ครบทุกรส สดทุกเรื่อง



สมยศล่า"เสี่ยโจ้" ค่าหัว1ล. มัดแน่น"พงศ์พัฒน์" เร่งคลี่ส่วย"นมถ." มท.ลบสกุล "อัครพงศ์ปรีชา" กลับไปใช้"สุวะดี"
Font Size  

วันที่ 02 ธันวาคม พ.ศ. 2557 เวลา 09:40 น.
ทีมอุ้มจนมุมอีก1 รวมทั้ง2สอ.ด้วย

ผบ.ตร."บิ๊กอ๊อด"ตั้งรางวัล 1 ล้านล่าตัว "เสี่ยโจ้ ปัตตานี" เจ้าพ่อ น้ำมันเถื่อนภาคใต้ ผู้ต้องหาคนสำคัญที่จะมัดตัว "บิ๊กกิ๊ก" พงศ์พัฒน์และเครือข่าย ส่วนรายชื่อในโพยส่วยตอนนี้เอาผิดได้แค่อดีตผบก.ตำรวจน้ำ "บุญสืบ ไพรเถื่อน" คนอื่นๆ ยังอยู่ระหว่างสืบสวนสอบสวนให้ชัดเจน ยันเอาผิดตามพยานหลักฐาน ไม่เต้นตามข่าวหรือบอกต่อๆ กันมา จี้รองผกก.6 ป. คนสนิทอดีตเจ้าพ่อสอบสวนกลางรีบมาพบตร. ยิ่งหลบหนียิ่งเป็นพิรุธและอันตราย ป.ป.ช.รุดพบผบ.ตร.หารือเรื่องตรวจทรัพย์สินบิ๊กกิ๊ก ตร.-ทหารลุยเจาะเพิ่มอีก 3 ตู้เซฟยักษ์ที่ตรวจพบในบ้านย่านเมืองทองธานี



"สมยศ"เร่งสางส่วยน้ำมันเถื่อน



เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 1 ธ.ค. ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.) พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร. กล่าวถึงความคืบหน้าการดำเนินคดีพล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ อดีตผบช.ก. และพวก ในความผิดหลายกรรมหลายวาระ ทั้งซื้อขายตำแหน่งในบช.ก. ใช้ตำแหน่งหน้าที่โดยมิชอบ เรียกรับสินบนน้ำมันเถื่อน และความผิดตามมาตรา 112 เป็นต้น ว่า ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันเถื่อนตนยังไม่ได้เรียกพบใคร หากมีการเรียกพบเป็นส่วนของพนักงานสอบสวนที่รับผิดชอบคดีเรียกไปให้ปากคำ โดยเรียกผู้ที่มีรายชื่อปรากฏว่าเกี่ยวข้องมาให้ถ้อยคำ หรือให้ปากคำ ยังไม่ถือว่ามีความผิด จนกว่าจะมีข้อมูลปรากฏว่ามีส่วนเชื่อมโยงเกี่ยวข้องกับน้ำมันเถื่อน ซึ่งในส่วนของตำรวจน้ำขณะนี้มีเพียงพล.ต.ต.บุญสืบ ไพรเถื่อน อดีตผบก.ตำรวจน้ำ ผู้เดียวที่ถูกดำเนินคดี ส่วนคนอื่นๆ รวมทั้งคนที่ถูกเชิญมาให้ถ้อยคำ ยังไม่มีข้อมูลชัดเจนว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับคดี



ผู้สื่อข่าวถามถึงชื่อรองโส กับ ผกก.โยะ ซึ่งผบ.ตร.ระบุเองว่ามีชื่ออยู่ในบัญชีรับส่วยน้ำมันเถื่อนของนายสหชัย เจียรเสริมสิน หรือเสี่ยโจ้ ปัตตานี เจ้าพ่อน้ำมันเถื่อนภาคใต้ ผบ.ตร.กล่าวว่า ต้องให้เวลาพนักงานสอบ สวนทำงานสักระยะ รวมทั้งสืบสวนข้อเท็จจริงให้แน่ชัดว่ามีส่วนเกี่ยวข้องหรือไม่



