ครบทุกรส สดทุกเรื่อง



สกุลพระราชทาน ให้เลิกใช้ "อัครพงศ์ปรีชา" กลับเป็น"เกิดอำแพง"ตามเดิม ส่งพงศ์พัฒน์คืนศาล-นอนคุก
Font Size  

วันที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557 เวลา 09:04 น.
กลับเป็น"เกิดอำแพง"ตามเดิม ส่งพงศ์พัฒน์คืนศาล-นอนคุก ค้นบ้านน้องเขย-ก็มีเซฟฝังดิน ป.ควานตัวพตท.มือขวาบิ๊กกิ๊ก

ยกเลิกสกุลพระราช ทาน "อัครพงศ์ปรีชา" ต้องกลับใช้สกุลเดิม "เกิดอำแพง" พร้อมคำสั่งปลด-ถอดยศ 2 นายทหาร ส่งตัวพงศ์พัฒน์นอนคุกแล้ว หลังสอบปากคำเสร็จสิ้น เผยอยู่ในสภาพอิดโรย ขาขวาบาดเจ็บ ก่อนนำตัวส่งเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ด้านพนักงานสอบสวนยันไม่มีซ้อมหรือทำร้ายร่างกาย บุกค้นซ้ำบ้านน้องเขยพงศ์พัฒน์ พบตู้คอนเทนเนอร์บรรจุไม้แปรรูปจำนวนมาก "ประวุฒิ"นำแถลงเปิดตู้เซฟบ้านน้องเขย สั่งตรวจดีเอ็นเอหาคนย้ายทรัพย์สิน เตรียมเปิดอีก 3 เซฟยักษ์บ้านบิ๊กกิ๊ก เผยเตรียมบุกค้นอีก 2-3 จุด กองปราบฯควานตัวพ.ต.ท. คนสนิทบิ๊กกิ๊ก



ตร.คุมตัว"พงศ์พัฒน์"ส่งศาล



เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 29 พ.ย. ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก พ.ต.อ.เอกรักษ์ ลิ้มสังกาศ รองผบก.อคฝ. พนักงานสอบสวนตามคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ 20 นาย นำตัวพล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ อายุ 59 ปี อดีตผบช.ก. ผู้ต้องหาในคดีหมิ่นสถาบันเบื้องสูง ปฏิบัติหน้าที่ มิชอบ เจ้าพนักงานเรียกรับผลประโยชน์ เจ้าพนักงานจูงใจให้ผู้อื่นมอบผลประโยชน์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112, 157, 148, 149 และพ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน มาส่งคืนศาลเพื่อให้อยู่ในอำนาจการควบคุมของศาลอาญา



ทั้งนี้พนักงานสอบสวนระบุในคำร้อง สรุปว่าตามคำร้องฝากขังผู้ต้องหานี้ หมายเลขดำ พ.2623/2557 ลงวันที่ 24 พ.ย. 2557 ซึ่งศาลอาญาอนุญาตให้ฝากขังผู้ต้องหา รวมทั้งอนุญาต ให้รับตัวผู้ต้องหากลับไปควบคุมไว้เพื่อสอบสวนหาทรัพย์สินที่ได้จากการกระทำผิดเป็นเวลา 12 วัน ตั้งแต่วันที่ 24 พ.ย.-5 ธ.ค.นี้ บัดนี้พนักงานสอบสวน หมดความจำเป็นที่จะควบคุมตัวนี้ไว้อีก จึงขอส่งตัวผู้ต้องหาคืนต่อศาล โดยศาลพิจารณาคำร้องและสอบถามผู้ต้องหาแล้ว ไม่คัดค้าน จึงรับตัวผู้ต้องหาไว้



