ครบทุกรส สดทุกเรื่อง



สิทธิมนุษยชนไม่มีสี-อานนท์ นำภา
Font Size  

วันที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2557 เวลา 12:26 น.
ข่าวสดออนไลน์ 
บรรยากาศอันสงบ เดอะ ซีรี่ส์

ตอนที่ 2 : สิทธิมนุษยชนไม่มีสี-อานนท์ นำภา 
สัมภาษณ์โดย จเร สารถี


 อานนท์ นำภา ทนายความสิทธิมนุษยชน ผู้ทำคดีคนเสื้อแดงได้รับผลกระทบจากสลายการชุมนุมปี 2553 และคดีพอละจี หรือ บิลลี่ รักจงเจริญ ชาวกะเหรี่ยงบางกลอย จ.เพชรบุรี ให้สัมภาษณ์ถึงที่มาของการก่อตั้ง ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ซึ่งเป็นความร่วมมือกันของทนายความจากสมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน กับองค์กรพัฒนาเอกชน และนักกิจกรรมคนรุ่นใหม่

 ภายใต้การรักษาความสงบของ คสช. อะไรคือสิ่งที่ศูนย์ทนายความฯ กำลังเผชิญ กระทั่งความหวังที่สมบัติ บุญงามอนงค์ นักกิจกรรมสายพิราบจะได้รับการประกันตัวยังพอมีหรือไม่ อานนท์เล่าไว้แล้วนับจากบรรทัดนี้ไป


บทบาทของศูนย์ทนายฯ ตอนนี้

 วันแรกๆ มีคนถูกจับ เขาไม่รู้จะช่วยเหลือตัวเองอย่างไร เพราะทุกอย่างขึ้นกับ คสช.ทั้งหมด เราเห็นความจำเป็นที่จะเข้าไปช่วยเหลือ ซึ่งถ้าไม่มีศูนย์ทนายฯ จะขาดองค์กรทางกฎหมายที่ให้ความช่วยเหลือเฉพาะหน้า

 ช่วงแรกๆ ที่ฝ่ายประชาธิปไตยที่ชุมนุมกันทุกเย็น เมื่อได้รับรายงานเข้ามาว่ามีคนโดนจับ เราก็ส่งทนายความเข้าไปดูแล แต่ก็ทำได้ไม่เต็มที่  

 ทนายความก็ยังรวมกันหลวมๆ เรามีศูนย์ทนายความฯ ทำงานด้านข้อมูลและร้องเรียน หรือช่วยเหลือเบื้องต้น และอีกกลุ่ม คือ ทนายความที่ทำงานด้านสิทธิมนุษยชน เคยทำคดีสลายการชุมนุม ปี 2553 เลยตั้งมาเป็นกลุ่มนักกฎหมายอาสาเพื่อสิทธิมนุษยชน กลุ่มนี้จะทำคดีเป็นหลัก มีการแชร์ข้อมูลระหว่างกันเพื่อความคล่องตัว พร้อมทั้งเปิดสายด่วนเพื่อรับเรื่องร้องเรียน คือ เบอร์ 096-789-3172 หรือ 096-789-3173 และเพจเฟซบุ๊ก“ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน”


หาทุนจากไหนมาตั้งศูนย์ ได้เงินจากพ.ต.ท.ทักษิณ หรือแกนนำเสื้อแดงบ้างไหม

 ไม่มีเลย ตอนนี้เราใช้วิธีระดมทุน ทำเรื่องขอองค์กรระหว่างประเทศบ้าง ส่วนบางคนถูกจับที่ไม่มีญาติ ผมกับเพื่อนกำลังหาทุนช่วยเหลือบ้าง อันนี้ไม่เกี่ยวกับศูนย์


การเปิดสายด่วน หรือเฟซบุ๊กได้ผลไหม

 ได้ผลระดับหนึ่ง แต่ก็ฉุกละหุกบ้าง ปัญหา คือ เหตุการณ์ในต่างจังหวัดต่างจากในกรุงเทพฯ เพราะต่างจังหวัดเราไม่มีคน หรือไปช่วยไม่ทัน 

 การควบคุมตัวตามกฎอัยการศึก ควบคุมตัวได้โดยไม่ต้องตั้งข้อกล่าวหา จับมา 7 วัน เบื้องต้นแล้วก็ปล่อย ไม่ต้องมีหมายจับ ถ้าใครไม่มีญาติหรือเพื่อนอยู่ด้วย ก็ไม่รู้หายไปไหน

