ครบทุกรส สดทุกเรื่อง



คสช.เตือนเข้ม"ปปช.-องค์กรอิสระ" ต้องยึดยุติธรรม บิ๊กตู่ชี้กย.ตั้งรบ. ตม.รวบ"จิตรา"
Font Size  

วันที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2557 เวลา 09:04 น.
คสช.ออก ประกาศนโยบายกระบวนการยุติธรรมย้ำชัด ระบุประชาชนต้องได้รับความเป็นธรรมอย่างทั่วถึง เสมอภาค และเท่าเทียมในทุกขั้นตอน ในศาล ป.ป.ช.และทุกองค์กรยุติธรรมอย่างไม่เลือกปฏิบัติ ประชาชนแห่เยี่ยมบ.ก.ลายจุด พร้อมแสดงสัญลักษณ์ 3 นิ้ว-ปีกนกพิราบ ท่ามกลางตร.-ทหารคุมเข้มนอกเรือนจำ ด้านศาลทหารออกหมายจับอีก 21 คนฐานไม่ยอมไปรายงานตัว ตม.รวบ "จิตรา คชเดช"หญิงสาวผู้ชูป้ายดีแต่พูดขณะกลับจากต่างประเทศ "บิ๊กตู่"ประชุมข้าราชการย้ำเดือนก.ย.ได้รัฐบาลมีสนช.-สภาปฏิรูป



บิ๊กตู่ถกขรก.-ระบุคสช.ไม่รังแก


เมื่อ เวลา 09.00 น. วันที่ 13 มิ.ย. ที่สโมสรทหารบก ถนนวิภาวดีรังสิต พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) เป็นประธานประชุมชี้แจงรายละเอียดและยุทธศาสตร์การจัดทำกรอบงบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ 2558 และการเร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณปี 2557 ให้กับหัวหน้าส่วนราชการ และผู้ว่าฯทั่วประเทศ มีผู้เข้าร่วมประชุมกว่า 1,200 คน

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวตอนหนึ่งว่า สิ่งที่ทุกคนรู้สึกไม่สบายใจก่อนหน้านี้ เช่น การถูกกดทับ ถูกบังคับในการทำงาน เราจะไม่บังคับและจะไม่มีสิ่งใดเป็นผลประโยชน์ให้ทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง สิ่งที่ทำในวันนี้เป็นเจตนาดีของพวกเรา การจะกล่าวหาผู้ใดว่าถูกหรือผิดหรือทุจริต ต้องอาศัยกระบวนการยุติธรรมให้ได้ข้อยุติ ในฐานะที่ตนเป็นข้าราชการ จะใช้อำนาจของคสช.เท่าที่จำเป็น สิ่งที่เกิดขึ้น อย่าคิดว่าพวกเราไปรังแก เพราะจะทำให้เสียขวัญกำลังใจ เราจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนเพื่อให้เกิดความเหมาะสม จุดใดมีความขัดแย้งมาก คนที่อยู่ในความขัดแย้งและเกี่ยวข้องกับการใช้อำนาจรัฐ จำเป็นต้องขยับขยายชั่วคราวเพื่อให้งานใหม่เดินได้ และพิสูจน์ตัวเองออกมา

"มี หลายคนวิตกกังวล ซึ่งผมมองว่าถ้าหากทำดีอยู่แล้วคงไม่มีใครไปทำอะไรได้ พวกเราไม่ได้เก่งกาจไปมากกว่าพวกท่าน เพียงแต่เราบริหารราชการในกองทัพด้วยความตั้งใจ ดูแล ผู้ใต้บังคับบัญชา แต่วันนี้เมื่อต้องมาดูแลข้าราชการก็จะใช้แนวทางเดียวกัน ข้าราชการต้องทำให้องค์กรโปร่งใส มีคุณธรรมจริยธรรม" พล.อ.ประยุทธ์กล่าว



เผย20วันฟังปัญหา-ไม่ได้หลับ

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ก่อนที่เราจะดำเนินการอย่างใด ต้องเข้าใจกันก่อน ที่ผ่านมาเราไม่มีเวลาไปฟังชาวบ้านมากนัก ทำให้ข้อมูลต่างๆ ไม่ครบ เช่นเดียวกับชาวบ้านที่ฟังข้อมูลไม่ครบจึงเกิดปัญหาด้วยกันทั้งคู่ วันนี้เราต้องเดินไปหาเขาและฟังทุกปัญหา เรามาทำงานได้ 20 วัน มีปัญหามาก ทำให้รู้สึกว่าถึงเวลาแล้วที่ต้องแก้ปัญหาเหล่านั้น อย่าคิดว่าเขาเป็นเพียงเสียงส่วนน้อย และคนเหล่านั้นร้องเรียนทุกปีและคิดว่าไม่เป็นไร แต่ปัญหาทุกอย่างเกิดจากจุดเล็กจุดน้อยทั้งนั้น และจะเผชิญหน้ากับการเดินขบวนการเรียกร้อง ตนเคยคุยกับข้าราชการบางคน เขาบอกว่าคนพวกนี้มาทุกปีไม่เป็นไร ปีหน้าก็มาใหม่ ซึ่งตนคิดว่าน่ารำคาญ ฉะนั้นต้องหาสาเหตุว่าทำไมเขาถึงมา ถ้าไม่ได้รับความเป็นธรรมแล้วจะดูแลตรงไหน เราต้องให้ความสนใจ