เผยอิดโรย-มีบาดแผลที่ขา



ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่นำตัวพล.ต.ท. พงศ์พัฒน์ มาโดยรถตู้ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขณะที่พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์สวมเสื้อเชิ้ตแขนสั้นสีส้ม กางเกงขาสั้นสีดำ สวมรองเท้าแตะหูหนีบ ถูกสวมกุญแจมือ และ อยู่ในสภาพใบหน้าอิดโรยอย่างเห็นได้ชัด หน้าแข้งด้านขวายังมีผ้าปิดแผลติดไว้ โดย เจ้าหน้าที่ใช้เวลาประมาณ 10 นาที ดำเนินการตามขั้นตอน 



จากนั้นเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์นำตัวพล.ต.ท. พงศ์พัฒน์ขึ้นรถตู้เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ กรมราชทัณฑ์ เดินทางไปยังเรือนพิเศษกรุงเทพฯในทันทีโดยมีรถยนต์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาตินำหน้าขบวน



ภายหลังเสร็จขั้นตอน พ.ต.อ.เอกรักษ์กล่าวว่า หลังจากที่พนักงานสอบสวน บช.น. นำตัวพล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ผู้ต้องหามาฝากขังต่อศาล และขอรับตัวกลับไปสอบสวนเพิ่มเติมระหว่างฝากขัง เมื่อวันที่ 24 พ.ย.ที่ผ่านมานั้น ขณะนี้เจ้าหน้าที่สอบสวนเสร็จสิ้นแล้ว จึงนำตัว พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ มาส่งคืนต่อศาลเพื่อให้ออกหมายขัง ซึ่งจะกำหนดฝากขังครั้งแรกในวันที่ 5 ธ.ค.โดยพนักงานสอบสวนจะยื่นคำร้องขอฝากขังครั้ง 2 วันที่ 4 ธ.ค. พร้อมคัดค้านการประกันตัว เนื่องจากผู้ต้องหาเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจระดับสูง เกรงว่าจะใช้อิทธิพลไปยุ่งเหยิงพยานหลักฐาน 



ยันไม่มีซ้อม-ทำร้ายร่างกาย 



ส่วนกรณีที่พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ มีสภาพอิดโรยนั้น ยืนยันว่าระหว่างการสอบสวนไม่มีการทำร้ายร่างกายแต่อย่างใด ส่วนกรณีมีลักษณะคล้ายบาดเจ็บที่ขานั้นเนื่องจาก พล.ต.ท. พงศ์พัฒน์ มีอายุมากแล้วและสภาพร่างกาย ไม่ค่อยแข็งแรง



พ.ต.อ.เอกรักษ์กล่าวต่ออีกว่า สำหรับ ผู้ต้องหาที่ฝากขังต่อศาลจังหวัดพระโขนง 5 คน เมื่อวันที่ 28 พ.ย.ที่ผ่านมานั้น ทางพนักงานสอบสวน สน.พระโขนง จะรวบรวมหลักฐานเพื่อสรุปสำนวนคดีต่อไป ส่วนการตรวจค้นทรัพย์สินเพิ่มเติมในคดีนี้ หาก เจ้าหน้าที่พบว่าในพื้นที่ใดมีทรัพย์สินของกลางที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิดซุกซ่อนอยู่ ทางเจ้าหน้าที่ก็จะไปดำเนินตรวจค้นเพิ่มเติม และหากพบว่ามีบุคคลใดที่เกี่ยวข้องกับการ กระทำผิดอีก ก็จะออกหมายจับเพื่อมาดำเนินคดีต่อไป 



นายวิทยา สุริยะวงค์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ กล่าวถึงกรณีการส่งตัวพล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ เข้าคุมขังในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ว่า ทุกรายมีขั้นตอนปฏิบัติตามระเบียบปกติ ทันทีที่รับตัวเข้าเรือนจำจะต้องบันทึกประวัติ ตรวจร่างกาย และให้คำแนะนำผู้ต้องขังใหม่ให้ปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมในเรือนจำ ส่วนพล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ จะนำตัวไปขังรวมในแดนแรกรับ โดยไม่แยกผู้ต้องขังไปควบคุมไว้ในจุดอื่น เพราะยังเป็นผู้ต้องขังระหว่างการพิจารณาคดี