เมื่อถามถึงกรณีมีข่าวว่ามีตำรวจยศนายพล 10 นายเกี่ยวข้องด้วยนั้น ผบ.ตร.กล่าวว่า ตนไม่ทราบต้องสอบถามพนักงานสอบสวน อย่างไรก็ตามจากกรณีส่วยน้ำมันเถื่อนที่เกิดขึ้นต้องสังคายนาตำรวจน้ำแน่นอน หากใคร เจ้าหน้าที่รัฐคนใด เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการน้ำมันเถื่อนต้องดำเนินการแน่นอน ต้องปัดกวาดบ้านกันทุกหน่วย ตนรับผิดชอบตำรวจจะดำเนินการ ส่วนหน่วยงานอื่นเป็นหน้าที่ผู้นำหน่วยนั้น สำหรับตำรวจเข้าไปเกี่ยวข้องมากน้อยแค่ไหนยังตอบไม่ได้ ตอนนี้ให้เวลาพนักงานสอบสวนสอบสวนก่อน ส่วนการสอบย้อนหลังไปถึงอดีต ผบก.ตำรวจน้ำนั้นขึ้นกับพยานหลักฐาน



"สอบสวนถึงใคร แค่ไหนแค่นั้น ไม่จำเป็นต้องทุกคน หรือคาดเดาว่าใครจะเกี่ยว อยู่ที่พยานหลักฐาน โดยต้องให้ความเป็นธรรม ยุติธรรมกับทุกคน หากมีหลักฐานให้ว่าตามหลักฐาน ผมไม่ช่วยเหลือ ปกป้อง ผู้กระทำความผิด หากหลักฐานไปถึง แต่หากไม่ปรากฏหลักฐานที่จะดำเนินการเอาผิดได้ก็อีกเรื่องหนึ่ง เอาความรู้สึกมาจับไม่ได้ รวมถึงเรื่องบ่อนการพนัน การวิ่งเต้นซื้อขายตำแหน่ง การแอบอ้างชื่อ การกล่าวอ้างเพื่อหาผลประโยชน์ หากมีหลักฐานดำเนินการตามกฎหมายได้ก็จะทำทันที แต่ถ้าหลักฐานไม่สามารถดำเนินคดีผู้เกี่ยวข้องได้ต้องยกเว้น สิ่งที่ผมทำทำใต้กรอบกฎหมาย ขึ้นอยู่กับพยานหลักฐานที่ปรากฏ ไม่ใช่คนนู้น คนนี้พูดทีแล้วผมต้องเต้นไปตามนั้น ความรู้สึกกับความเป็นจริงต้องแยกให้ชัดเจน" ผบ.ตร.กล่าว



จี้พ.ต.ท.คนสนิทบิ๊กกิ๊กรีบมอบตัว



ผบ.ตร.กล่าวถึงการตรวจสอบทรัพย์สินพล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ว่า ประสานงานกับสำนัก งานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน(ปปง.) ตลอดเวลา โดยตั้งคณะทำงานตรวจสอบทำบัญชีทรัพย์สินของกลางที่ยึดได้ มีรองผบช.น.เป็นหัวหน้าคณะทำงาน มีตำรวจเข้าร่วมคณะจำนวนมาก ตนหารือพ.ต.อ.สีหนาท ประยูรรัตน์ เลขาธิการ ปปง. แล้วว่า ตำรวจจะทยอยส่งบัญชีทรัพย์สิน ของกลางให้ปปง.เป็นระยะ ทราบว่าคณะนี้ เจ้าหน้าที่ยังทำงานอยู่ ยังไม่ส่ง ปปง. แต่มี เจ้าหน้าที่ทั้งสองหน่วยงานประสานกันตลอดเวลา



"เรื่องนี้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี สั่งให้ทำทุกอย่างตามหลักฐาน ยึดหลักกฎหมาย ไม่ให้กลั่นแกล้ง ไม่ใส่ร้ายป้ายสี หากผิดว่าตามผิด ไม่ให้ช่วยเหลืออะลุ้มอล่วย ทั้งนี้ทั้งนั้นยึดความถูกต้องเป็นเกณฑ์" ผบ.ตร.กล่าว



ผู้สื่อข่าวถามถึงพ.ต.ท.ทรงรักษ์ ขุนศรี รอง ผกก.6 ป. คนสนิทผู้รู้ข้อมูลต่างๆ ของพล.ต.ท.พงศ์พัฒน์เป็นอย่างดี ที่ยังไม่มารายงานตัวตามคำสั่ง ผบ.ตร.กล่าวว่า จากการสืบสวนมีหลักฐานน่าเชื่อว่าพ.ต.ท.ทรงรักษ์มีส่วนเกี่ยวข้อง เชื่อมโยง ทางที่ดีขอให้มาพบพนักงานสอบสวน ทุกสิ่งทุกอย่างยึดปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ กฎหมาย ไม่ต้องกังวลว่าจะกลั่นแกล้งให้ร้าย หากหลบหนีไม่มารายงานตัว ขาดราชการเกิน 15 วันถือว่ามีความผิด และขณะหลบหนีเป็นห่วงเกรงว่าอาจได้รับอันตราย มีอะไรมาพูดคุย มาบอกกัน หากหลบหนีไม่มาพบพนักงานสอบสวนก็ยิ่งน่าสงสัยว่ามีส่วนเกี่ยวข้อง ว่าเหตุใดต้องหลบหนีไม่ยอมมาพบพนักงานสอบสวน ส่วนจะยังอยู่ในประเทศหรือไม่ต้องสอบถามพนักงานสืบสวนสอบสวน