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า วันนี้ทำให้ประชาชนแบ่งเป็น 2-3 ฝ่าย ตนไม่อยากให้เกิดขึ้นอีก ดังนั้นทุกคนต้องเสียสละและใช้สติปัญญา เราจะต้องสร้างประชาธิปไตยของไทยขึ้นมาใหม่ ใช้สติปัญญาของคนไทยทุกคน ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 22 พ.ค.ที่ผ่านมา มีคนบอกปัญหากับตนมากจนเต็มลิ้นชักไปหมดทั้งโทรศัพท์ คลิป จนไม่ได้หลับไม่ได้นอน ตลอดเวลามีแต่ปัญหาที่ต้องแก้ บางอย่างน่าชื่นชมยินดี บางอย่างก็หงุดหงิด บางอย่างก็ทรมาน 9 ปีแล้ว ฉะนั้นจากวันที่ 22 พ.ค. เราจะต้องมีความสุข หลายคนอาจเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ซึ่งตนอยากให้คนที่ไม่เห็นด้วย ชะลอประชาธิปไตยเอาไว้ก่อน ซึ่งเรื่องต่างๆ ที่เป็นปัญหา การร้องเรียนจะได้รับการตรวจสอบทุกเรื่อง อยากให้ทุกคนร่วมมือกับตน นับจากวันที่ 22 พ.ค.เป็นต้นมา เรื่องเก่าให้เป็นเรื่องเก่า เรื่องใหม่ให้เป็นเรื่องใหม่



ต้นเดือนก.ย.ตั้งรัฐบาล-มีนายกฯ

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่าตนยืนอยู่ตรงนี้และรู้ว่าไม่นาน ไม่รู้ว่าเป็นช่วงฮันนีมูนพีเรียดหรือเปล่า แต่ตนพยายามทำให้นานก็แล้วกัน บ้านเมืองเราต้องแก้ไขด้วยการเป็นประชา ธิปไตยที่สมบูรณ์ ไม่ใช่แค่เลือกตั้งอย่างเดียวแล้วมาฆ่ากันทั่วเมือง คงทำให้ไม่ได้ หากการยอมรับยังไม่เกิดมันจะยิ่งกว่าการที่ตนออกมาเสียอีก ถ้าหากเลือกตั้งครั้งหน้าไม่มีใครยอมใคร ปี 2557 ก็ใช้งบประมาณไม่ได้ และปี 2558 ก็ทำงบประมาณไม่ได้ ถามว่าประชาธิปไตยจะทำได้หรือไม่ เมื่อเลือกตั้งออกมาได้รัฐบาลก็ประท้วงอีก นี่คือคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้กับตนในการประชุมของกลุ่มต่างๆ ก่อนวันที่ 22 พ.ค. รัฐบาลบอกว่าถ้าไม่ได้ก็ไม่ได้ก็ต้องปล่อยไปแบบนี้ ทุกคนคงเข้าใจ

"พูด ไปก็หาว่าแก้ตัว ผมไม่อยากเลยจริงๆ เดิมก็ทรมานอยู่แล้ว ไม่มีความสุข ตอนนี้ยิ่งไม่มีกว่าเดิมอีกเพราะกดดันด้วยเวลา สถานการณ์ ต่างประเทศในประเทศ ผมคิดทุกอย่าง เก็บทุกเม็ดมาแก้ ทุกอย่างก็รุมเร้า อย่าโกรธกัน ทั้งนี้แผนการทำงานของคสช.ที่มี 3 ขั้นตอน คือตั้งแต่เดือน มิ.ย.-ส.ค. จะต้องทำทุกอย่างให้เรียบร้อยภายใน 3 เดือน ทั้งร่างธรรมนูญการปกครองชั่วคราว การตั้งสภานิติบัญญัติแห่งชาติและก็ตั้งนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี และบริหารราชการ คิดว่าน่าจะตั้งรัฐบาลได้ปลายเดือนส.ค. หรือต้นเดือนก.ย. และต้องเผื่อเวลา 15 วันเพื่อทูลเกล้าฯ และหลังจากมีรัฐบาลแล้วจะเดินหน้าทำงานและตั้งสภาปฏิรูป นำทุกภาคส่วนโดยเฉพาะคู่ขัดแย้งไปรวมกันและคัดออกมาเป็นสภาปฏิรูป" หัวหน้า คสช. กล่าว