อธิบดีกรมราชทัณฑ์กล่าวต่อว่า สำหรับกลุ่มตระกูลอัครพงศ์ปรีชา ที่นำตัวไปฝากขังที่ศาลพระโขนง ก็ถูกส่งตัวไปคุมขังในแดนแรกรับเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ก็ถูกส่งไปอยู่รวมกันทั้งหมด 



บุกค้นบ้านน้องเขยบิ๊กกิ๊ก 



สำหรับความคืบหน้าของคดีในส่วนของการตรวจสอบทรัพย์สิน เมื่อเวลา 10.30 น. พ.ต.ท.วีระวุฒิ บำรุงสวัสดิ์ สว.กก.บก.ปทส. พ.ต.ท.สายชล โพธิ์ขอม สว.สส.สภ.บางใหญ่ นายจรัส นีรนาทไพบูลย์ หัวหน้าสายตรวจภาคกลาง ชุดเฉพาะกิจกรมป่าไม้ นำหมายค้นศาลจ.นนทบุรีที่ 1791/2557 ลงวันที่ 29 พ.ย.2557 เข้าตรวจค้นบ้านเลขที่ 30/3 หมู่ 14 ต.บางม่วง อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี ซึ่งเป็นบ้านของนายชอบ ชินนะประภา อายุ 57 ปี โดยมีนายสายันห์ ชินนะประภา น้องชายนายชอบเป็นผู้นำการตรวจค้น



โดยเจ้าหน้าที่ตรวจค้นตู้คอนเทนเนอร์ 2 ตู้ ภายในมีไม้แปรรูป 559 แผ่น มูลค่ากว่า 1.2 ล้านบาท ทางเจ้าหน้าที่ป่าไม้นำเอาไม้แปรรูปชนิดต่างๆ ออกมาวางกองไว้นอกตู้ เพื่อตรวจสอบหาที่มาของไม้ดังกล่าว ซึ่งมีทั้งไม้สัก และไม้กระยาเลย พร้อมทั้งยึดไว้



ด้านนายจรัส เจ้าหน้าที่ป่าไม้ กล่าวว่า จากการตรวจสอบพบว่ามีบานประตูไม้ หน้าต่างไม้ และแผ่นกระดานแปรรูปจาก ไม้ต่างๆ ซึ่งจะต้องตรวจสอบหาแหล่งที่มาว่าแปรรูปมาจากโรงไม้ไหน และไม้ทั้งหมดเป็นไม้ที่ได้มาจากไหน เป็นไม้ในประเทศ หรือไม้ที่นำเข้ามาถูกต้องหรือไม่



ทั้งนี้นายชอบ เป็นสามีของนางปิยพรรณ ชินนะประภา น้องสาวของพล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ซึ่งไม้ทั้งหมดเป็นของพล.ต.ท.พงศ์พัฒน์นำมาไว้ช่วงปี 2553 ก่อนเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่



ยึดไม้แปรรูป-เฟอร์นิเจอร์หรู



ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 28 พ.ย.ที่ผ่านมา พล.ต.ท.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล ผบช.น. พล.ต.วิสูตร ฉัตรชัยเดช ผบก.น.6 พล.ต.ต.สำราญ ยินดีอารมณ์ ผบก.ภ.จว.นนทบุรี นายอรรถพล เจริญชันษา ผอ.สำนักป้องกันรักษาป่าและป้องกันไฟป่า กรมป่าไม้ นำกำลังพร้อมหมายศาลจ.นนทบุรี เข้าตรวจค้นโกดัง เลขที่ 16/21 หมู่ 2 ถนนแจ้งวัฒนะ ต.คลองเกลือ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี เพื่อยึดทรัพย์ของขบวนการพล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ อดีตผบช.ก. สามารถยึดไม้สัก ไม้ประดู่ และไม้มะค่า 4,500 แผ่น มูลค่า 7,700,000 บาท ซุกซ่อนอยู่ในโกดังและอยู่ในตู้คอนเทน เนอร์ 3 ตู้ นอกจากนี้ยังมีไม้แกะสลักเป็นเทวรูปถูกฝังดินอีกหลายชิ้น



