ครบทุกรส สดทุกเรื่อง



ตามรอยศึกชิงราชบัลลังก์ วัด - วังราชวงศ์บ้านพลูหลวง
Font Size  

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2557 เวลา 00:01 น.
ปรวรรณ วงษ์รวยดี

มติ ชนอคาเดมีร่วมกับนิตยสารศิลปวัฒนธรรม เปิดทัวร์เส้นทางศึกเจ้าฟ้ากุ้ง-เจ้าสามกรม ท่องดินแดนอารยธรรมกรุงเก่า จ.พระนครศรี อยุธยา และเมืองลูกหลวงสำคัญ จ.อ่างทอง นำทีมโดย ดร.ปรีดี พิศภูมิวิถี จากคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา ที่มาถ่ายทอดเรื่องราวความวุ่นวายในวังหลวงสมัยอยุธยาตอนปลาย ไปพร้อมกับการเที่ยวชมสถานที่จริงเพื่อซึมซับประวัติศาสตร์อย่างได้อรรถรส

ใคร ที่สนใจศึกษาประวัติศาสตร์คงพอทราบกันดี ว่าเหตุที่ทำให้อยุธยาเสียกรุงเป็นคำรบสองให้กับพม่า ส่วนหนึ่งมาจากการขาดความสามัคคีกันเอง เพราะในปลายสมัยอยุธยาตั้งแต่พ.ศ.2232 หลังจาก สมเด็จพระเพทราชา สถาปนาราชวงศ์บ้านพลูหลวงแล้วขึ้นปกครองอาณาจักรอยุธยาต่อจากราชวงศ์ปราสาท ทอง นับแต่นั้นมาอยุธยาอ่อนแอลงเป็นลำดับ การเมืองระส่ำระสาย เกิดศึกเล็กศึกน้อยเรื่อยมากระทั่งพ.ศ.2310 ที่อาณาจักรอยุธยาถึงคราวล่มสลาย

ย้อนไปเมื่อพ.ศ.2275 พระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ ทรงมีพระราชประสงค์ให้ เจ้าฟ้าอภัย พระราชโอรสลำดับที่ 2 ขึ้นครองราชย์ จึงให้ เจ้าฟ้านเรนทร พระราชโอรสองค์โตออกผนวช เมื่อสิ้นพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ เกิดการแย่งชิงราชบัลลังก์ระหว่าง พระมหาอุปราช (ต่อมา คือ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ) พระอนุชา กับ เจ้าฟ้าอภัย และ เจ้าฟ้าปรเมศร์ พระราชโอรส ความขัดแย้งจบลงด้วยการที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ประหารชีวิตเจ้าฟ้าทั้งสอง แล้วขึ้นครองราชย์เป็นพระมหากษัตริย์ลำดับที่ 4 แห่งราชวงศ์บ้านพลูหลวง

แต่ความขัดแย้งไม่ได้จบลง ยังคงมีเหตุไม่ลงรอยกันในชั้นลูก คือ เจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร์ กรมขุนเสนาพิทักษ์ (เจ้าฟ้ากุ้ง) พระโอรสองค์โต ทรงระแวง กรมขุนนเรนทรพิทักษ์ (เจ้าฟ้านเรนทร) ซึ่งเป็นหลานคนโปรดของบิดา จึงลวงให้มาเข้าเฝ้าแล้วใช้ดาบฟันจีวรขาด เจ้าฟ้ากุ้งกลัวถูกลงโทษจึงออกผนวชนานถึง 3 ปี แล้วกลับเข้าวังมาได้รับสถาปนาเป็น "วังหน้า" และต่อมามีเหตุให้ต้องมีเรื่องบาดหมางกับ น้องชายต่างมารดา คือ กรมหมื่นเทพพิพิธ กรมหมื่นจิตสุนทร และ กรมหมื่นสุนทรเทพ หรือเรียกรวมกันว่า "เจ้าสามกรม"

ดร.ปรีดีเล่าว่า ตั้งแต่การขึ้นครองราชย์ของสมเด็จพระเพทราชา มีเค้าความขัดแย้งในหมู่เครือญาติและนำไปสู่การประหัตประหารช่วงชิง ราชสมบัติ หลายครั้งคู่ขัดแย้งต้องหนีภัยทางการเมืองไปออกบวช เรียกว่าเป็นศึกสายเลือดที่สร้างความแตกร้าวรุนแรงอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน และทุกครั้งที่เกิดศึกภายในขึ้น เจ้านายหลายพระองค์มักออกจากวังหลวงอยุธยา เดินทางขึ้นเหนือสู่เมืองอ่างทอง จึงเป็นที่มาของคำถามสำคัญว่าเหตุใดต้องเป็นอ่างทอง และเมืองนี้มีความสำคัญต่อราชวงศ์บ้านพลูหลวงในแง่มุมใดหรือไม่