คสช.ไม่ได้เพิ่มปัญหา-แค่แก้

หัว หน้าคสช. กล่าวว่า วันนี้พูดไปแล้วก็หาจุดผิดของตนมาตี คนไทยเป็นอะไร สมองเสียไปข้างหนึ่งหรืออย่างไร ซึ่งน่าโมโหจริง ตนลากผบ.เหล่าทัพมารับผิดชอบกับตนด้วย ทุกคนพยายามคิด เหน็ดเหนื่อยกันเพราะทำเพื่อบ้านเมือง ถามว่าตนได้อะไร ในเมื่อเงินก็ไม่อยากได้ อำนาจก็อยากใช้น้อยๆ และอยู่ก็ไม่นาน แค่ 10 วัน ตนก็เบื่อแล้ว แต่เห็นว่าอนาคตมันไปไม่ได้ ใครจะเป็นประชาธิปไตย ตนไม่รู้ แต่ประชาธิปไตยที่เป็นแบบไทยๆ มีคนส่วนใหญ่และคนส่วนน้อยแบบนี้คงไม่ได้ มันต้องไม่เกิดขึ้นเพราะสู้กันทั้งนอกทั้งใน มีการแบ่งฝ่าย ตนไม่โทษคนนำ แต่อยู่ที่เราว่าจะให้เขาจูงเราไปอย่างไร

"มีคนพูดว่าทหารมี 2 ฝ่าย มี 2 สี ท้าให้อีกฝ่ายออกมาเลย ทหารดีมีมากกว่าทหารไม่ดี ไม่ต้องมาห่วงพวกผม ทหารมีฝ่ายเดียวฝ่ายประเทศชาติ ประชาชน ถ้ามีหลายฝ่าย ผมคงไม่มาอยู่ตรงนี้ ขอให้ทุกคนให้เวลาผมอีกนิดในการปฏิรูป แก้ไขปัญหาของประเทศ ขอให้ทุกคนใช้ปฏิทินเดียวกันตน ไม่อยากให้เป็นไปเหมือน 9 ปีที่แล้ว ถ้าเชื่อตามเว็บไซต์ เรารบกันแน่นอน คสช.ไม่ได้สร้างปัญหาเพิ่ม แต่มาแก้ไข" หัวหน้าคสช. กล่าว

ผู้สื่อ ข่าวรายงานว่า ก่อนเดินทางกลับ ผู้สื่อข่าวถามว่าวันนี้จะมีการยกเลิกเคอร์ฟิว ทั่วประเทศหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ ตอบว่า รอดูเย็นนี้ ก่อนทำมือไอเลิฟยู พร้อมส่งยิ้มให้ผู้สื่อข่าว



ออกหมายจับ21คน-ไม่รายงานตัว

ที่ กองบังคับการปราบปราม นายทหาร พระธรรมนูญเดินทางมาประสานพนักงานสอบสวน ออกหมายจับบุคคลตามหมายเรียกให้มารายงานตัวตามคำสั่งของคสช. แต่ยังไม่มารายงานตัวตามกำหนด รวม 21 คน ประกอบด้วย 1.นายโสภณ เมฆตระกูล 2.นายวีรพัฒน์ ปริยวงศ์ 3.นายสุนัย จุลพงศธร 4.นายณัฐ สัตยาภรณ์พิสุทธิ์ 5.นายธีร์ บริรักษ์ 6.นายธันย์ฐวุฒิ ทวีวโรดมกุล 7.น.ส.สุดา รังกุพันธุ์ 8.นายชัยอนันต์ ไผ่สีทอง 9.นายพงศ์พิเชษฐ์ สุขจินดาทอง 10.นายพฤทธ์นรินทร์ ธนบริบูรณ์สุข 11.นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ 12.นางดารุณี กฤตบุญญาลัย 13.นายวุฒิพงศ์ กชธรรมคุณ

14.นายสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ 15.นาย ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ 16.น.ต.ชนินทร์ คล้ายคลึง 17.นายนิธิวัต วรรณศิริ 18.นายศรัณย์ ฉุยฉาย 19.นายไตรรงค์ สินสืบผล 20.นายชฤต โยนกนาคพันธุ์ 21.นายวัฒน์ วรรลยางกูร

ทั้งนี้ บุคคลที่ไม่มารายงานตัวต่อคสช. ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนด ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 4 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

เมื่อเวลา 07.40 น. ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ พ.ต.ต.สาโรจน์ ติระกิจพาณิชย์ สว.กก.สส.ปป.บก.ตม.2 ร.อ.กิตติ์ เลิศวิมล ผบ.ร้อย 1 พัน.ป. 21 รอ. เข้าจับกุมคือ น.ส.จิตรา คชเดช อายุ 42 ปี ผู้ต้องหาฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งเรียกบุคคลให้มารายงานตัวต่อคสช. ตามหมายจับศาลทหารกรุงเทพ ก่อนควบคุมตัวส่งมอบพ.ต.ท.พงศ์ไสว แช่มลำเจียก พงส.ผนพ.กก.1 บก.ป. ดำเนินคดี

