เครื่องอิสริยาภรณ์ปัทมศรี อินเดียถวาย ‘พระสังฆราช’

เมื่อวันที่ 27 มิ.ย.2561 สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เสด็จลง ณ พระอุโบสถ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม เขตพระนคร กรุงเทพฯ ประทานพระวโรกาสให้ นายบัควันต์ สิงห์ บิชนอย เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอินเดียประจำประเทศไทย เฝ้าถวาย เครื่องอิสริยาภรณ์ ปัทมศรี ประจำปี 2561 จากรัฐบาลสาธารณรัฐอินเดีย ซึ่งเป็นหนึ่งในเครื่องอิสริยาภรณ์ที่สูงสุด เป็นลำดับที่ 4 ของสาธารณรัฐอินเดีย โดยถวายแด่สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ที่ทรงปฏิบัติพระกรณียกิจเป็นอเนกอนันต์ในด้านการเผยแผ่พระพุทธศาสนา และทรงทำคุณประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนาเป็นที่ประจักษ์ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ

สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ทรงวางพระองค์เป็นภิกษุสงฆ์ที่มั่นคงอยู่ในวิธีการศึกษาเล่าเรียนตามจารีตเดิม คือ การศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกธรรมและแผนกบาลี ผสานเข้ากับการศึกษาของภิกษุสงฆ์ในสมัยใหม่ คือ การศึกษาในรูปแบบมหาวิทยาลัยและเปิดโลกทัศน์การเผยแผ่สู่สากล โดยทรงเข้าอบรมพระธรรมทูตไปต่างประเทศเป็นรุ่นแรก อีกทั้ง สนพระทัยใฝ่ศึกษาด้านภาษาศาสตร์ ทรงศึกษาพิเศษภาคปฏิบัติการสื่อสารภาษาอังกฤษกับพระอาจารย์ชาวต่างชาติเพิ่มเติม ทำให้ทรงพระปรีชาสามารถ ในการทรงสนทนาภาษาอังกฤษได้อย่างคล่องแคล่วเป็นประโยชน์ต่อการเผยแผ่พระธรรมไปสู่มหาชน ทุกหมู่เหล่า

ทั้งนี้ รัฐบาลสาธารณรัฐอินเดีย มีการมอบเครื่องอิสริยาภรณ์ปัทม เมื่อปีพุทธศักราช 2497 แด่ผู้ที่มีผลงานดีเด่นในสาขาต่างๆ โดยประกาศรายชื่อผู้ได้รับเครื่องอิสริยาภรณ์ ก่อนถึงวันจัดงานเฉลิมฉลองการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ และการสถาปนาสาธารณรัฐอินเดียเป็นประจำทุกปี ซึ่งเครื่องอิสริยาภรณ์ปัทม แบ่งเป็น 3 ระดับ คือ ปัทมวิภูษัณ ปัทมภูษัณ และปัทมศรี

โอกาสนี้ สมเด็จพระสังฆราชประทานพระสัมโมทนียกถา ความตอนหนึ่งว่า “การที่ได้พบกับทุกท่านในวันนี้ ทำให้อาตมภาพย้อนระลึกถึงวันเวลาอันน่าประทับใจ ระหว่างที่ได้ศึกษาต่อ ณ มหาวิทยาลัยพาราณสี ประเทศอินเดีย อาตมภาพได้ใช้ชีวิต ศึกษาเล่าเรียนอยู่ ณ ที่นั้นนานแรมปี ประสบการณ์ที่ได้รับมาในครั้งกระนั้นยังมั่นคงถาวรอยู่ในความทรงจำเสมอมา ยิ่งไปกว่านั้น ยังทำให้หวนระลึกถึงสัมพันธไมตรีอันดีงามระหว่างไทยกับอินเดียที่มีต่อกันมาเนิ่นนานนับพันปี สายสัมพันธ์ทางพระพุทธศาสนาตลอดจนศิลปวัฒนธรรมของทั้งสองชาติ สามารถผูกผสานน้ำใจผู้คนทั้งสองดินแดนให้เชื่อมกันสนิทเสมือนญาติร่วมวงศ์สกุลเดียวกัน

ท่านทั้งหลายก็คงทราบดีอยู่แล้วว่า ในประเทศไทยมีชาวอินเดียและชาวไทยเชื้อสายอินเดียอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก เราทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นไทยหรือเป็นอินเดียต่างอยู่ร่วมกันได้ด้วยเมตตาธรรม ภายใต้พระบรมโพธิสมภารของพระมหากษัตริย์พระองค์เดียวกัน ทำให้ความแตกต่างทางเชื้อชาติ หรือศาสนา ไม่อาจเป็นอุปสรรคกีดขวางความสมัครสมานสามัคคี

สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน ณ ดินแดนชมพูทวีป อันเป็นถิ่นฐานของท่านทั้งหลาย แต่ธรรมะของพระพุทธองค์เป็นประทีปนำทางอันสว่างไสวขจรขจายไปทั่วสากลโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในราชอาณาจักรไทยนี้ได้ฉันใด น้ำใจไมตรีที่มวลมนุษยชาติมีต่อกัน ด้วยเมตตาธรรม อันเป็นคุณธรรมสำคัญประการหนึ่งที่พระพุทธองค์ทรงสั่งสอน ไว้ ย่อมเรืองรองสว่างไสวไปทั่วสากลโลก สามารถหยุดความขัดแย้งและภยันตรายจากความเบียดเบียนกันโดยไม่จำกัดดินแดน เชื้อชาติ ศาสนา และเผ่าพันธุ์ได้ ฉันนั้น

‘ปัทมะ’ นั้นแปลว่าดอกบัว เปรียบได้ดั่งปัญญาที่สามารถยังให้สรรพสัตว์หลุดพ้นจากโคลนตม จนเบิกบานเป็นผู้บริสุทธิ์ได้ ส่วน ‘ศรี’ ก็แปลว่าความเจริญ ความดีงาม อาตมภาพจึงขอท่านทั้งหลายจงร่วมกันอบรมเจริญปัญญาเพื่อขจัดความมืดบอดในจิตใจมนุษยชาติ เพื่อความเจริญงอกงามในความดี ดุจนาม ‘ปัทมศรี’ จักได้จรรโลงโลกนี้ให้งดงามไพบูลย์สืบไป”

บทความก่อนหน้านี้ญี่ปุ่นตายทะลุ 50หายครึ่งร้อย ฝนกระหน่ำดินถล่ม (มีคลิป)
บทความถัดไปเซาธ์เกต ยกย่องเลือดใหม่ ทีมชาติอังกฤษ – ยก พิกฟอร์ด ต้นแบบนายทวารโมเดิร์นฟุตบอล