บิ๊กอ๊อดตั้งนำจับ"เสี่ยโจ้" 1 ล้าน



ด้านพล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ รรท.ผบช.ก. ในฐานะโฆษกตร. กล่าวว่า ผบ.ตร.จะมอบเงินรางวัล 1 ล้านบาทให้กับผู้ให้ข้อมูลและชี้เบาะแสจนสามารถจับกุมนายสหชัย เจียรเสริมสิน หรือเสี่ยโจ้ ผู้ต้องหาคดีลักลอบค้าน้ำมันเถื่อน และฟอกเงิน ซึ่งถือเป็นผู้ต้องหาคนสำคัญในการมัดตัวพล.ต.ท.พงศ์พัฒน์และเครือข่ายเกี่ยวกับส่วยน้ำมันเถื่อน



ทั้งนี้ เวลา 11.30 น. พล.ต.อ.สมยศเรียกประชุมนายตำรวจที่เกี่ยวข้องกับการคลี่คลายคดี อาทิ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา รองผบ.ตร. พล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ ผู้ช่วยผบ.ตร. รรท.ผบช.ก. พล.ต.ท.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล ผบช.น. และพ.ต.อ.อัคราเดช พิมลศรี รรท.ผบก.ป. เป็นต้น



ป.ป.ช.พบผบ.ตร.ขอสำนวนคดี



ที่หอประชุมกองทัพเรือ นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) ให้สัมภาษณ์กรณีป.ป.ช.จะเข้าร่วมตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินของพล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ว่า กรณีนี้ตามหลักต้องมีการร้องเกี่ยวกับกรณีปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบมาที่ป.ป.ช.อยู่แล้ว เพื่อให้ป.ป.ช.ดำเนินการ



ประธานป.ป.ช.กล่าวอีกว่า ส่วนการตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินที่พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ยื่นเมื่อครั้งเข้ารับตำแหน่งนั้น ป.ป.ช. กำลังตรวจสอบเชิงลึกถึงความมีอยู่จริง เพื่อนำมาเปรียบเทียบกับข้อมูลที่จะได้มาจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งป.ป.ช.ส่งหนังสือขอข้อมูลไปที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติว่า พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์มีทรัพย์สินและหนี้สินผิดไปจากที่ยื่นต่อป.ป.ช.ไว้อย่างไร โดยต้องดำเนินการให้เร็ว หากพบความผิดปกติจะดำเนินการเรื่องปกปิดทรัพย์สินและหนี้สิน เรื่องนี้เป็นขั้นตอนตามกฎหมาย และสามารถตรวจสอบได้ว่ามีความร่ำรวยผิดปกติหรือไม่



นายปานเทพกล่าวต่อว่า นอกจากพล.ต.ท. พงศ์พัฒน์แล้ว ป.ป.ช.จะตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินของตำรวจระดับผู้บังคับบัญชาที่เกี่ยวโยงในคดีนี้ตามที่เคยยื่นบัญชีทรัพย์สินไว้ต่อป.ป.ช.ตามกฎหมาย ซึ่งเป็นไปตามอำนาจของป.ป.ช. อาทิ พล.ต.ต.บุญสืบ ไพรเถื่อน อดีตผบก.ตำรวจน้ำ



ต่อมาเวลา 14.00 น.ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ นายวรวิทย์ สุขบุญ รองเลขาธิการป.ป.ช. เปิดเผยภายหลังเข้าพบผบ.ตร.ว่า มาประสานขอข้อมูลคดีพล.ต.ท.พงศ์พัฒน์พร้อมพวกที่สอบสวนไปก่อนหน้านี้ เพื่อนำไปดำเนินการตามอำนาจหน้าที่และกฎหมายของป.ป.ช. โดยต้องตรวจสอบว่ามีใครเกี่ยวข้องบ้าง, มีการแจ้งข้อกล่าวหาใดบ้าง รวมทั้งรายการทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ซึ่งป.ป.ช.จะตรวจสอบรายละเอียดหลายๆ เรื่อง



เรือนจำตรวจโรคอดีตผบช.ก.