ด้านน.ส.จิตรากล่าวว่า เพิ่งเดินทางกลับจากสหรัฐอเมริกา ยังไม่รู้จะทำอะไรต่อ ขอปรึกษาเพื่อนๆ ก่อน



คสช.ประกาศนโยบายยุติธรรม

เมื่อ เวลา 10.55 น. คสช.ออกประกาศ ฉบับที่ 63/2557 เรื่องนโยบายเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรมของรัฐ การดำเนินการเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรมต่างๆ ของรัฐต้องอยู่ภายใต้บทบัญญัติแห่งกฎหมาย แต่การดำเนินคดีต่างๆ ที่ผ่านมาและการทำหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรม อาจก่อให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนว่ามีการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม ทำให้ปัญหาความขัดแย้งและแตกแยกในสังคมเกิดขึ้น และอาจมีเพิ่มมากขึ้นในอนาคต ดังนั้น เพื่อให้กระบวนการยุติธรรมของรัฐดำเนินการอย่างถูกต้องตามกฎหมาย รวดเร็วเป็นธรรมแก่ประชาชน เพื่อให้ประชาชนและนานาประเทศเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมของไทย

คสช.ขอ ประกาศว่า คสช.มีนโยบาย เกี่ยวกับการกระบวนการยุติธรรมของรัฐว่า ประชาชนต้องได้รับความเป็นธรรมภายใต้บทบัญญัติแห่งกฎหมายอย่างทั่วถึง เสมอภาค และเท่าเทียมกันในกระบวนการยุติธรรมองค์กร หรือหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าศาล ป.ป.ช. องค์กรอิสระอื่น อัยการ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมสอบสวนคดีพิเศษ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ รวมทั้งหน่วยงานอื่นของรัฐ ขอให้ยึดมั่นปฏิบัติงานด้วยความเที่ยงธรรมและมีบรรทัดฐานที่ชัดเจนในการ ดำเนินคดี ตามประเภทคดีที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ ซึ่งสาธารณชนตรวจสอบได้ หลีกเลี่ยงการดำเนินการใดๆ ที่อาจมีผลให้เกิดความเข้าใจผิดในการบังคับใช้กฎหมาย นำไปสู่ความขัดแย้งและแตกแยกในสังคม ทั้งนี้ ต้องเป็นไปตามหลักนิติธรรมและไม่เลือกปฏิบัติ



ตร.-ทหารคุมเข้มเยี่ยม"ลายจุด"

เมื่อ เวลา 10.30 น.ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ กลุ่มผู้ไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหาร และ ผู้เคลื่อนไหวเรื่องนักโทษการเมือง 100 คน ทยอยเดินทางมาเยี่ยมนายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือบ.ก.ลายจุด และกลุ่มนักโทษการเมือง มีตำรวจสน.ประชาชื่น และทหาร ร.11 รอ.ทั้งในและนอกเครื่องแบบนับร้อยคน กระจายกำลังสังเกตการณ์รอบเรือนจำ พร้อมอุปกรณ์พันธนาการทั้งสายรัดข้อมือและกุญแจมือ สำหรับเตรียมจับกุมผู้ที่กระทำผิดแสดงสัญลักษณ์คัดค้านรัฐประหาร โดยเฉพาะผู้ที่มาลงชื่อเยี่ยมนายสมบัติและคนอื่นๆ จะถูกเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบใช้โทรศัพท์มือถือบันทึกภาพเกือบทุกราย

ต่อ มา เวลา 11.00 น.เจ้าหน้าที่เรือนจำพิเศษเปิดให้เข้าเยี่ยมนายสมบัติ ท่ามกลางกลุ่มแนวร่วม เพื่อนฝูงและญาติมิตรเข้าเยี่ยมกันอย่างคับคั่ง รวมถึงผู้ถูกคุมขังคนอื่นๆ โดยต่างชูนิ้วสามนิ้ว และนำสองมือประสานอกเป็นรูปนกพิราบ เพื่อเป็นกำลังใจแกนนำกลุ่มต้านรัฐประหาร ผ่านกรงขัง ทั้งนี้นายสมบัติซึ่งถูกตัดผมสั้นเกรียน มีสีหน้าแช่มชื่น แต่อิดโรยเล็กน้อยได้แสดงสัญลักษณ์ชูสามนิ้ว และประสานมือที่หน้าอกเป็นรูปนกพิราบ พร้อมโบกมือตอบกลับทักทายผู้ที่มาให้กำลังใจ ขณะเดียวกันภายในห้องเยี่ยมผู้ถูกคุมขัง มีแกนนำนปช. อาทิ นายยศวริศ ชูกล่อม หรือเจ๋ง ดอกจิก และเอกชัย หงส์กังวาน สองผู้ถูกคุมขังข้อหาม.112 รวมทั้งการ์ดนปช.ที่อยู่ในห้องเยี่ยมผู้ต้องขังถัดไปด้วย



