ครบทุกรส สดทุกเรื่อง



กรณี ธรรมกาย ขยาย เป็น “การเมือง” ห้วง ประชามติ
Font Size  

วันที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2559 เวลา 01:11 น.
 วิเคราะห์การเมือง
 
 พลันที่เหตุผลที่ “คณะศิษยานุศิษย์” แห่งวัดพระธรรมกายประกาศว่า พระเทพญาณมหามุนี (ไชยบูลย์ สุทธิผล) จะยังไม่มอบตัว
 
 รอจนกว่าประเทศจะเป็น “ประชาธิปไตย”
 
 กรณีของคดีความว่าด้วยการฟอกเงินและรับของโจรอันมาจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ก็ถูกแปรเป็นเรื่องในทาง “การเมือง”
 
 ยากเป็นอย่างยิ่งที่ดีเอสไอจะได้ตัว พระเทพญาณมหามุนี (ไชยบูลย์ สุทธิผล)
 
 หากยังอาศัยเพียง “หมายจับ” และ “หมายค้น” และดำเนินการเหมือนที่ดำเนินการตามแผน “กรกฎ” เป็นเวลากว่า 5 ชั่วโมงในวันพฤหัสบดีที่ 16 มิถุนายนที่ผ่านมา
 
 พาดหัวของสื่อก็จะอึกทึกด้วยคำว่า “ล้มเหลว”
 
 เว้นแต่จะมอบให้กำลังพลในความรับผิดชอบของ พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผบ.ตร.เข้ากำกับและดำเนินการ โดยมีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เป็นส่วนเสริมเท่านั้น
 
 แต่ก็จะ “ละเอียดอ่อน” และมากด้วย “ความอ่อนไหว”
 
 คล้ายกับว่าบรรดา “คณะศิษยานุศิษย์” แห่งวัดพระธรรมกายจะพยายามลากดึงให้เรื่องของการฟอกเงินและรับของโจรอันเป็นคดีอาญาโดยทั่วไปให้กลายเป็นประเด็นทางการเมือง
 
 โดยอ้างคำว่า “ประชาธิปไตย” มาเป็นเครื่องถนิมพิมพาภรณ์
 
 แต่คำถามก็จะย้อนกลับไปยังกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ด้วยเหมือนกันว่า ใครกันแน่ที่ทำให้เรื่องของ พระเทพญาณมหามุนี (ไชยบูลย์ สุทธิผล) กลายเป็นเรื่องทางการเมือง
 
 ทำไมต้องโยงไปยัง “มหาเถรสมาคม” (มส.)
 
 ทำไมต้องดึงเอา สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญโญ) เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ซึ่งดำรงอยู่ในสถานะแห่งผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนสมเด็จพระสังฆราชเข้ามาเกี่ยวข้อง ใครกันแน่ที่ทำให้เรื่องราวของวัดปากน้ำภาษีเจริญกับวัดพระธรรมกายกลายมาเป็นเรื่องเดียวกัน
 
 นี่ไม่ยิ่งกว่าเป็น “การเมือง” มากกว่าหรอกละหรือ
 
 เมื่อเป็นเรื่องทางการเมือง กรณีการจับกุม พระเทพญาณมหามุนี (ไชยบูลย์ สุทธิผล) จึงดำเนินไปด้วยความสลับ ซับซ้อน และยอกย้อนเป็นพิเศษ
 
 ทำให้ต้องมีปฏิบัติการแห่ง “โดรน”
 
 ทำให้ต้องมีปฏิบัติการเสมือนว่ามีการเจรจาปรากฏขึ้น ณ วัดเขียนเขต โดยมี พระเทพรัตนสุธี เจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี เป็นประธาน
 
 ทั้งๆ ที่ “ดีเอสไอ” มีวาระของตนเองอยู่แล้ว
 
 หากเห็นว่าการเจรจามีความสำคัญเหตุใดจึงแอบส่งเรื่องไปยังสำนักงานอัยการสูงสุดเพื่อดำเนินการฟ้องทั้งๆ ที่ยังอยู่ระหว่างการเจรจา
 
 ใครไม่รู้ พระเทพรัตนสุธี ย่อมรู้อยู่แก่ใจ
 
 การเล่นเอาเถิดระหว่างกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กับวัดพระธรรมกายจึงยังดำเนินต่อไปด้วยความเข้ม
 
 ฝ่ายหนึ่งมีอำนาจตามกฎหมาย มีกองกำลังรองรับตามกฎหมาย ฝ่ายหนึ่งมีบารมีและความศรัทธาเป็นเครื่องมือ โอบอุ้มและให้ความเห็นใจ
 
 นี่คือการประลองระหว่าง “อำนาจ” กับ “ความศรัทธา”