วันเดียวกัน นายอายุตม์ สินธพพันธุ์ ผบ.เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร เปิดเผยว่า เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมาแพทย์จากสถานพยาบาลเข้าตรวจสุขภาพพล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ในแดนแรกรับ เพื่อทำบันทึกสภาพร่างกายว่ามีโรคประจำตัว หรืออาการเจ็บป่วยหรือไม่ อย่างไรก็ตามก่อนหน้านี้มีผู้ต้องขังคดีเดียวกันมีอาการเจ็บป่วยต้องเข้ารับการรักษาที่สถานพยาบาลภายในเรือนจำคือ ด.ต.ฉัตรินทร์ เหล่าทอง มีโรคประจำตัวทั้งโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง อาการเริ่มดีขึ้นแต่ยังคงรักษาตัวอยู่ในสถานพยาบาลเรือนจำ ขณะที่ พ.ต.อ.วุฒิชาติ เลื่อนสุคันธ์ ที่เคยมีอาการเครียดจนต้องส่งไปรักษาในสถานพยาบาลขณะนี้ส่งตัวกลับเข้าเรือนนอนแล้ว หลังคุมขังในแดนแรกรับครบ 15 วัน จากนี้จะเตรียมพิจารณาเรื่องการจำแนกไปคุมขังในแดนอื่นๆ การควบคุมยังเป็นไปด้วยความเข้มงวด ด้วยการให้อยู่ในห้องติดตั้งกล้องวงจรปิดเพื่อให้อยู่ในสายตาของเจ้าหน้าที่ตลอดเวลา



ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับผู้ต้องขังเกี่ยวกับคดีนี้ถูกส่งตัวเข้าเรือนจำแล้ว 12 คน มีครอบครัว ญาติ และกลุ่มตำรวจทยอยติดต่อขอเข้าเยี่ยมอย่างต่อเนื่อง



เจาะพิสูจน์อีก 3 ตู้เซฟยักษ์



เมื่อเวลา 13.00 น.ที่เมืองทองธานี โครงการ A ซอย A2 ด้านหลังห้างสรรพสินค้าบีไฮ ตำรวจสนธิกำลังกับทหารร.1 พัน. 2 รอ. เข้าตรวจสอบบ้านเลขที่ 50/962-3 หลังจากสืบทราบว่าบ้านหลังดังกล่าวเป็นที่ซุกซ่อนตู้เซฟขนาดใหญ่ และเชื่อมโยงกับเครือข่ายพล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ จากการตรวจสอบพบว่าภายในเนื้อที่ประมาณ 100 ตารางวา ปลูกสร้างบ้าน 2 หลังติดกันและกำลังสร้างต่อเติม บริเวณชั้นล่างพบแผ่นไม้มะค่าแปรรูป 1 กอง



บริเวณชั้น 2 ของบ้านหลังใหญ่ พบตู้เซฟสีเทา 2 ตู้ ขนาดสูง 1.8 เมตร กว้าง 1 เมตร วางติดกันอยู่บนห้องใหญ่ ขณะเดียวกันบนชั้น 2 ของบ้านหลังเล็กอีกหลังที่อยู่ติดกัน พบตู้เซฟชนิดเดียวกันอีก 1 ตู้ เจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ ได้ใช้เครื่องมือเพื่อเจาะเซฟดังกล่าวทั้ง 3 ตู้ คาดว่าจะใช้เวลานานหลายชั่วโมง



เปิดเซฟได้แล้ว 2 จาก 3 ตู้



ต่อมาเวลาประมาณ 15.00 น. ผู้เชี่ยวชาญสามารถเปิดตู้เซฟตู้แรกได้สำเร็จ แต่เจ้าหน้าที่ปิดตู้ไว้อย่างเดิมโดยไม่ได้ตรวจสอบทรัพย์สินภายในแต่อย่างใด เนื่องจากต้องรอเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายมาตรวจสอบพร้อมกันตามระเบียบขั้นตอน จากนั้นเจ้าหน้าที่พยายามเปิดตู้เซฟตู้ที่ 2 แต่ยังไม่สามารถเปิดออกได้ เนื่องตู้เซฟมีระบบนิรภัยแข็งแรง ต้องใช้ความพยายามและความเชี่ยวชาญอย่างมาก