จากนั้นตำรวจกองปราบฯร่วมกับทหาร ร.1 พัน. 2 จำนวน 30 นาย เข้าค้นอาคารพาณิชย์ 3 ชั้น 3 คูหาติดกัน เลขที่ 172/7-9 ตรงข้ามกรมที่ดินนนทบุรี ถนนป๊อบปูล่าร์ ซึ่งเป็นแหล่งเก็บทรัพย์สินของพล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ โดยอาคารหลังแรกเลขที่ 172/7 ชั้นลอย พบเป็นที่เก็บตู้สำหรับใส่พระบูชา 50 ใบ บานพับประตูไม้สัก เสาไม้ นาฬิกาตู้ไม้ เสาหินอ่อนโรมัน ประตูไม้แกะสลักโบราณ ซึ่งมีทั้งของเก่าและของนำเข้าจากต่างประเทศประมาณ 50 ชิ้น 



"ประวุฒิ"แถลงเปิดเซฟเปล่า 



ที่ชั้น 2 เก็บเก้าอี้เฟอร์นิเจอร์หลุยส์ เสาโรมัน เรือใบสำเภาแกะสลักไม้สัก และเป็นห้องที่อยู่อาศัยของคนงานประมาณ 3-7 คน ส่วนบนชั้น 3 พบเป็นที่เก็บภาพเก่าโบราณทั้งของไทยและของนำเข้าจากต่างประเทศปะปนกันอยู่ ประมาณ 200 ชิ้น ยังประเมินมูลค่าไม่ได้



ถัดมาอาคารเลขที่ 172/8 บริเวณชั้น 1 และชั้น 2 พบเป็นที่เก็บตู้พระทำจากไม้สั่งทำจำนวนมาก และที่ตึกเลขที่ 172/9 พบตู้ไม้ ตู้โชว์ขนาดใหญ่แกะสลักโบราณ ตู้นาฬิกาโบราณ เสาโรมัน ส่วนชั้นที่ 2 และ 3 เป็นที่พักของผู้อาศัยแต่ไม่พบตัว รวมแล้วทั้ง 3 อาคารพบทรัพย์สินจำนวนมาก จากนั้นทหารขนของทั้งหมดไปเก็บไว้ที่ ร.1 พัน. 2 แจ้ง วัฒนะ เพื่อรอตรวจสอบต่อไป



ต่อมาเวลา 16.30 น. พล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ ผช.ผบ.ตร. รรท.ผบช.ก. ในฐานะโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วย พล.ต.อ.จรัมพร สุระมณี ที่ปรึกษาผบ.ตร. และเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานตำรวจ นำช่างมาเปิดตู้เซฟทั้ง 2 ตู้ ที่ตรวจยึดได้จากบ้านเลขที่ 30/3 หมู่ 14 ต.บางม่วง อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี ซึ่งเมื่อเปิดออกมาไม่พบทรัพย์สินใดๆ เชื่อว่ามีการขนย้ายทรัพย์สินมีค่าออกไปก่อนหน้านี้ 



