ฮ่องกงโมเดล? :คอลัมน์ ใบตองแห้ง

โฆษกกระทรวงกลาโหมบอกว่าเงื่อนไขเมืองไทยต่างจากฮ่องกง จุดกระแสม็อบลงถนนไม่ได้ ไม่ควรผลักไสใครไปอยู่อีกฝั่ง ควรหันหน้าเข้าหากัน เปิดกว้างรับฟังความคิดเห็น

พูดดีจัง หลังเผด็จการมา 5 ปี ทหารไทยวันนี้ เปิดกว้างรับฟังความคิดเห็นแล้วหรือ เห็นแต่ปลุกความเกลียดชังคนคิดต่าง “หนักแผ่นดิน” ควบตำแหน่งในสภา แล้วว่าคนอื่น “กิเลสมนุษย์”

ไม่ทราบทหารมองม็อบฮ่องกงอย่างไร แต่ที่มาที่ไป เซอร์ไพรส์มากนะ ม็อบฮือต้านกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดน ซึ่งมีคนเดือดร้อนโดยตรงไม่กี่คน แต่มีคนไปชุมนุมร่วม 2 ล้าน เกือบหนึ่งในสามของประชากร

นอกจากกังวลว่าจะเสียความเป็นอิสระในระบบยุติธรรม ซึ่งส่งผลกระทบต่อการลงทุน คนฮ่องกงยังเหลืออด ต่อการรุกคืบของจีน ที่ต้องการทำลาย “หนึ่งประเทศ สองระบบ”

เมื่อ 5 ปีก่อนตอนม็อบร่มเหลือง คนยังไม่เยอะขนาดนี้ แต่ครั้งนี้เหมือนได้บทเรียนว่าถ้าไม่สู้ จีนจะยิ่งได้ใจ โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ซึ่งกังวลอนาคต ไปกันล้นหลามโดยไม่ต้องนัดหมาย ปิดหน้าปิดตาปิดบังตัวตน มีกฎหมายมั่นคงไซเบอร์ก็ดักไม่ได้

ใช่เลย คนไทยยังไม่เกิดจุดร่วมเหมือนคนฮ่องกง ซ้ำยังมีพวกสุดโต่ง ปกป้องประชาธิปไตยจอมปลอมหัวชนฝา แต่ถ้าเข้าสู่จุดเสื่อมสุด จนคนต่อต้านกว้างขวางมากมาย แล้วไม่สามารถเปลี่ยนรัฐบาลตามวิถีทางประชาธิปไตย ยุบสภาลาออกก็ยังมี 250 ส.ว.ตั้งเข้ามาใหม่ โดยอ้างว่าประชาชนลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญไปแล้ว

ก็ระวังไว้ว่า “ฮ่องกงโมเดล” ไม่จำเป็นต้องจุดชนวนจากเรื่องคอขาดบาดตาย เมื่อคนสั่งสมความไม่พอใจ ถึงจุดหนึ่ง อาจเป็นประเด็นอะไรก็ได้ ที่ทำให้บานปลาย

รัฐบาลสืบทอดอำนาจประยุทธ์ 2 เริ่มต้นจากจุดเสื่อม อย่างไม่เคยมีรัฐบาลไหนอยู่จุดนี้มาก่อน นักการเมืองก็เสื่อม ชาวบ้านมองว่าแก่งแย่งชิงตำแหน่งกันเพื่อผลประโยชน์ ต้องสยบผู้เรียกร้องด้วยผู้กองธรรมนัส มือกฎหมายก็เสื่อม พูดอะไรโดนจับได้ไล่ทัน โดนโห่ โดนเสียบประจาน รัฐมนตรีเพื่อนพ้องน้องพี่ ก็มีปัญหาภาพลักษณ์ มากกว่ามีผลงาน วุฒิสภา 250 คน นอกจากตั้งพวกตั้งญาติ ต่างตอบแทน ยังเป็นช่องโหว่เบ้อเร่อของ “ธรรมาธิปไตย” “หิริโอตตัปปะ” แบบสรรหากันเอง ตั้งมาเลือกตัวเอง กระทั่งเด็กมัธยมยังเห็นความไม่ชอบธรรม

ทั้งหมดนี้ มันรวมศูนย์ย้อนไปทำลายภาพลักษณ์ลุงคนดี ที่ดูเหมือนเป็นคนซื่อ ไม่มีเรื่องอื้อฉาวส่วนตัว แต่เต็มไปด้วยโทสะโมหะกับคนเห็นต่าง