เวลา 17.00 น.พล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ โฆษกตร. และรรท.ผบช.ก. เดินทางมาตรวจสอบบ้านที่ซุกซ่อนเซฟดังกล่าว โดยเปิดเผยว่า ตู้นิรภัยที่พบ 3 ตู้ เปิดได้ 2 ตู้ แต่ไม่พบทรัพย์สิน เพราะเป็นตู้ใหม่ ส่วนที่เหลืออีก 1 ใบ จะให้ทหารนำไปเก็บรักษา เพื่อดำเนินการเปิดต่อในวันพรุ่งนี้ เนื่องจากภายในบ้านไม่มีไฟฟ้า ส่วนบ้านหลังนี้ตรวจสอบเบื้องต้นเป็นของอดีตผบช.ก. คาดว่าดำเนินการสร้างเพื่อพักอาศัย ส่วนไม้มะค่าโมงแปรรูปที่พบกว่า 150 แผ่น เชื่อว่าเตรียมไว้เพื่อตกแต่งภายในบ้าน ส่วนทรัพย์สินอื่นๆ เชื่อว่ายังมีบางส่วนที่ยังถูกซุกซ่อนแต่คงมีจำนวนไม่มาก โดยวันนี้ยังพบไม้แปรรูปจำนวนหนึ่งซุกซ่อนอยู่ในคูน้ำที่โกดังเลขที่ 16/21 ถนนแจ้งวัฒนะ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี



รรท.ผบช.ก. กล่าวอีกว่า ก่อนหน้านี้ได้เข้าประชุมร่วมกับผบ.ตร. โดยผบ.ตร.เรียกประชุมชุดสืบสวนและคณะพนักงานสอบ สวนคดีพล.ต.ท.พงศ์พัฒน์และพวก โดยกำชับฝ่ายสืบสวนและสอบสวนประสานงานกันอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การทำงานเป็นเนื้อเดียว อย่างไรก็ตามในเร็วนี้ยังไม่มีการขออนุมัติหมายจับผู้ร่วมขบวนการเพิ่มเติม ส่วนการตรวจค้นที่พักที่ซุกซ่อนทรัพย์สินของพล.ต.ท.พงศ์พัฒน์นั้น ขณะนี้ตรวจค้นแล้วประมาณ 14 จุด ยังไม่มีเบาะแสที่ซุกซ่อนทรัพย์สินเพิ่มเติม



ตร.ในโพยส่วยเสี่ยโจ้แค่ 10 คน



พล.ต.ท.ประวุฒิกล่าวอีกว่า ส่วนเรื่องน้ำมันเถื่อนนั้น ขณะนี้อยู่ระหว่างสืบสวนสอบสวนจากรายชื่อที่ระบุในบัญชีจ่ายสินบนของเสี่ยโจ้ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชื่อเล่น มีทั้งตำรวจน้ำ และตำรวจท้องที่ จากการคัดรายชื่อตำรวจพบว่ามีประมาณ 10 กว่าคนเท่านั้น ซึ่งไม่ใช่ระดับนายพลตำรวจ 10 นายตามที่เป็นข่าว ส่วนที่ดูเหมือนมีการระบุชื่อจำนวนมาก ตรวจสอบแล้วชื่อซ้ำกัน ทั้งนี้ทั้งหมดต้องเรียกตัวมาสอบสวนอย่างเป็นธรรม ว่ามีการรับ จ่ายส่วน หรือไม่ อย่างไร



รรท.ผบช.ก กล่าวต่อว่า ส่วนรองโส และผกก.โย๊ะ ที่ผบ.ตร.ระบุถึง ยังไม่เรียกมาสอบสวน ทั้งนี้หากได้ตัวเสี่ยโจ้มาให้ข้อมูลจะ ดีมาก แต่หากไม่ได้ตัวก็ไม่เป็นไรสามารถสอบสวนในประเด็นการรับส่วยได้ โดยเหตุการณ์ที่กล่าวถึงการจ่ายส่วนนี้เกิดขึ้นช่วงพ.ศ. 2554-2555 ซึ่งมี พล.ต.ต.บุญสืบ ไพรเถื่อน เป็นผบก.ตำรวจน้ำ นอกจากนี้ผบ.ตร.ยังประกาศตั้งรางวัลนำจับเสี่ยโจ้ เป็นเงิน 1 ล้านบาท สำหรับผู้ชี้เบาะแสจนนำมาสู่การจับกุมดำเนินคดีได้ โดยเงินจำนวนนี้ได้มาจาก ผู้สนับสนุนกิจการตำรวจมอบให้ผบ.ตร.