จุด หมายแรกที่คณะทัวร์เริ่มหาคำตอบ คือ ที่อ.โพธิ์ทอง จ.อ่างทอง ชม วัดขุนอินทประมูล สักการะพระพุทธรูปนอนปางไสยาสน์ที่ยาวที่สุดในประเทศไทย พระพักตร์เรียวตามลักษณะพระพุทธรูปสกุลช่างสุโขทัยยุคปลายผสมอยุธยาตอนต้น วัดนี้ถูกกล่าวถึงในพระราชพงศาวดาร เมื่อครั้งรัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสวัดขุนอินทประมูล ทรงพรรณนาว่า พระนอนองค์นี้ไม่มีพระวิหารครอบแต่มีแนวกำแพงพระวิหารที่ปรักหักพัง เสากลมมีบัวหัวเสาแบบเดียวกับวิหารในวัดที่จ.พระนครศรีอยุธยา เช่น วัดพุทไธศวรรย์ วัดหน้าพระเมรุ และทรงเสา 8 เหลี่ยม เหมือนกับวัดธรรมิกราช จึงกำหนดอายุได้ว่าวัดนี้สร้างในช่วงอยุธยาตอนต้น และเป็นศิลปะที่ไม่ใช่คนธรรมดาจะสร้างได้ ขัดแย้งกับตำนานที่ชาวบ้านเชื่อว่าวัดนี้สร้างโดย "ขุนอิน" นายอากร ที่ฉ้อราษฎร์บังหลวงแล้วเอาเงินมาสร้างวัด

"เมืองอ่างทอง เกี่ยวข้องกับอยุธยาค่อนข้างมาก การที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศเสด็จที่วัดนี้หลายครั้ง และบูรณะวัดหลายแห่ง ทั้งพระนอนจักรสีห์ จ.สิงห์บุรี หรือพระนอนวัดป่าโมก จ.อ่างทอง มีนัยยะว่า 1.พื้นที่แถบนี้เป็นบ้านเก่า ทรงมีความผูกพันบางอย่างกับทั้งอ่างทองและวิเศษชัยชาญ เพราะเมื่อเกิดกบฏในวังหลวง ทั้งสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ และพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระหนีขึ้นมาอ่างทอง กันหมด หรือย้อนขึ้นไปสมัยสมเด็จพระเพทราชา หลังขึ้นครองราชย์ ตามพระราชพงศาวดารก็กล่าวถึงการที่มี ญาติพี่น้องจากสุพรรณบุรีเข้ามาเยี่ยมถึงในวัง ฉะนั้น นิวาสสถานเดิมของบรรดาพระเจ้าอยู่หัวในสมัยอยุธยาตอนปลายก็จะเกี่ยวข้องกับ พื้นที่บริเวณนี้"

ผศ.ดร.ปรีดีเล่าต่อว่า ราชวงศ์บ้านพลูหลวงมีปัญหาทางการเมืองมากที่สุดในบรรดา 5 ราชวงศ์ของอยุธยา เพราะเป็นยุคท้าย และเป็นยุคที่ชาวบ้านมีโอกาสขึ้นเป็นพระเจ้าแผ่นดิน ไม่ได้สืบเชื้อสายมาจากพระมหากษัตริย์ ยุคก่อนๆ ทำให้ไม่มีอำนาจเพียงพอ ดังนั้น สมัยอยุธยาตอนปลาย ใครสร้างฐานอำนาจได้มากจึงจะอยู่ได้ ซึ่งอำนาจในที่นี้อาจเป็นไพร่พลหรือเงินทอง ซึ่งต่างกับสมัยอยุธยาตอนต้นและตอนกลางที่กษัตริย์อาศัยบุญบารมี

ห่าง จากวัดขุนอินทประมูลไปราว 10 นาที เป็นที่ตั้งของ พระตำหนักคำหยาด อาคารทรงตึก 2 ชั้น ตั้งโดดเด่นอยู่กลางทุ่งนา ก่ออิฐเป็นขอบโดยรอบทั้ง 4 ด้าน แอ่นลงเป็นท้องสำเภา มีมุขเด็จ และบันไดขึ้นด้านข้าง ผนังทั้งสองฝั่งเจาะซุ้มหน้า ต่าง 5 บาน แต่อุดเหลือ 3 บาน ที่ขอบพบร่องรอยปูนปั้นประดับ เคยเป็นที่ประทับของพระเจ้าอยู่หัวอุทุมพรเมื่อครั้งเสด็จออกผนวชด้วยเหตุ ทางการเมือง และเป็นที่ประทับของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศตั้งแต่แรกด้วย พระตำหนักนี้เป็นพระตำหนักหลังสุดท้ายในประวัติศาสตร์ไทยที่มีการสร้างและ ประทับจริง เพราะหลังจากเสียกรุงแล้วไม่ปรากฏว่ามีพระตำหนักใดเกิดขึ้นอีก

"สมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวบรมโกศสร้าง พระตำหนักที่นี่เพราะพ่อตาอยู่ที่นี่ สายสกุลพระองค์คุ้นเคยพื้นที่แถบนี้มาก ซึ่งเป็นเรื่องน่าสนใจและเป็นไปได้ว่าพื้นเพเดิม หรือฐานอำนาจของท่านทั้งในด้านเครือญาติและช้างซึ่งเป็นสัตว์สำคัญ อยู่ที่เมืองอ่างทองนี่เอง"

แวะที่ วัดเขียน ต.ศาลเต้าโรงทอง อ.วิเศษ ชัยชาญ ชมจิตรกรรมฝาผนังฝีมือช่างสกุลเมืองวิเศษชัยชาญ เขียนขึ้นในสมัยอยุธยาตอนปลายแต่ยังมีความคมชัด สีสันสดใสและสมบูรณ์อยู่มาก แสดงเรื่องทศชาติชาดก พระสุธน และรูปเขียนช้างมงคล 10 ตระกูล โดยลักษณะเด่นของภาพเขียนที่นี่ คือ การใช้สีครามเข้ม ที่ช่างสามารถออกเส้นและสีงดงามตัดกันอย่างดี รวมทั้งสีเขียวอ่อน หรือเขียวตังแช สกัดจากสนิม ซึ่งเป็นเทคนิคที่พัฒนาขึ้นในสมัยพระเจ้าปราสาททอง

กลับเข้า สู่เมืองเก่าอยุธยา ชม พระที่นั่งบรรยงค์รัตนาสน์ ซึ่งสมเด็จพระเพทราชาสร้างขึ้นใหม่หลังจาก พระนารายณ์ กษัตริย์องค์ก่อนสวรรคต ขณะที่พระที่นั่งสำคัญ 3 องค์ คือ พระที่นั่งวิหารสมเด็จ พระที่นั่งสรรเพชญ์มหาปราสาทและพระที่นั่งสุริยาสน์อมรินทร์ ที่ใช้ในสมัยพระนารายณ์ใช้น้อยมาก เพราะสมเด็จพระเพทราชากลับวัง คือ เปลี่ยนท้ายวังเป็นหน้าวัง แล้วใช้พระที่นั่งบรรยงค์รัตนาสน์ พระที่นั่งทรงปืนและท้ายสนมเป็นที่ว่าราชการแทน ซึ่งที่ตรงนี้เองเป็นพื้นที่เกิดเหตุการณ์เจ้าสามกรมในเวลาต่อมา

ดร.ปรีดี เล่าว่า หลังจากเจ้าฟ้ากุ้งได้รับพระราชทานอภัยโทษ ได้ดำรงตำแหน่งพระราชวังบวรสถานมงคล หรือวังหน้า ถูกสมเด็จพระเจ้า อยู่หัวบรมโกศ เรียกให้เข้าเฝ้าเพราะเจ้าสามกรมทูลฟ้องบิดาว่าเจ้าฟ้ากุ้ง ลักลอบเป็นชู้กับเจ้าฟ้าสังวาล พระอัครมเหสีฝ่ายซ้าย เจ้าฟ้ากุ้งล่องเรือมาเฝ้าบิดาที่พระราชวังหลวง มาถึงประตูเสาธงชัย พบว่าประตูปิด ล่องมาถึงประตูท่าฉนวนก็ปิดเหมือนกัน เข้าวังไม่ได้จึงต้องเข้ามาทางคลองท่อ นี่คือการบังคับสถานที่เหมือนปิดประตูตีแมว ตามพงศาวดาร ระบุว่า เจ้าฟ้ากุ้งรู้ทันทีว่าเหตุการณ์ไม่ชอบมาพากลจึงสั่งให้กลับเสลี่ยง แต่ขุนนางอ้างกฎมณเฑียรบาลว่า มาถึงตรงนี้แล้ว ต้องเฝ้าจึงสมควร เจ้าฟ้ากุ้งจำต้องเข้าเฝ้าแล้วก็ถูกจับโบยจนสิ้นพระชนม์

หลัง จากนั้นการเมืองในวังยังไม่มีทีท่าว่าจะสงบ สมเด็จพระเจ้า อยู่หัวบรมโกศ ประชวรและต้องการให้เจ้าฟ้าดอกมะเดื่อ ขุนพรพินิต (ต่อมาคือ เจ้าฟ้าอุทุมพร) ขึ้นสืบราชบัลลังก์ ข้ามเจ้าฟ้าเอกทัศ หรือกรมขุนอนุรักษ์มนตรี ซึ่งเป็นพี่ชายไป ขณะที่เจ้าสามกรมซ่องสุมอาวุธ และออกตัวว่าไม่เอาเจ้าฟ้าดอกมะเดื่อ ต่อมาจึงถูกสำเร็จโทษด้วย ท่อนจันทน์ โดยผู้ได้รับบัญชาให้ลงพระราชอาญาครั้งนี้ก็คือ พระองค์เจ้าอาทิตย์ พระโอรสของเจ้าฟ้ากุ้งนั่นเอง