้าน พล.ต.ท.ธนิตศักดิ์ เปิดเผยว่า หลังเกิดเหตุ ตนก็ได้สั่งการให้ชุดสืบสวนภาค 5 ประสานกับทางจังหวัดและท้องที่ดำเนินการคลี่คลายคดีให้เร็วที่สุด โดยทางตำรวจชุดคลี่คลายคดี ก็สามารถดำเนินการสืบสวนสอบสวน จนสามารถจับกุมตัวคนร้ายได้ในที่สุด คนร้ายอ้างว่าทำไปเพราะความหึงหวง ส่วนกรณีญาติของผู้เสียชีวิตมาขอความเป็นธรรมกรณีเรื่องทรัพย์สิน ตนก็ได้สั่งการให้ตำรวจชุดคลี่คลายและพนักงานสอบสวนทำการสอบปากคำผู้ต้องหาเพิ่มเติมกรณีเรื่องทรัพย์สิน และหลักฐานเพิ่มต่างๆ จากญาติผู้ตาย เพื่อดำเนินการต่อไป หากพบว่าประสงค์ต่อทรัพย์ก็จะแจ้งข้อหาเพิ่ม ก็ต้องขึ้นอยู่กับพยานหลักฐาน

 

 

 ขณะที่มารดาของผู้ตาย นางลมหวล อ่อนสนิท อายุ 77 ปี และนางสาวุภัทร ธนบูรณ์ไพศาล อายุ 43 ปี น้องสาวของผู้ตาย ซึ่งเดินทางมาดูการทำแผนแต่ไม่ทัน โดยผู้เป็นแม่ร่ำไห้ เสียใจอย่างมาก ทางญาติพี่น้องต้องเข้าปลอบใจ โดยนางสาวภัทร ธนบูรณ์ไพศล น้องสาวผู้ตายเปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า นายพิพัฒน์ คนร้ายที่ฆ่าพี่สาวของตนนั้น ได้สารภาพไปบางส่วน ไม่เป็นความจริง เรื่องที่บอกกับตำรวจว่าเป็นสามีภรรยากับพี่สาวตน โดยไม่ได้จดทะเบียนและมาอยู่กับพี่สาวตนหลายปี ไม่เป็นความจริง

 

 

 เท่าที่รู้มานั้น นายพิพัฒน์ กับพี่สาวตนรู้จักกันมาก็ประมาณ 5-6 เดือนเท่านั้น คือ ก่อนหน้านั้นพี่สาวของตนมีสามีเป็นชาวต่างชาติ และตนซึ่งเป็นน้องสาวของผู้ตายก็อยู่เชียงใหม่ และไม่เคยเห็นผู้ชายคนนี้ พี่สาวของตนอยู่ที่บ้านหลังเกิดเหตุ ก็ไม่ได้อยู่กับใคร

 

 ส่วนที่คนร้ายให้การกับตำรวจว่าไปทำงานที่ตุรกี และส่งเงินให้กับพี่สาวของตน ก็ไม่เป็นความจริง พี่สาวของตนมีฐานะอยู่แล้ว บ้านก็ซื้อด้วยเงินสด รถยนต์ จักรยานยนต์ก็ซื้อด้วยตนเอง ผู้ชายคนนี้มาเกี่ยวพันกับพี่สาวของตน เพราะพี่สาวของตนเป็นคนมีฐานะ ตัวผู้ชายนั้นไม่มีงานทำ ไม่ได้ทำงานอะไรด้วย อยากให้ทางตำรวจ ให้ผู้ต้องหานำหลักฐานมายืนยันว่าเป็นแฟนกับพี่สาวของตนมาหลายปีและที่อ้างว่าส่งเงินให้กับพี่สาวของตนตอนที่เขาทำงานตุรกี ขอให้นำหลักฐานมายืนยัน  

 

 

 เพราะเรามีหลักฐานทุกอย่างทั้งเงินในธนาคารของพี่สาว เงินของพี่สาวที่ได้รับจากสามีเก่าชาวต่างชาติ เรามีหลักฐานทุกอย่าง นายพิพัฒน์ ทำผิดแล้วยังไม่ยอมรับผิด ยังมาใส่ร้ายคนตายอีก พี่สาวของตนตายไปแล้ว เขาไม่สามารถมาเรียกร้องความเป็นธรรมได้ การกระทำของผู้ต้องหา ก็โหดร้ายเกินมนุษย์คนปกติที่จะทำได้ โดยตัวผู้ต้องหานั้น พี่สาวตนเคยบอกว่าจะแสดงความหึงหวงและแสดงความเป็นเจ้าของธุรกิจสปา และตัวของพี่สาวแบบออกนอกหน้าออกตา พี่สาวของตนก็อยากจะเลิกกับชายคนนี้ ไม่อยากเกี่ยวข้อง แต่เขาก็พยายามจะมาตื๊ออยู่ตลอด

 

 

 ร้านที่เปิดเป็นร้านสปา ก็เป็นเงินที่พี่สาวดำเนินการเปิดใช้เงินพี่สาวทุกบาททุกสตางค์ บ้านหลังนี้พี่สาวก็ซื้อ คือ นายพิพัฒน์ ไม่ได้มีอะไรเลย การสังหารพี่สาวของตนนั้น ทรัพย์สินในบ้านมีทองประมาณ 30 กว่าบาทและแหวนเพชรอีก 4-5 วง ได้หายไปจากบ้านหมดเลย อยากรู้ว่า นายพิพัฒน์ ฆ่าคน เพื่อประสงค์ต่อทรัพย์หรือเพราะบันดาลโทสะกันแน่ อยากให้ตำรวจสอบปากคำในเรื่องของทรัพย์สินด้วย

 

 ขอยืนยันว่ามีทรัพย์สินในบ้านเป็นทองและเพชร พี่สาวของตนเป็นคนชอบซื้อทอง สะสมทองและแหวนเพชร บางครั้งก็ซื้อไปให้หลานก็มี ตนเชื่อว่าฆ่าเพื่อประสงค์ต่อทรัพย์ ซึ่งทั้งทองและแหวนเพชรต่างๆ แม่ของตนเป็นคนเก็บไว้ให้ที่บ้านหลังนี้ ตอนนี้ไม่เห็นทรัพย์สินใดๆ เลยหลังเกิดเหตุ ที่เห็นยังเหลือก็มีแหวนเพชรเหลือในที่เกิดเหตุ 1 วง ราคา 45,000 บาท จึงอยากขอให้ตำรวจตรวจสอบเรื่องทรัพย์สินด้วย