"สมบัติ"ชี้คสช.คิดผิดขังพิราบ

นาย สมบัติ เปิดเผยผ่านลูกกรงว่า มั่นใจว่าคสช.จะต้องคุมขังตน และไม่ให้ประกันตัวออกไป ไม่ต่ำกว่า 2 ปี จนกว่าจะลงจากอำนาจ ส่วนตัวมองว่าไม่ใช่ความคิดที่ถูกต้อง เพราะความจริงตนเป็นสายพิราบ การแสดงออกที่ผ่านมาเป็นไปด้วยแนวทางสันติวิธี หากคสช.ต้องการที่จะทำให้เกิดความปรองดองจริงตามที่พูดไว้ ควรเปิดพื้นที่ให้สายพิราบได้แสดง ออกบ้าง เพื่อไม่ให้การต่อต้านของคนบนดินลงไปสู่ใต้ดิน ขอยืนยันว่าพวกตนไม่ใช่ศัตรูของกองทัพ แต่ขณะนี้กลับถูกมองเป็นศัตรู หลายคนถูกจับแล้วถูกดำเนินคดียัดม.112 ตามไปด้วย ตนพร้อมที่จะเข้าสู่กระบวนการปรองดอง เพื่อหาทางออกให้ประเทศอย่างสันติวิธี ร่วมกับคสช. และอยากเสนอด้วยว่า การปฏิรูปประเทศไม่สามารถทำได้ หากไม่เปิดโอกาสให้สายพิราบได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการแสดงความเห็น จึงควรต้องเปิดพื้นที่ให้กลุ่มคนเหล่านี้ได้แสดงออกด้วย

นายสมบัติ กล่าวต่อว่า ส่วนความเคลื่อน ไหวหลังจากนี้ ตนขอให้ประชาชนเลิกออกมาแสดงออกต่อต้านรัฐประหารบนท้องถนน แต่ขอให้สวมเสื้อสีแดงทุกวันอาทิตย์ เพื่อยืนยันว่าประชาชน คือ เจ้าของอำนาจอธิปไตยที่แท้จริง เพราะประวัติศาสตร์ประเทศนี้ ได้บันทึกไว้แล้วว่า การรัฐประหารครั้งนี้มีประชาชนไม่เห็นด้วยออกมาเคลื่อนไหว ต่อต้าน ไม่จำเป็นต้องตอกย้ำอีก เพราะมีการควบคุมอำนาจไว้หมดแล้ว แต่เราต้องดูกันว่ากระบวนการหลังจากนี้จะเป็นอย่างไร และจะมีการขับเคลื่อนเข้าสู่กระบวนการปรองดองเพื่อยุติความขัดแย้งกันอย่าง ไร

"ขอให้ผมได้ออกไปทำหน้าที่ เอาผมเข้ามาไว้ข้างในไม่มีผลอะไร เพราะมันจะทำลายขบวนการสายพิราบ หากจับผมมาแล้ว ทุกคนหยุดหมด ก็แปลว่าผมแพ้ แต่การต่อสู้ข้างนอกหลังจากนี้จะไม่มีทางหยุด และจะกลายมาเป็นการใช้พื้นที่จากข้างในคุกเพื่อต่อสู้ออกไปยังข้างนอก" บ.ก.ลายจุดกล่าว



แจ้งเพิ่มข้อหาหมิ่นสถาบัน-ม.112

ผู้ สื่อข่าวรายงานว่า หลังเสร็จการเข้าเยี่ยมนายสมบัติ และนักโทษการเมืองรายอื่นๆเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ได้มีกลุ่มผู้มาเยี่ยมนายสมบัติ และผู้ถูกคุมขังคนอื่นๆ ทยอยเดินทางออกนอกเรือนจำพิเศษ ระหว่างนั้นมีชายวัยกลางคนรายหนึ่ง สวมเสื้อสีขาว เดินไปที่ป้ายเรือนจำพิเศษ ก่อนทำท่าทางแสดงสัญลักษณ์มือประสานหน้าอกแบบนกพิราบ ผู้สื่อข่าวกรูเข้าไปถ่ายภาพชายคนดังกล่าว โดยมีตำรวจทั้งในและนอกเครื่องแบบ เข้าไปขอดูบัตรประชาชน แต่ไม่ได้ควบคุมตัว ต่อมามีหญิงสูงอายุ 3 คน ยืนแสดงสัญลักษณ์นกพิราบ ที่หน้าเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ตำรวจเข้าไปขอดูบัตรประชาชน ก่อนส่งสายสืบตามสังเกต การณ์จนออกนอกเรือนจำ ส่วนผู้มาเยี่ยมคนอื่นๆทยอยเดินทางกลับ โดยไม่มีเหตุใดๆ