ยังให้โอกาสพ.ต.ท.เด็กบิ๊กกิ๊ก



ที่บก.ป. พ.ต.อ.อัคราเดช พิมลศรี รองผบก.ป. รรท.ผบก.ป. กล่าวถึงกรณีพ.ต.ท.ทรงรักษ์ ขุนศรี รองผกก.6 บก.ป. ซึ่งหายตัวไปหลังจากรรท.ผบช.ก.มีหนังสือเรียกให้เข้ารายงานตัวว่า ขณะนี้ยังไม่สามารถติดต่อพ.ต.ท.ทรงรักษ์ได้ ไม่ว่าทางใด อย่างไรก็ตามตนมอบหมายพ.ต.อ.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ ผกก.6 บก.ป. ผู้บังคับบัญชาโดยตรง เร่งประสานติดต่อและเรียกตัวพ.ต.ท.ทรงรักษ์เข้ารายงานตัวกับตนโดยด่วน



ผู้สื่อข่าวถามว่ากำหนดระยะเวลาเข้ารายงานตัวหรือไม่ พ.ต.อ.อัคราเดชกล่าวว่า ตนยังคงให้เวลากับผู้ใต้บังคับบัญชา ได้ประสานเพื่อติดต่อพ.ต.ท.ทรงรักษ์อีกระยะก่อน แต่หากยังไม่เข้ามารายงานตัว หรือติดต่อไม่ได้ก็จะพิจารณาดำเนินการอีกครั้ง โดยจะรายงานผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้น



รายงานข่าวแจ้งว่า ก่อนหน้านี้ผู้บังคับบัญชามีคำสั่งให้พ.ต.ท.ทรงรักษ์ หรือรองเต่า มาปฏิบัติหน้าที่ที่กก.6 บก.ป. ซึ่งพ.ต.ท.ทรงรักษ์ยังมาปฏิบัติหน้าที่ และเซ็นชื่อเข้าทำงานตามปกติ แต่ภายหลังรรท.ผบช.ก.มีหมายเรียกให้เข้าพบตัว คาดว่าพ.ต.ท.ทรงรักษ์คงตกใจ และเกรงว่าจะต้องเกี่ยวพันกับกลุ่มผู้ต้องหาเครือข่ายของพล.ต.ท.พงศ์พัฒน์จึงหลบหนีไป ทั้งนี้พ.ต.ท.ทรงรักษ์ถือเป็นนายตำรวจฝีมือดีด้านการสืบสวนตามหลักพฤติกรรมศาสตร์ เคยผ่านการอบรมหลักสูตรของหน่วยงานสอบสวนกลางสหรัฐอเมริกา หรือเอฟบีไอ มีผลงานร่วมกับกองปราบฯจับกุมนายวิกเตอร์ บูธ สัญชาติรัสเซีย อดีตเคจีบี พ่อค้าอาวุธสงคราม ที่ทางการสหรัฐต้องการตัว, จับกุมนายสมชาย คุณปลื้ม หรือกำนันเป๊าะ คดีทุจริตจัดซื้อที่ดินเขาไม้แก้ว รวมทั้งคดีฆ่าเอาประกัน ฯลฯ



มท.ลบแล้วสกุล"อัครพงศ์ปรีชา"



รายงานข่าวระดับสูงจากกระทรวงมหาด ไทย เปิดเผยว่า ภายหลังมีหนังสือแจ้งยกเลิกชื่อสกุลพระราชทาน "อัครพงศ์ปรีชา" จากสำนักราชเลขานุการในพระองค์สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ส่งถึงกระทรวงมหาดไทย ล่าสุดกระทรวงมหาดไทยได้ดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายเรียบร้อยแล้ว โดยจัดทำทะเบียนราษฎรของผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด เปลี่ยนกลับไปใช้นามสกุลเดิมคือ "สุวะดี" เป็นที่เรียบร้อย



รายงานข่าวแจ้งอีกว่า กระทรวงมหาดไทยโดยสำนักทะเบียนราษฎร์ ได้ยกเลิกนามสกุล อัครพงศ์ปรีชา โดยผู้ที่ใช้นามสกุลนี้ทั้งหมดได้กลับไปใช้นามสกุลเดิมคือ สุวะดี โดยดำเนินการเปลี่ยนตั้งแต่วันที่ 29 พ.ย.ที่ผ่านมา ทั้งนี้เดิมทีผู้ที่ใช้นามสกุล สุวะดี ได้เปลี่ยน มาใช้ อัครพงศ์ปรีชา ตั้งแต่เมื่อปี 2545



กรมศิลป์ดูวัตถุโบราณของกลาง



วันเดียวกันที่ร.1 พัน.2 รอ. ถนนแจ้งวัฒนะ กทม. นายบวรเวท รุ่งรุจี อธิบดีกรมศิลปากร นำผู้เชี่ยวชาญด้านโบราณวัตถุและพิพิธภัณฑ์ และเจ้าหน้าที่กรมศิลปากร ประมาณ 20 คน เข้าตรวจสอบโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ ของกลางที่ยึดได้จากการจับกุมตัวพล.ต.ท.พงศ์พัฒน์และพวก



เจ้าหน้าที่กรมศิลปากรได้ตรวจจำแนกของกลางที่เป็นโบราณวัตถุและศิลปวัตถุออก จากกัน แต่ยังไม่เคลื่ยนย้ายของกลางที่เป็น โบราณวัถตุ ไปเก็บไว้คลังกลางพิพิธภัณฑ สถานแห่งชาติ ต.คลองห้า อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี ทั้งนี้กรมศิลปากรจะแถลงรายละเอียดในวันที่ 2 ธ.ค.