 แต่เมื่อรับแจ้งว่ามีคนถูกจับกุมควบคุมตัว เราส่งทนายไป ช่วงแรกๆ มีปัญหาว่าการส่งจากส่วนกลางมันช้า ตอนมีชุมนุม ก็ส่งทนายไปประจำโรงพัก ที่เน้นหลักๆ ก็ สน.ลุมพินี สน.ปทุมวัน สน.พญาไท เพราะใกล้พื้นที่ชุมนุม และเชื่อมโยงกับนักกิจกรรมให้ช่วยกันสอดส่องติดตาม เมื่อมีคนที่จับประสานเข้ามาที่ศูนย์ฯ 


ภายใต้บรรยากาศแบบนี้ ในแง่สิทธิมนุษยชนทำอะไรได้บ้าง 

 ทำได้น้อยมาก กฎอัยการศึกทำให้ประชาชนต้องตั้งรับเท่านั้น ถ้าในภาวะปกติ เจ้าหน้าที่ต้องไปขอหมายจับ ยังพอจะรู้ตัวก่อน และเจ้าหน้าที่ทหารเองก็ไม่ได้มีท่าทีจะเปิดเผยข้อมูล ไม่มีการแจ้งว่าเอาคนไปควบคุมตัวที่ไหน ทำให้สังคมคิดไปต่างๆนานา ถ้าเปิดเผยข้อมูลจะสร้างความสบายใจได้มากกว่า 

 ขณะที่การใช้ศาลทหารแทนศาลยุติธรรมปกติปัญหาคือตุลาการศาลมาจากการแต่งตั้งของผู้บังคับบัญชา สามารถสั่งผู้ใต้บังคับบัญชาได้ รูปแบบการพิจารณาคดีส่วนใหญ่จะทำแบบปิดลับ สาธารณะไม่สามารถรับทราบข้อมูลได้ การตัดสินของศาลไม่มีอุทธรณ์ ไม่มีฎีกา หมายความว่าตัดสินแล้วจบเลย แต่ศาลยุติธรรม จำเลยยังมีขั้นตอนอุทธรณ์ หรือฎีกา เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์  

 ถ้ามองตามหลักประชาธิปไตย ดูจะสวนทาง เพราะศาลทหารดีไซน์มาเพื่อตัดสินทหารที่กระทำความผิดขณะที่รับราชการ สมมติคุณเป็นทหารเกณฑ์ กลับบ้านไปมีเรื่องผิดวินัย แม้จะนอกหน้าที่แต่ก็ต้องขึ้นศาลทหาร เพระกระทำผิดขณะเป็นทหาร การนำศาลทหารมาใช้พิจารณาคดีการเมืองไม่เป็นผลดีแน่ๆ ขั้วอำนาจที่กุมอำนาจรัฐสามารถบังคับบัญชาศาลทหารได้โดยตรง กับประชาชนกลุ่มหนึ่งที่ต่อต้าน ก็เหมือนทีมแมนฯยู กับลิเวอร์พูลแข่งกัน แล้วให้กรรมการจากแมนฯยู เป็นคนตัดสิน ถ้าเราอยากสร้างความยุติธรรมในสังคมร่วมกัน ต้องแก้ไขเรื่องนี้อันดับแรก

 ตอนนี้อำนาจซ้อนกันอยู่ 3 ชั้น คือ ศาลทหาร กฎอัยการศึก และคำสั่ง คสช. ซึ่งเป็นการประกาศในฐานะองค์รัฏฐาธิปัตย์โดยตรง ทุกอย่างขึ้นตรงกับพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. กรณีคำสั่งว่า หากไม่มารายงานตัว มีโทษ 2 ปี ซึ่งในกฎอัยการศึกไม่ได้ระบุโทษไว้ แต่เป็นโทษเพราะมาจากอำนาจรัฏฐาธิปัตย์ หรือ ห้ามทวงหนี้ชาวนา ห้ามตั้งบ่อนการพนัน โทษที่ได้รับไม่มีกฎหมายรองรับ แต่มาจากคำสั่งในฐานะองค์รัฏฐาธิปัตย์ ยิ่งเมื่อใช้กฎอัยการศึกกับศาลทหารเข้ามา ทำให้อำนาจยิ่งบริบูรณ์ เป็นอำนาจมากกว่านายกฯ มากกว่าอำนาจนิติบัญญัติ ตุลาการ บริหาร 


