ครบทุกรส สดทุกเรื่อง



อาเซียนสู่"ภูมิภาคนิยม" เข้าใจภายใน-รับมือภายนอก
Font Size  

วันที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2557 เวลา 13:28 น.
ฏิเสธไม่ได้ว่าการพัฒนาความสัมพันธ์ในลักษณะประชาคมความร่วมมือ ที่อิงอยู่บนพื้นฐานภูมิรัฐศาสตร์เป็นสำคัญนั้น นอกจากประเทศสมาชิกแต่ละประเทศจะมีนโยบายที่ยึดโยงอยู่กับความรับผิดชอบในการเป็นพันธมิตรทางภูมิรัฐศาสตร์ร่วมกันแล้ว ประชาชนในแต่ละประเทศยังต้องมีทัศนคติที่ดีต่อกัน และขับเคลื่อนความสัมพันธ์ในระดับประชาชน เพื่อผลักดันให้เกิดการสร้างกลไกที่สอดรับกับพลวัตที่ขับเคลื่อนความร่วมมือด้วย

ในงานสัมมนาวิชาการเรื่อง "เปิดโลกทัศน์ความสัมพันธ์ไทยและอาเซียนภาคพื้นทวีป : ผลประโยชน์ร่วมบนวิถีมิตรภาพและความ ขัดแย้ง" ที่โรงแรมสุโกศล กรุงเทพฯ

อุกฤษฏ์ ปัทมานันท์ นักวิจัยอาวุโส และผู้อำนวยการศูนย์แม่โขงศึกษา สถาบันเอเชียศึกษาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชี้ว่า "มุมมองในการมองโลกโดยมีไทยเป็นศูนย์กลาง ใช้ไม่ได้อีกต่อไป"

อุกฤษฏ์กล่าวว่า ตั้งแต่สมัยสงครามโลกเป็นต้นมา ไทยเน้นการอิงมหาอำนาจ เพื่อเอาตัวรอดในหลายสถานการณ์ และเมื่อเข้ายุคสงครามเย็นไทยก็เลือกอิงสหรัฐอเมริกา และละเลยชาติเพื่อนบ้านในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภาคพื้นทวีป อย่างไรก็ดี "ไทยประสบความสำเร็จในการเปลี่ยนศัตรูเป็นมิตร"

"วิสัยทัศน์ของผู้นำไทยในช่วงหลังสงครามเย็น เช่นยุคสมัยพล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ที่เน้นเปลี่ยนสนามรบให้เป็นสนามการค้า ต่อเนื่องมาถึงยุคของนายอานันท์ ปันยารชุน ในแนวทาง "ความร่วมมือแบบสร้างสรรค์" และ "ความร่วมมืออย่างยืดหยุ่น" ในยุคชวน หลีกภัย เป็นฐานให้กับการก่อตัวของแนวความคิดที่เริ่มมองภูมิภาคเป็นศูนย์กลาง" อุกฤษฏ์กล่าว

นโยบายที่ส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจเหล่านี้เองที่เป็นรากฐานให้เกิดการพัฒนาด้านเศรษฐกิจในอาเซียนทั้งในระดับนโยบายขั้นพื้นฐาน ซึ่งเปิดทางให้เกิดพลวัตในระดับประชาชน จนล้นเกินไปสู่ความพยายามจัดตั้งโครงสร้างที่เอื้ออำนวยต่อความร่วมมือ

งานเสวนาครั้งนี้ยังย้ำความสำคัญของแนวคิด "ภูมิภาคนิยม" ที่สมาชิกอาเซียนต้องดำเนินนโยบายที่หันเข้าหาเพื่อนบ้านมากขึ้น ประสานความร่วมมือเพื่อสร้างผลประโยชน์ ขณะเดียวกันก็พร้อมเฝ้าระวังและร่วมแก้ปัญหาภัยคุกคามในรูปแบบใหม่ ทั้งที่เกิดขึ้นจากความร่วมมือ และภัยธรรมชาติด้วย

"อาเซียนยังมีที่ว่างในการพัฒนา กระชับความสัมพันธ์ทั้งทางด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจมากขึ้น โดยเฉพาะในประเด็นภัยคุกคามข้ามชาติ ซึ่งรวมทั้งภัยคุกคามแบบเดิม เช่น สงครามและข้อพิพาท กองทัพและกำลังทหาร ไปจนถึงภัยคุกคามสมัยใหม่ เช่น โรคระบาด แรงงานข้ามชาติ และการค้ามนุษย์ จนถึงการจัดการภัยพิบัติร่วมกัน" อุกฤษฏ์กล่าว