ต่อมาเมื่อ เวลา 14.00 น. พ.ต.อ.สมชัย นิลจันทร์ พงส.ผทค. กลุ่มงานสอบสวน ภ.จว.ร้อยเอ็ด พ.ต.ท.ธันย์พศิน เพ็งพี พงส.ผนพ.สภ.เมืองร้อยเอ็ด และ พ.ต.ท.สุริยา แสงอ่อนตา พงส.ผนพ.สภ.เมืองร้อยเอ็ด เข้าแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมกับนายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือบ.ก.ลายจุด ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ที่นายวิพุธ สุขประเสริฐ แจ้งความไว้เมื่อวันที่ 5 ม.ค. 2557 และศาลจังหวัดร้อยเอ็ดได้ออกหมายจับไว้เมื่อวันที่ 10 มิ.ย. 2557

เบื้อง ต้น นายสมบัติ ให้การปฏิเสธ พร้อมกล่าวว่า ขณะนี้ การยึดอำนาจได้เสร็จสมบูรณ์แล้ว สังคมควรมองไปข้างหน้า และหาทางออกร่วมกัน ตนขอยุติบทบาทตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป ส่วนเรื่องคดีความ ก็จะขอประกันตัวออกมาใช้ชีวิตกับลูกสาว และให้ความร่วมมือกับภาครัฐต่อไป



กต.รายงานสิทธิมนุษยชนไทย

ที่ นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างเข้าร่วมประชุมรับฟังรายงานว่าด้วยการปฏิบัติตามข้อเสนอในการดำเนิน การเรื่องสิทธิมนุษยชน ที่สำนักงานองค์การสหประชาชาติ นครเจนีวา เมื่อวันที่ 12 มิ.ย. ตามเวลาท้องถิ่น นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ปฏิบัติหน้าที่รมว.ต่างประเทศ ได้รายงานให้ที่ประชุมทราบถึงเหตุผลและความจำเป็นที่คสช.เข้าควบคุม สถานการณ์ว่า สภาพการเมืองไทยก่อนวันที่ 22 พ.ค.นั้นยุ่งยาก ระบบการเมืองไม่สามารถทำงานได้ ประชาชนมีความขัดแย้งถึงขั้นเตรียมเผชิญหน้ากัน หากปล่อยให้เป็นเช่นนั้นต่อไปอาจเกิดความรุนแรงหรือทำให้รัฐไทยเข้าสู่ภาวะ ล้มเหลวได้

นายสีหศักดิ์กล่าวว่า หลังเข้าควบคุมสถานการณ์แล้ว คสช.ได้ออกแนวทาง 3 ขั้นตอนนำประเทศไทยสู่ความปรองดองและ เป็นประชาธิปไตย ขั้นแรกคือสร้างความปรองดองแห่งชาติจะใช้เวลา 3 เดือน ขั้นที่สองจะเริ่มการปฏิรูป มีสภานิติบัญญัติแห่งชาติ มีนายกฯและรัฐบาลรักษาการ ซึ่งจะใช้เวลา 1 ปี ก่อนเข้าขั้นตอนสุดท้ายคือการเลือกตั้งเพื่อไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยอย่าง ยั่งยืน จึงขอให้มิตรประเทศร่วมมือและอยู่กับเราสร้างสรรค์ความเป็นประชาธิปไตย ทุกประเทศแสดงความห่วงกังวลได้ เราเป็นสังคมเปิด เรายังเปิดอยู่และสถานการณ์ปัจจุบันก็กลับคืนสู่ความปกติ



นิรโทษฯสากลห่วงกม.คอมพ์-112

ผู้ สื่อข่าวรายงานว่า ผู้แทนประเทศต่างๆ ได้ซักถามและแสดงความเห็น โดยประเทศจากเอเชียและกลุ่มอาเซียน เช่น มาเลเซีย อินโดนีเซีย พม่า ลาว สิงคโปร์ และบังกลาเทศ ต่างเข้าใจในสถานการณ์ของไทยและหวังว่าแผนการปฏิรูปการเมืองของไทยจะดำเนิน อย่างราบรื่นตามที่กำหนดไว้

ด้านผู้แทนจากประเทศตะวันตกนำโดยสหภาพ ยุโรป หรืออียู แคนาดา และผู้แทนองค์กรเอ็นจีโอหลายแห่ง แสดงความกังวลถึงปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนของไทยหลังมีรัฐประหาร โดยเฉพาะปัญหาการเรียกบุคคลเข้ารายงานตัวและการดำเนินคดีของศาลทหารภายใต้กฎ อัยการศึกนั้น จะกระทบต่อแผนปฏิบัติตามข้อแนะนำเรื่องสิทธิมนุษชนอย่างมาก