แต่ยังมีคนจำนวนหนึ่งออกมา คุณกังวลในการทำคดีไหม

 มันเป็นธรรมชาติของคนที่มีแนวคิดที่เป็นประชาธิปไตยยิ่งกว่านั้นมันเป็นธรรมชาติของมนุษย์ เป็นการแสดงออกตามธรรมชาติด้วยซ้ำเหมือนกับมีอะไรเข้าจมูก เข้าตา มันก็แสดงออกมา โดยเฉพาะประเทศที่เป็นประชาธิปไตย หรือเชื่อว่ามันเป็นประชาธิปไตย มาเจอแบบนี้ การแสดงออกไม่ยอมรับเป็นเรื่องธรรมชาติมากๆ แม้แต่ความไม่เป็นธรรมของทหาร ทหารยังต้องแสดงออก 

 ในปี 2553 มีพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ห้ามชุมนุมเกิน 5 คน บก.ลายจุดถูกจับ เราก็สู้คดีกับศาลยุติธรรม ศาลบอกว่าเมื่อเกิดความอยุติธรรมขึ้น และผู้ใช้อำนาจรัฐใช้อำนาจไม่เป็นธรรม ประชาชนมีเสรีภาพในการต่อต้านโดยสภาพ ไม่ว่าอำนาจใดๆ รวมถึงอำนาจทหาร ก็ไม่สามารถบดบังเสรีภาพนี้ได้ ศาลออกคำสั่งแบบนี้เลย ส่วนอีกคดีที่เชียงราย กรณีเดียวกัน ศาลบอกว่า แม้มี พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ แต่ถ้าเป็นการชุมนุมโดยสงบ ก็เป็นเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ


แต่วันนี้ไม่มีรัฐธรรมนูญแล้ว

 เสรีภาพมีอยู่แล้วโดยธรรมชาติของคุณ ถ้าคุณถูกสั่งห้ามหายใจ มีรัฐธรรมนูญ หรือไม่มี คุณก็หยุดหายใจไม่ได้ ไม่งั้นตาย เช่นเดียวกันกับเมื่อมีความไม่เป็นธรรม ธรรมชาติของคนต้องไปรวมตัวกัน หรือในทางกลับกัน ถ้าคุณไม่ต้องการออกมา ก็เป็นเสรีภาพของคุณเช่นกัน คุณเลือกอยู่บ้านก็ได้ ไม่ออกมาต้านรัฐประหารก็ได้ ซึ่งสำหรับคนที่ออกมาก็เป็นสิทธิของเขาเช่นกัน

 หลักกฎหมายมีอยู่สองอย่าง 1.หลักกฎหมายปฏิฐานนิยม มองว่าใครยึดอำนาจได้เป็นรัฏฐาธิปัตย์ ศาลไทยยึดหลักนี้มาตลอด แต่อีกหลัก คือ หลักกฎหมายธรรมชาติ คือ การที่จะเป็นรัฏฐาธิปัตย์ต้องมีความชอบธรรมด้วย

 จะอ้างว่ายึดอำนาจเพื่อให้มีปฏิรูปอะไรต่างๆไม่ได้เพราะวิธีการได้มาของอำนาจมันผิดถ้าประเทศไทยเป็นเผด็จการทหาร คุณทำได้ แต่ถ้าจะบอกกับชาวโลกว่าเป็นประชาธิปไตย ทำไม่ได้

 ถ้าอยากรัฐประหารจริงๆก็ไม่ต้องบอกว่าจะเลือกตั้ง ไม่ต้องบอกว่าจะเป็นประชาธิปไตยสมบูรณ์ เพราะประชาธิปไตยเชื่อเรื่องคนเท่ากัน เชื่อเรื่องเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น เชื่อในการเลือกตั้ง นี่เป็นพื้นฐานที่บอกว่าเราเป็นประชาธิปไตยหรือไม่ อะไรที่ไม่ได้ผ่านการลงมติของประชาชน ต่อให้การรัฐประหารจะทำให้เศรษฐกิจก้าวหน้าขึ้น ซึ่งเป็นไปได้ แต่ไม่ได้เป็นประชาธิปไตย คุณก็ต้องเลือกว่าจะอยู่ในสังคมแบบไหน