ชี้ถูกย้าย-เร่งตรวจดีเอ็นเอ



พล.ต.ท.ประวุฒิ เปิดเผยว่า โดยตู้เซฟ ดังกล่าวเจ้าหน้าที่ได้ตรวจยึดได้เมื่อวันที่ 25 พ.ย. ที่ผ่านมา มีการก่อปูนปิดไว้บริเวณข้างบ้านเพื่ออำพราง ตู้เซฟ 3 ใบ ซึ่ง 1 ใบ เป็นยี่ห้อตู้เซฟอีเกิ้ล 2 ตู้ขนาดความกว้าง 61 ซ.ม. สูง 36 ซ.ม. ลึก 3.5 ซ.ม. น้ำหนัก 60 ก.ก. ความหนา 5 ม.ม.ซึ่งผลิตที่ประเทศเกาหลี ถูกออกแบบมาให้ใช้ฝังเก็บไว้ในกำแพงหรือใต้ดิน โดยจะปรากฏแค่หัวเซฟเท่านั้น และไม่มีจำหน่ายในประเทศไทย จากการตรวจสอบไม่พบว่ามีทรัพย์สินมีค่าอยู่ภายในแต่อย่างใด เชื่อว่ามีการขนย้ายทรัพย์สินมีค่าออกไปก่อนหน้านี้ และจะมอบให้ทางกองพิสูจน์หลักฐานตรวจสอบรอยนิ้วมือแฝง เพื่อหา ความเชื่อมโยง



พล.ต.ท.ประวุฒิกล่าวว่า วันที่ 1 ธ.ค.นี้ จะเปิดตู้เซฟที่ยึดได้เมื่อวันที่ 28 พ.ย.ที่ผ่านมาจากบ้านพัก ของพล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ย่านเมืองทองธานี แจ้งวัฒนะ อีก 3 ใบ ซึ่งมีขนาดใหญ่สูง 1.7 ม. และไม่สามารถเคลื่อนย้ายได้ และเชื่อว่าน่าจะใช้เป็นตู้เก็บของมีค่า นอกจากนี้จะมีการขยายผลตรวจค้นบ้านพักของเครือข่ายพล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ อีก 2 ถึง 3 แห่งด้วย 



พล.ต.อ.จรัมพรเผยว่า จากนี้ทางเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานจะตรวจสอบเพื่อหารอยนิ้วมือแฝง และดีเอ็นเอที่อยู่บริเวณตู้เซฟ ดังกล่าว โดยใช้วิธีการปัดผงฝุ่นสีดำตามจุดต่างๆ ทั้งในและนอกตู้เซฟ ซึ่งผู้ที่ขนย้าย น่าจะมีดีเอ็นเออยู่ที่เกิดเหตุ จากนั้นก็จะนำ ตู้เซฟดังกล่าวไปตรวจสอบภายในห้องตู้ที่ใช้เทคโนโลยีที่ชื่อว่า ซูเปอร์กลู ซึ่งเป็นการนำเอาความร้อนไปใช้กับวัตถุเพื่อหารอยนิ้วมือแฝงอีกครั้ง หากในกรณีที่วัตถุมีขนาดใหญ่ ก็จะใช้วิธีลักษณะเดียวกันเพียงแต่ทำโดมเพื่อครอบวัตถุ อีกทั้งจะรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อหาความเชื่อมโยงกับตัวบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับวัตถุพยานชิ้นนี้



ยกเลิกสกุล"อัครพงศ์ปรีชา"



ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันเดียวกันมีเอกสารของกองกิจการในพระองค์สมเด็จพระบรม โอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร สำนักงานราชเลขานุการในพระองค์ฯ พระที่นั่งอัมพรสถาน ลงนามโดยพล.อ.อ.สถิตย์พงษ์ สุขวิมล ราชเลขานุการในพระองค์ฯ ปฏิบัติหน้าที่ ผู้อำนวยการกองกิจการในพระองค์ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ถึงปลัดกระทรวงมหาดไทย ลงวันที่ 28 พ.ย. เรื่อง ยกเลิกชื่อสกุลพระราชทาน "อัครพงศ์ปรีชา" ความว่า ด้วยกองกิจการในพระองค์สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ขอยกเลิกชื่อสกุลพระราชทาน "อัครพงศ์ปรีชา" โดยให้ผู้ที่ใช้ชื่อสกุลพระราชทานนี้ในปัจจุบันกลับไปใช้ชื่อสกุลเดิม 