ด้าน ผศ.ดร.ธีระ นุชเปี่ยม ที่ปรึกษาศูนย์แม่โขงศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยระบุว่า "พัฒนาการในกลุ่มประเทศลุ่มแม่น้ำโขงนั้น พัฒนามาจากการเป็นหน่วยทางการเมืองร่วมกันอย่างยาวนาน"

"ปัจจัยที่ขับเคลื่อนความสัมพันธ์ในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง มีอยู่ 4 ประการคือ หนึ่ง มรดกตกทอดทางประวัติศาสตร์ ชาติสมาชิกในอาเซียนภาคพื้นทวีป ต้องให้ความสำคัญ ทำความเข้าใจซึ่งกันและกัน มองกันและกันด้วยความเห็นอกเห็นใจ โดยตัดอคติทางเชื้อชาติออกไป 

สอง คือความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนต่อประชาชน เช่น เรื่องการท่องเที่ยว การเดินทางไปทำงานหรือศึกษาต่างแดน 

สาม การเชื่อมโยงด้านการแพทย์และสาธารณสุข ประชาชนจากประเทศเพื่อนบ้าน เดินทางข้ามประเทศเพื่อเข้ามารับบริการด้านสาธารณสุขในประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ชาวพม่าที่ข้ามแดนมายังไทย 

สี่ อุตสาหกรรมด้านวัฒนธรรมระหว่างประเทศ เช่น สื่อโฆษณา สิ่งพิมพ์ ซึ่งมีความอ่อนไหวด้านวัฒนธรรม ขณะเดียวกันก็หลอมรวมค่านิยมเดียวกันในภูมิภาค" ศ.ดร.ธีระกล่าว

อย่างไรก็ตาม พัฒนาการทางเศรษฐกิจในอาเซียนที่ก้าวหน้าและการเป็นแหล่งทรัพยากรพื้นฐานและแรงงานที่สมบูรณ์ ยังทำให้มหาอำนาจหลายประเทศต้องการเข้ามามีอิทธิพลในภูมิภาค มหาอำนาจ ทั้งสหรัฐ จีน และญี่ปุ่น ต่างพยายามจะเข้ามาแทรกแซงความสัมพันธ์ในภูมิภาค

จีนเข้ามาลงทุนสร้างเขื่อนทั้งในพม่าและลาว ได้ประโยชน์ทั้งทางธุรกิจและสัมปทานพลังงาน

ขณะที่ญี่ปุ่นก็มีความสัมพันธ์ในเรื่องการตั้งฐานการผลิตรถยนต์ และสินค้าเทคโนโลยี ไปจนถึงการค้าอาวุธกับประเทศในอาเซียน 

"ยิ่งเมื่อมีการแก้รัฐธรรมนูญมาตรา 9 ของญี่ปุ่น ที่เปิดทางให้กองทัพญี่ปุ่นสามารถร่วมรบกับกองกำลังชาติพันธมิตร เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาติได้ รวมทั้งการตั้งฐานทัพสหรัฐในฟิลิปปินส์ยิ่งทำให้จีนไม่พอใจมาก เพราะหากสงครามในทะเลจีนใต้ปะทุเมื่อไหร่ จีนแย่แน่" อุกฤษฏ์กล่าว

นอกจากนั้น อุกฤษฏ์ได้โยงความต้องการในการขยายอิทธิพลของจีน ตามนโยบาย "1 แกน 2 ปีก" พัฒนาความสัมพันธ์เพื่อนบ้านและขยายอิทธิพลเหนือพื้นที่มหาสมุทรอินเดีย ผ่านทางพม่าและทะเลจีนใต้ ทางตะวันออกของประเทศ เพื่ออำนวยประโยชน์ด้านการค้าและเศรษฐกิจ

เห็นได้ว่า ในมิติหนึ่ง ชาติสมาชิกอาเซียนต่างมีความสัมพันธ์หลายระดับเกี่ยวพันเชื่อมโยงกันในระดับภูมิภาค ขณะที่ในอีกมิติหนึ่ง ชาติอาเซียนต่างก็มีปฏิสัมพันธ์กับชาติอื่นๆ ในเวทีโลก 

อาเซียนจักต้องใช้ความร่วมมือเพื่อก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยตระหนักถึงความใกล้ชิดและพลวัตสำคัญระหว่างประเทศที่มีพรมแดนร่วมกัน ก่อสร้างกลไกเพื่อส่งเสริมพลวัตดังกล่าวให้เป็น รูปธรรม 

ขณะเดียวกันก็ดำเนินการถ่วงดุลอำนาจกับชาตินอกภูมิภาค เพื่อ "ประสานจุดร่วม แก้จุดต่าง" ภายใต้กรอบภูมิภาคนิยม และชาตินิยมไปพร้อมกัน