ลุงอ้างว่ามาอย่างไรอย่าสนใจ ขอทำเพื่อประชาชน แต่หลักการประชาธิปไตยคือต้องได้อำนาจมาโดยชอบธรรม และใช้อำนาจโดยชอบธรรม ไม่มีข้อแรก ก็ไม่มีข้อหลัง เพราะกลัดกระดุมผิดตั้งแต่ต้น เป็นไปได้อย่างไรที่จะไม่ใช้อำนาจต่างตอบแทน หรือใช้อำนาจปกป้องความไม่ชอบธรรม ที่ทำให้ตัวเองได้อำนาจ

รัฐประหารได้อำนาจจากปืนก็ต้องซื้ออาวุธ เพิ่มอำนาจ เพิ่มงบกองทัพ ตั้งรัฐบาลได้จากการกวาดต้อนนักการเมืองโดยไม่มีอุดมการณ์อันเดียวกัน ก็ต้องตอบแทนผลประโยชน์

จุดอ่อนของรัฐบาลจึงเต็มไปหมด ตั้งแต่พวกพ้อง นักการเมือง วุฒิสภา ซึ่งยิ่งแห่ออกมาปกป้องกันเองจะยิ่งปลุกความไม่พอใจ ทั้งที่ คสช.มุ่งหวัง อาศัยฐานพรรคการเมืองมาค้ำการสืบทอดอำนาจ แต่ฐานเสียงพรรคการเมืองเองก็แตก นักการเมืองก็ถูกประณาม

ขณะที่กระแสไม่ยอมรับ ความไม่เชื่อถือ ขยายวงกว้างขึ้นๆ ไม่ใช่แค่พานนักเรียน ที่ไปหาว่ามีเบื้องหลังก็ยิ่งตอกย้ำเรียกแรงต้าน แค่จะขอความร่วมมือสำนักพิมพ์ส่งหนังสือมาพีอาร์ ยังไม่มีใครส่ง และได้เสียงชื่นชมสนั่น

ความไม่เชื่อถือในวันนี้ ไม่ใช่แค่รัฐบาล แต่รวมไปทั้งระบอบการปกครอง ระบบกฎหมาย องค์กรอิสระ ประชาชนไม่ยอมรับระบบเลือกตั้ง ที่ กกต.เพิ่งยอมรับว่าประกาศผลคะแนนผิด ที่ กกต.ใช้สูตรทศนิยมเปลี่ยนจำนวน ส.ส. ที่รัฐธรรมนูญอ้างว่ามาจากประชามติ ให้ 250 ส.ว.ตั้งนายกฯ

ระบบกฎหมายคือหลักสำคัญของประเทศ รัฐประหาร 2 ครั้งหลังไม่เพียงทำลายประชาธิปไตย แต่ทำลายกฎหมายจนย่อยยับ แล้วยังบอกว่าหมด ม.44 ก็จะพึ่งความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย

กฎหมายที่ใช้การตีความเปลี่ยนแปลงอำนาจ เจตนารมณ์ ผลเลือกตั้งของประชาชน ยังเหลือความเชื่อถืออะไร ลองถามคนไทย คดีการเมืองต่างๆ รู้หรือไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไร ร้อยทั้งร้อย เดาได้ทั้งนั้น

นี่อาจเป็นสาเหตุ ที่สังคมไทยไม่เกิด “14 ตุลาโมเดล” หรือ “พฤษภา 35 โมเดล” อีก เพราะฝ่ายประชาธิปไตยรู้แก่ใจว่าไล่ทหารอย่างเดียวไม่พอ มันเป็นปัญหาทั้งโครงสร้าง

เพียงแต่ระวัง “ฮ่องกงโมเดล” ที่จะเกิดโดยอุบัติเหตุ โดยความเหลืออดของประชาชน ไม่มีใครจงใจ ไม่มีแกนนำ เอาไว้ก็แล้วกัน

บทความก่อนหน้านี้จับคากุฏิ! พระ2รูป เมาเหล้าขาว ดื่มฉลองไม่ได้เจอกันนาน ขึ้นรถตร. ยังเก๋าท้าต่อยชาวบ้าน
บทความถัดไปเตือนคนไทยไปต่างประเทศ ระวังติดคุก เพราะเปิด ซิมมือถือ