นอกจากนี้ยังมีเอกสารของหน่วยราชการในพระองค์ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ออกคำสั่งหน่วยบัญชาการ ถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ ที่ 656/2557 ลงวันที่ 24 พ.ย. เรื่องให้ปลดนายทหารสัญญาบัตรและถอดออกจากว่าที่ยศ โดยให้ปลดว่าที่ พ.ต.ณัฐพล อัครพงศ์ปรีชา หมายเลขประจำตัว 1462402079 ผช.นายทหารธุรการ กองบังคับการ สำนักงานฝ่ายเสนาธิการในพระองค์สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ออกจากราชการ โดยไม่มีเบี้ยหวัดบำเหน็จบำนาญ เป็นพ้นราชการทหารประเภทที่ 2 และถอดออกจากว่าที่ ยศทหาร เนื่องจากกระทำความผิดวินัยทหารประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ผิดกฎหมายบ้านเมือง



คำสั่งหน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ ที่ 657/2557 ลงวันที่ 24 พ.ย. เรื่องให้ปลดนายทหารประทวน และถอดออกจากยศทหาร โดยให้ปลด จ.ส.อ.สิทธิศักดิ์ อัครพงศ์ปรีชา หมายเลขประจำตัว 1467600050 เสมียนกองบังคับการ สำนักงานฝ่ายเลขาธิการในพระองค์สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ออกจากราชการ โดยไม่มีเบี้ยหวัดบำเหน็จบำนาญ คงเป็นนายสิบกองหนุน ประเภทที่ 1 ชั้นที่ 1 สังกัด จทบ.ก.ท. และถอดออกจากยศทหาร เนื่องจาก กระทำผิดวินัยทหาร ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ผิดกฎหมายบ้านเมือง 



กลับใช้สกุล"เกิดอำแพง"



พล.ต.ท.ประวุฒิกล่าวถึงเรื่องดังกล่าวว่า ในส่วนของกรณีที่มีหนังสือประกาศคำสั่งยกเลิกชื่อสกุลพระราชทาน "อัครพงศ์ปรีชา" ออกมาจากกองกิจการในพระองค์สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เบื้องต้นทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติรับทราบ เรื่องดังกล่าวแล้ว ซึ่งผู้ที่ได้รับการให้ใช้นามสกุล ดังกล่าวจะต้องให้กลับไปใช้นามสกุล "เกิดอำแพง" ซึ่งเป็นนามสกุลเดิม ก่อนที่จะได้พระราชทาน และหลังจากนี้เป็นหน้าที่ของกระทรวงมหาดไทยในการดำเนินการยกเลิกนามสกุลดังกล่าว



พล.ต.ท.ประวุฒิกล่าวว่า ส่วนกรณีการถอดยศพล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ พล.ต.ต.โกวิทย์ วงศ์รุ่งโรจน์ อดีตรองผบช.ก. และพล.ต.ต.บุญสืบ ไพรเถื่อน อดีตผบก.รน. ยังไม่มีการดำเนินการ แต่คาดว่าในอนาคตน่าจะถอดยศนายตำรวจทั้งสาม ในภายหลัง ด้วยเหตุที่ถูกดำเนินคดี และเป็นผู้ต้องหากระทำความผิด อย่างไรก็ตามหากมีถอดยศ ให้กองวินัย หรือผู้บังคับบัญชาที่ได้รับมอบอำนาจในการดำเนินการทางวินัยมีหน้าที่รับผิดชอบในการพิจารณาว่า ก่อนแจ้งผลการพิจารณาพร้อมเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้อง ให้กองทะเบียนพลดำเนินการรวบรวมเสนอสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พิจารณาถอดยศตามลำดับต่อไป