คุณทำคดีเสื้อแดงมา คนส่วนหนึ่งอาจมองว่าคุณอยู่ตรงข้ามอยู่แล้ว อาจจะมีอคติ

 หมอที่รักษานักโทษฆ่าคนตายในเรือนจำ มีความชอบธรรมไปรักษาคนทั่วไปหรือเปล่า มันเป็นจรรยาบรรณ เป็นวิชาชีพ นักโทษประหารก็ดี นักโทษข่มขืนก็ดี ถ้าคุณเป็นหมอคุณต้องช่วยรักษา คนเจ็บไข้ได้ป่วย คนเป็นหมอก็ต้องช่วยหมด 

 ผมทำคดีสิ่งแวดล้อมให้ชาวบ้านที่ออกมาคัดค้านกรณีท่อก๊าซไทย-มาเลเซียที่อ.จะนะจ.สงขลา ซึ่งแกนนำส่วนใหญ่เป็นฝ่ายเสื้อเหลือง แต่มันเป็นประเด็นสิทธิมนุษยชน ชาวบ้านได้รับผลกระทบจริง ผมก็ไปร่วมช่วยทำคดี หรือคดีชาวบ้านต่อสู้โรงไฟฟ้า อ.หนองแซง จ.สระบุรี ผมก็ไปช่วย ประเด็นสิทธิมนุษยชนจะไปแบ่งสีไม่ได้ เพราะคนสีไหนก็ถูกละเมิดสิทธิได้เหมือนกัน


กรณี บก.ลายจุด คุณว่าจะได้ปล่อยตัวหรือไม่

 ตอนนี้ บก.ลายจุด เป็นผู้ต้องหาฝ่าฝืนคำสั่ง คสช. และกฎหมายอาญา ม.116 พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ และเพิ่งมามีคดี ม.112 เพิ่มที่ จ.ร้อยเอ็ด จากการพูดคุย บก.ลายจุดค่อนข้างเผื่อใจ หากต้องถูกคุมขังเป็นเวลานาน แต่ยังมีความกังวลเรื่องสวัสดิภาพของครอบครัว โดยเฉพาะลูกสาวซึ่งอยู่ในวัยเรียนหนังสือ ถามว่ามีความหวังว่าจะได้รับโอกาสประกันตัวไหม ในวันที่ 23 มิ.ย.นี้ ซึ่งจะครบ 12 วันในการฝากขังผลัดแรก หลังจากถูกเจ้าหน้าที่ควบคุมตัวตั้งแต่วันที่ 6 มิ.ย.ที่ผ่านมา ก่อนที่ศาลทหารไม่อนุญาตให้ประกันตัวเมื่อวันที่ 12 มิ.ย.ที่ผ่านมา ก็ต้องบอกว่ายังมีความหวัง

 บก.ลายจุด ยืนยันว่าการต่อต้านรัฐประหารก่อนถูกจับกุมนั้น เป็นการแสดงออกอย่างสันติวิธี เมื่อถูกจับแล้ว และถูกคุมขังมาจนถึงขณะนี้ ก็จำเป็นต้องมองไปข้างหน้า เพราะการรัฐประหารเสร็จสิ้นแล้ว ต่อจากนี้เป็นเรื่องการตีโจทย์เพื่อหาทางออกของประเทศร่วมกัน ว่าแนวทางใดจะเป็นประโยชน์ต่อสังคมมากที่สุด ซึ่งบก.ลายจุดพร้อมยุติการเคลื่อนไหวทางการเมือง เพราะไม่ต้องการเห็นใครถูกจับกุม หรือถูกคุกคามอีก และยินดีให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่รัฐเพื่อความปรองดองสมานฉันท์ และเพื่อให้สังคมก้าวไปข้างหน้า

 โดยสภาพแล้ว คุณต้องต่อสู้เรื่องเสรีภาพ เรื่องสิทธิมนุษยชน 

 อย่างที่บอกว่าทฤษฎีกฎหมายมี 2 อย่าง อย่างแรกเป็นปฏิฐานนิยม อย่างหลังเป็นธรรมชาตินิยม ถ้าสังคมไทยต้องการความยุติธรรม ก็ต้องเข้าใจว่า บก.ลายจุด ต่อสู้เรื่องอะไร

 ในสายตาผู้ปกครอง อาจจะมองว่า บก.ลายจุด กวนประสาท ยั่วยุ ปลุกระดม แต่เขาไม่เคยปลุกระดมให้คนออกไปฆ่ากัน ไม่มีโพสต์ไหนที่เขาระบุว่าใครสมควรถูกทำร้าย หรือไล่ใครออกไปอยู่ต่างประเทศ