ขณะ ที่ผู้แทนขององค์การนิรโทษกรรมสากล กล่าวว่า การบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยอาญากรรมทางคอมพิวเตอร์และกฎหมายอาญามาตรา 112 ว่าด้วยการดูหมิ่นพระมหากษัตริย์นั้น น่าวิตกกังวลอย่างยิ่ง อยากให้ผู้แทนไทยชี้แจงประเด็นนี้ให้กระจ่าง นอกจากนี้ยังมีคำถามจากผู้เข้าร่วมประชุมอื่นๆ เกี่ยวกับการปฏิบัติต่อการใช้เครือข่ายสื่อสังคมหรือโซเชี่ยลมีเดียด้วย เนื่องจากมีรายงานว่า เจ้าหน้าที่ไทยติดตามตรวจสอบการแสดงความเห็นผ่านสื่อออนไลน์ดังกล่าว



ยูเอ็นออกแถลงการณ์รับไม่ได้

วัน เดียวกัน ผู้เชี่ยวชาญจากสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูเอ็นเอชซีอาร์ ออกแถลงการณ์แสดงความกังวลต่อสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย ภายหลังจากเกิดกรณีการควบคุมตัวผู้อื่นโดยพลการของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. พร้อมเรียกร้องให้ผู้มีอำนาจคืนกระบวนการประชาธิปไตยและสิทธิขั้นพื้นฐานแก่ ประชาชนโดยเร็ว

แถลงการณ์ดังกล่าวระบุว่า รัฐธรรมนูญและสิทธิมนุษยชนของประเทศไทยถูกจำกัดลงนับตั้งแต่กองทัพเข้ายึด อำนาจ โดยยูเอ็นเอชซีอาร์มีความกังวลจากรายงานที่ระบุว่า มีประชาชนจำนวนมากกว่า 440 คน โดยรวมถึงผู้นำทางการเมือง นักวิชาการ ผู้สื่อข่าว และนักเคลื่อนไหว ที่ถูก คสช. ควบคุมตัวไว้ ซึ่งการกระทำเช่นนี้เป็นสิ่งที่รับไม่ได้ เนื่องจากเป็นการจำกัดเสรีภาพในการแสดงออกและการชุมนุมโดยสงบ

ก่อนจะ ย้ำว่า เสถียรภาพและการปรองดองในประเทศไทยจะเกิดขึ้นได้ยาก หากไม่มีการยืนยันในหลักสิทธิมนุษยชน และในช่วงวิกฤติทางการเมืองเช่นนี้ การเคารพในหลักนิติรัฐถือเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง



มท.ถกขับเคลื่อนโยบายคสช.

ที่ ห้องมัฆวานรังสรรค์ สโมสรทหารบก ถนนวิภาวดีรังสิต นายวิบูลย์ สงวนพงศ์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานประชุมแนวทางขับเคลื่อนภารกิจเร่งด่วนตามนโยบายของ คสช. โดยมีนายศิริพงศ์ ห่านตระกูล อธิบดีกรมการปกครอง นายประภาส บุญยินดี รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ร่วมอภิปรายให้ผู้บริหาร อธิบดีกรมทุกกรม ผู้บริหารรัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงมหาดไทย และ ผู้ว่าฯทุกจังหวัด เข้าร่วมกว่า 200 คน

ด้านนายประภาสกล่าวว่า การพูดคุยเพื่อสร้างความปรองดองนั้น ไม่ใช่การละเว้นความผิดหรือนิรโทษกรรม เพราะกระบวนการยุติธรรมก็ยังดำเนินการอยู่ ทั้งนี้จังหวัดต้องเข้าไปทำความเข้าใจในพื้นที่โดยเร็ว ตั้งศปป.อำเภอและจังหวัด โดยจังหวัดดำเนินการได้เลย ไม่ต้องเกรงใจใครอีกเพราะตอนนี้ คสช.เรียกนักการเมืองและแกนนำกลุ่มต่างๆ มาทำความเข้าใจแล้ว ทั้งนี้ จังหวัดควรคิดกิจกรรมเพื่อสร้างความปรองดองตั้งแต่ระดับหมู่บ้าน ทุกภาคส่วนต้องช่วยจังหวัดทำ ผสมผสานกับตำรวจ ทหาร เชื่อว่าหากร่วมมือกันจะทำสำเร็จได้

นายศิริพงษ์กล่าวว่า ให้อำเภอรายงานการปฏิบัติไปยังจังหวัดภายในเวลา 10.00 น. จังหวัดรายงานมายังกระทรวงในเวลา 11.00 น. และกระทรวงรายงานให้คสช.ในเวลา 12.00 น.