2 ส.อ.ยังไม่มอบตัวคดีอุ้มเสี่ย



เมื่อเวลา 14.30 น.ที่บก.น.5 พล.ต.ต.ภัคพงศ์ พงษ์เภตา รองผบช.น. ดูแลงานสอบสวน พร้อมด้วยพล.ต.ต.ชวลิต ประสพศิลป ผบก.น.5 ประชุมกับตำรวจสน.พระโขนง และสน.วัดพระยาไกร เพื่อติดตามคดีที่เกี่ยวข้องกับเครือญาติสนิทของพล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ นำโดย 3 ผู้ต้องหานามสกุลอัครพงศ์ปรีชา ซึ่งก่อคดีความผิดมาตรา 112 ความผิดฐานข่มขู่ กักขังหน่วงเหนี่ยว กรรโชกทรัพย์ลักษณะทวงหนี้และอุ้มตัวไปบังคับให้ลดหนี้



พล.ต.ต.ชวลิตเปิดเผยก่อนประชุมว่า ประชุมเพื่อติดตามความคืบหน้าคดีที่เกิดขึ้นหลังจากแบ่งหน้าที่การทำงานดูแลคดีต่างๆ ที่เกิดขึ้นในท้องที่สน.พระโขนงและสน.วัดพระยาไกร เบื้องต้นยังไม่ได้รับการประสานจากส.อ.ณธกร ยาศรี อายุ 29 ปี และส.อ. ธีรพงศ์ ช่อจำปี อายุ 28 ปี สองผู้ต้องหาที่ศาลออกหมายจับ ที่ติดต่อขอมอบตัวแต่อย่างใด ส่วนนายวิทยา หรือแท็ก เทศขุนทด อายุ 26 ปี ได้สั่งการให้ชุดสืบสวนบก.น.5 เร่งติดตามตัวอยู่



ประสานต้นสังกัดนำตัวมาส่ง



พล.ต.ต.ชวลิตกล่าวอีกว่า ส่วนการดำเนินคดีหรือแจ้งข้อกล่าวหานั้น เบื้องต้นทำหนังสือถึงหน่วยงานต้นสังกัดของผู้ต้องหาที่ถูกออกหมายจับทั้ง 2 รายแล้ว เพื่อขอให้เข้ามอบตัว โดยจะแจ้งข้อกล่าวหาดำเนินคดีตามปกติเหมือนบุคคลธรรมดาทั่วไป ส่วนผู้ต้องหา 2 รายที่ถูกจับกุมไปก่อนหน้านี้คือ นายชลัช โพธิราช อายุ 30 ปี และนายณัฐนันท์ ทานะเวช อายุ 24 ปี พนักงานสอบสวนสน.วัดพระยาไกร ควบคุมตัวไปฝากขังที่ศาลทหารกรุงเทพแล้ว



"ผู้ต้องหาที่ถูกดำเนินคดีที่สน.พระโขนงก่อนหน้านี้ 3 ราย คือ นายชากานต์ ภาคภูมิ อายุ 34 ปี นายณรงค์ อัครพงศ์ปรีชา อายุ 41 ปี นายณัฐพล อัครพงศ์ปรีชา อายุ 29 ปี ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีที่สน.วัดพระยาไกรด้วยนั้น พนักงานสอบสวนสน.วัดพระยาไกรจะขออายัดตัวเพื่อมาดำเนินคดีเพิ่มเติมอีกคดี" ผบก.น.5 กล่าว



ต่อมาพล.ต.ท.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล ผบช.น. เปิดเผยว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการประสานกับกองทัพว่าจะนำตัว 2 ผู้ต้องหาที่เป็นทหารเข้ามามอบตัวเมื่อใด ถ้าต้นสังกัดพร้อมน่าจะส่งเข้ามาเอง ซึ่งกองทัพให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ส่วนจะมีเจ้าหน้าที่ทหารมีส่วนพัวพันมากกว่านี้หรือไม่ ต้องดูผลการสอบสวน ซึ่งตำรวจดำเนินการตรงไปตรงมา ผิดว่าไปตามผิด