นางสุวณา สุวรรณจูฑะ อธิบดีดีเอสไอ กล่าวถึงการตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริง เจ้าหน้าที่ดีเอสไอที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับกรณีจ่ายสินบนน้ำมันเถื่อนเครือข่ายเสี่ยโจ้ หรือนายสหชัย เจียรเสริมสิน อย่างน้อย 3 คนว่า ตามระเบียบไม่มีกรอบเวลาในการสอบ แต่สั่งการแล้วให้สอบสวนให้เสร็จโดยเร็ว ซึ่งต้องให้ความเป็นธรรมกับคนที่ถูกกล่าวหา จึงไม่ขอเปิดเผยชื่อ โดยการสอบสวนจะเริ่มต้นอย่างจริงจังในสัปดาห์หน้า ทั้งนี้ข้อมูลที่ถูกกล่าวหา เป็นแต่ชื่อเล่น จึงยังไม่สอบโยงไปถึงชุดสอบสวนที่ปล่อยให้คดีเสี่ยโจ้หลบเลี่ยงภาษีขาดอายุความ



ควานตัวพตท.คนสนิทบิ๊กกิ๊ก



รายงานข่าวจากกองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) แจ้งว่า ตามที่พ.ต.อ.อัคราเดช พิมลศรี รองผบก.ป.รรท.ผบก.ป. มีหนังสือให้ให้ข้าราชการตำรวจในสังกัดกก.2 กก.3 กก.6 และ กก.ปพ. ในสังกัดบก.ป. ให้มารายงานตัวที่สำนักงาน รรท.ผบก.ป.ในวันที่ 17 พ.ย. ที่ผ่านมา ประกอบด้วย 1.พ.ต.ท.สิทธิเมศวรีย์ ศิวคุปต์ ครุฑรานนท์ รองผกก.ปพ. 2.พ.ต.ท. ทรงรักษ์ ขุนศรี รองผกก.6 3.ร.ต.อ.มนุพัศ ศรีบุญลือ รอง สวส.กก.2 4.ร.ต.อ.นิธิพัฒน์ กังรวมบุตร รอง สว.ปพ. 5.ร.ต.อ.ธนเสฏฐ์ คุ้มเล็กเดชาวุฒิ พงส.กก.3 6.ร.ต.อ.ธนพัฒธ์ กังรวมบุตร พงส.กก.3 โดยเหลือเพียงพ.ต.ท. ทรงรักษ์ ที่มีความใกล้ชิดกับพล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ยังไม่มารายงานตัว ซึ่งพ.ต.ท.ทรงรักษ์เป็นนายตำรวจอีกคนที่ทางชุดพนักงานสอบต้องการสอบปากคำมากที่สุด เพราะถือเป็นคนใกล้ชิดอดีต ผบช.ก.เป็นอย่างมาก



พ.ต.อ.อัคราเดชกล่าวว่า มีคำสั่งให้มารายงาน ตัวจริง ตำรวจนายอื่นก็มาพบรายงานตัวพบตนหมดแล้ว ยกเว้น พ.ต.ท.ทรงรักษ์ ที่เพิ่งเดินทางกลับจากไปดูงานที่สหรัฐอเมริกาแล้ว แต่ยังไม่มาพบตน เราเป็นพี่ๆ น้องๆ กันก็อยากจะให้มาพบจะได้พูดคุยกัน แต่ก็ยังไม่ได้พบเลย ไม่รู้ไปอยู่ที่ไหน 



ด้าน พล.ต.ท.ประวุฒิ เผยว่า สั่งการให้ พ.ต.ท.ทรงรักษ์ คนใกล้ชิด สนิทสนมเป็นพยานสำคัญในเรื่องการเก็บทรัพย์สินของพล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ เข้ารายงานตัวต่อ พ.ต.อ. อัคราเดช โดยด่วนแล้ว แต่จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มารายงานตัวแต่อย่างใด อีกทั้งยังติดต่อ ไม่ได้ อย่างไรก็ตาม