จ่อเชิญนักลงทุนสหรัฐ-ยุโรป

เวลา 20.40 น. พล.อ.ประยุทธ์กล่าวในรายการคืนความสุขให้คนในชาติ ทางโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทยว่าเจ้าหน้าที่ทำงานมุ่งเน้นการใช้ กฎหมายปกติเป็นหลัก และใช้กฎอัยการศึกเท่าที่จำเป็น ขอให้ประชาชนเชื่อมั่นในการทำงานของเจ้าหน้าที่ และเคารพกฎหมายอย่างเคร่งครัด เราจะไม่ใช้กฎหมายมาสร้างความขัดแย้ง ส่วนการสร้างความเข้าใจให้กับบุคคลที่เห็นต่างหรือขัดแย้งกันในอดีตนั้น การเรียกบุคคลมารายงานตัวได้รับความร่วมมือจากบุคคลเหล่านั้นอย่างดีและ พร้อมสนับสนุนงานรักษาความสงบเรียบร้อย การปรองดองสมานฉันท์

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ปัจจุบันมิตรประเทศต่างๆ เริ่มมีท่าทีที่ดีขึ้น เข้าใจสถานการณ์ในไทยมากขึ้น ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐต่อรัฐยังคงดำเนินตามปกติ กลุ่มนักธุรกิจประเทศต่างๆ เช่น จีน ญี่ปุ่น ที่เราเชิญมาพบมีความเข้าใจมากขึ้น และมีแผนจะเชิญผู้ประกอบการของสหรัฐ ออสเตรเลีย และยุโรปมาเพิ่มเติมในเวลาอันใกล้นี้ ทั้งนี้ เราจะยังดำเนินการเรียกความเชื่อมั่นในเวทีต่างประเทศในทุกภาคส่วน ทั้งด้านการทูต ภาคธุรกิจ อุตสาหกรรม ทั้งภาคราชการและเอกชนอย่างต่อเนื่อง



ยอมรับถูกกดดันทั้งนอก-ใน

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า แผนระยะที่หนึ่ง 3 เดือนแรกคืบหน้าไปมาก เราคาดหวังว่าในระยะที่สอง ซึ่งจะใช้เวลา 1 ปี ถ้าไม่มีปัญหาแทรกซ้อนใดๆ ทั้งระยะที่ 1-2 น่าจะเดินไปได้อย่างที่ต้องการ วันนี้เรากำหนดไว้ชัดเจนว่าจะมีรัฐบาลในเดือนก.ย. เพื่อขับเคลื่อนประเทศต่อไป ส่วนสภานิติบัญญัติก็เช่นกัน ต้องเกิดขึ้นมาก่อน พร้อมประกาศใช้ธรรมนูญชั่วคราวหลังเดือนก.ย.ไปแล้วก็คือเดือนต.ค. ยืนยันว่าตั้งแต่เดือนต.ค.จะบริหารประเทศในลักษณะรัฐบาลที่มีครม. ขับเคลื่อนในทางที่ใกล้เคียงกับการบริหารราชการแบบปกติให้มากที่สุด

หัว หน้าคสช. กล่าวว่า ส่วนการปฏิรูประบบบริหารราชการและแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นทั้งระบบที่เป็น โครงสร้างใหญ่ๆ และพูดกันมา 8-9 เรื่องนั้น ในระยะที่ 2 หลังมีรัฐบาลแล้ว จะเริ่มปฏิรูปตั้งแต่ต.ค.เป็นต้นไป แต่ต้องใช้เวลา

"วันนี้เราถูกกด ดันมากพอสมควร ทั้งในประเทศ ต่างประเทศ ด้วยปัญหาที่ประสบยาวนาน ด้วยเวลาที่จำกัดและความคาดหวัง ความไว้วางใจของประชาชน ฉะนั้นเราจะไม่ผลีผลามทำอะไรเร่งด่วนจนเกิดผลกระทบระยะยาว สร้างปัญหาให้อนาคต หวังว่าทุกคนคงให้กำลังใจเราเหมือนเดิม และอยากขอให้มากขึ้นเรื่อยๆ ไม่อย่างนั้นเราคงมีกำลังใจน้อยลงเรื่อยๆ เพราะถูกกดดันต่อเวลาที่ผ่านมา" พล.อ.ประยุทธ์กล่าว



สั่ง"สมศักดิ์เจียม"รายงานตัว

เวลา 22.30 น. คสช.ออกคำสั่งที่ 65/2557 เรียกรายงานตัวเพิ่มเติมในวันที่ 14 มิ.ย. เวลา 10.00-12.00 น. ที่ห้องจามจุรี สโมสรกองทัพบก เทเวศร์ ประกอบด้วย 1.น.ส.กัญญาภัค มณีจักร 2.นายประสิทธิ์ วุฒินันชัย 3.พ.ท. สมจิตร เชื้อเดช 4.นายสมชาย มงคลทรัพย์ 5.นายธนิต บุญญนสินีเกษม และ 6.นาย สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล พร้อมระบุด้วยว่า การรายงานตัว หากมีการกักตัวจะไม่เกิน 7 วัน และในกรณีที่มารายงานตัวตามวันเวลาที่สั่งจะสามารถเดินทางกลับได้เลย