สำหรับส.อ.ณธกร ยาศรี และส.อ.ธีรพงศ์ ช่อจำปี คือ 2 ใน 8 ผู้ต้องหาที่ศาลทหารกรุงเทพ ออกหมายจับกรณีก่อเหตุขู่บังคับให้เจ้าหนี้ลดจำนวนหนี้กว่า 100 ล้านบาท ให้เหลือ 20 ล้านบาท ประกอบด้วย 1.นาย ชากานต์ หรือยูริ ภาคภูมิ อายุ 34 ปี 2.นายชลัช โพธิราช อายุ 30 ปี 3.นายวิทยา หรือแท็ก เทศขุนทด อายุ 26 ปี 4.ส.อ.ณธกร ยาศรี อายุ 29 ปี 5.ส.อ.ธีรพงศ์ ช่อจำปี อายุ 28 ปี 6.นายณัฐนันท์ ทานะเวช อายุ 24 ปี 7.นายณรงค์ หรือปื๊ด อัครพงศ์ปรีชา อายุ 41 ปี และ 8.นายณัฐพล อัครพงศ์ปรีชา อายุ 29 ปี โดยมีผู้ต้องหา 3 คนคือ นายชากานต์ นายณรงค์ และนายณัฐพล ถูกดำเนินคดีที่ก่อเหตุในพื้นที่สน.พระโขนง ไปก่อนหน้านี้ตั้งแต่วันที่ 28 พ.ย.ที่ผ่านมา ทั้งนี้ผู้ต้องหาที่นามสกุลอัครพงศ์ปรีชา เป็นเครือญาติสนิทของพล.ต.ท.พงศ์พัฒน์



โดยพฤติกรรมของผู้ต้องหาได้ข่มขู่และพยายามอุ้มตัวนายบัณฑิต โชติวิทยะกุล ผู้เสียหายเมื่อวันที่ 23 มิ.ย.ที่ผ่านมา เพื่อขอลดหนี้ที่นายนพพร ศุภพิพฒน์ ขอกู้ยืมกว่า 120 ล้านบาท ให้ลดหนี้เหลือ 20 ล้านบาท แต่ ผู้เสียหายไม่ยินยอมและมีปากเสียงกัน กระทั่งมีชาวบ้านในละแวกนั้นมามุงดู เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงเข้าควบคุมเหตุการณ์และเชิญตัวไปที่สน.วัดพระยาไกร ก่อนปล่อยตัวทั้งผู้ต้องหาและผู้เสียหาย จากนั้นได้ไปเจรจาประนอมหนี้ที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งย่านพุทธมณฑล มีการแอบอ้างเบื้องสูงและพยายามจะอุ้มตัว ผู้เสียหายอีกครั้ง จนกระทั่งผู้เสียหายเข้าแจ้งความนำมาสู่การติดตามจับกุมในเวลาต่อมา



ทหารประสานส่งตัว 2 ส.อ.ให้ตร.



เมื่อเวลา 19.00 น. ที่บช.น. พล.ต.ท. ประวุฒิ รรท.ผบช.ก. พร้อมด้วยทีมพนักงานสอบสวนสน.วัดพระยาไกร เตรียมรับตัว ผู้ต้องหาคดีกรรโชกทรัพย์ที่เหลืออีก 3 คน ภายหลังชุดสืบสวนนำโดยพล.ต.ต.สมบัติ มิลินทจินดา ผบก.สส.บช.น. ไปรับตัวนายวิทยา หรือแท็ก เทศขุนทด อายุ 26 ปี จากย่านทุ่งสองห้อง โดยผู้ต้องหาติดต่อขอมอบตัวผ่านสถานีโทรทัศน์แห่งหนึ่ง



พล.ต.ท.ประวุฒิกล่าวว่า ชุดสืบสวนนำตัวนายวิทยามามอบให้พนักงานสอบสวนสอบปากคำและแจ้งข้อกล่าวหา ส่วนผู้ต้องหาอีก 2 ราย คือ ส.อ.ณธกร ยาศรี และส.อ.ธีรพงศ์ ช่อจำปี ได้รับแจ้งจากนายทหารพระธรรมนูญว่า จะนำตัวมาส่งพนักงานสอบสวนภายในวันนี้เช่นกัน โดยภายหลังสอบปากคำและแจ้งข้อหาแล้ว นายทหารพระธรรมนูญจะรับตัวทหารทั้ง 2 นายกลับไปควบคุมตามระเบียบ



ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเจ้าหน้าที่นำนายวิทยามาถึงบช.น. ได้คุมตัวเข้าสอบสวนทันทีโดยมีพล.ต.ท.ประวุฒิ พร้อมด้วยพล.ต.ท. ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล ผบช.น. พล.ต.ต. ชาญเทพ เสสะเวช พล.ต.ต.ภัคพงศ์ พงษ์เภตรา รองผบช.น. ร่วมสอบสวน