ดารา ‘สลิ่ม’ :คอลัมน์ ใบตองแห้ง

ดารา ‘สลิ่ม’ :คอลัมน์ ใบตองแห้ง

สลิ่มแปลว่าอะไร ทำไมถึงรังเกียจกัน คงต้องไปถาม นักร้องดัง ที่รีบออกมาแก้ต่าง #ผมไม่สลิ่ม

นี่สะท้อนว่า คำว่า “สลิ่ม” เป็นที่รู้จักกว้างขวาง แต่มีภาพลักษณ์ในทางลบ กระทั่งรู้สึกว่า #คางทูม ตลก ก็ยังไม่คิดว่าเป็นการ bully และยังไม่อยากเป็น “สลิ่ม”

ดาราเซเลบส์มีสิทธิวิจารณ์การเมืองหรือไม่ ก็มีสิครับ ในฐานะประชาชนคนหนึ่ง เพียงแต่เมื่อแสดงทัศนะทาง การเมืองแล้ว คุณก็ต้องยอมรับผลที่ตามมา ว่าจะกระทบต่อความนิยมของคุณ ซึ่งไม่ได้สร้างมาจากการเมือง

พูดง่ายๆ การที่มีคนติดตาม IG เป็นแสนเป็นล้าน มันมาจาก ความนิยมชมชอบบทบาทการแสดงหรือการร้องเพลง แล้วแห่ ตามไปถึงการแต่งตัว ความสวยความหล่อ รีวิวขายครีม

แต่พอรีวิวการเมือง คุณก็ไม่ต่างจากประชาชนทั่วไป บางคนอาจแหลมคม บางคนอาจน่าทึ่ง แต่บางคนก็อาจไม่รู้อะไรเลย บางคนขายขี้เท่อ ถ้าไปโพสต์ในนามนาย ก. นาย ข. คงไม่มีคนสนใจ แต่นี่โพสต์ในฐานะดาราเซเลบส์ที่มีคนติดตาม มหาศาล แล้วจะปฏิเสธผลสะท้อนได้อย่างไร

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โผล่พรวดออกมา ก็กลายเป็นสนับสนุน ให้ท้ายการดักตบ “อีช่อ” ซึ่งไม่ใช่วิจารณ์การเมือง คุณไปหนุน ไปขำให้ดักตบใคร ไม่ว่านักการเมืองหรือดาราด้วยกัน ย่อมถูก สังคมประณาม และอาจถูกบอยคอตได้ทั้งสิ้น เพราะมันทำให้เห็นตัวตนอีกด้าน ที่ FC สะดุ้งว่าไม่เป็นอย่างที่คิด

เช่นเพิ่งพูดหลัดๆ ว่าการ bully เป็นสิ่งที่คนทำต้องอาย ตัวเอง มีปัญหาไม่รู้จะลงกับใครมาตั้งกลุ่มสร้างความเกลียดชัง แต่ตัวเธอกลับไปหนุนให้ทำอย่างนั้นกับคนอื่น?

การที่สังคมประณาม หรือวิจารณ์กลับ ก็ไม่ใช่ bully นะครับ ตราบใดที่ไม่ได้ล้ำเส้นไปขู่ตบ ขู่ทำร้าย หรือลามไปถึง ครอบครัว ขณะที่การแบนผลงาน ไม่ดูหนัง ไม่ดูคอนเสิร์ต ก็เป็นสิทธิของคนควักกระเป๋าสตางค์ เพราะคุณขายความนิยม เมื่อคนดูไม่สบายใจกับตัวตนของคุณ มันก็เหมือน ร้านอาหารอร่อยแต่เจ้าของปากเสีย หรือร้านอร่อยแต่แขวนนกหวีด 5 ปียังภาคภูมิใจ บางคนก็กลืนไม่ลง

พูดอย่างนี้ ดาราควรจะหุบปาก ไม่วิพากษ์วิจารณ์ใคร ทำตัวบ๊องแบ๊วสวยหล่อออกงานการกุศล ปลอดภัยที่สุด ใช่หรือเปล่า

ก็ต้องย้อนไปดูว่าส่วนใหญ่ที่โพล่งออกมา มันไม่ใช่การวิจารณ์ “ดักตบ” ไม่ใช่การแสดงความคิดเห็น ไม่เคยโพสต์การเมือง แต่จู่ๆ โผล่มาระบายความเกลียดชัง แม้แต่ดารา ที่โพสต์หนุนสืบทอดอำนาจ จนถูกบอยคอต ปัญหาก็น่าจะอยู่ ที่ถ้อยคำ ที่พาดพิงคนต้านสืบทอดอำนาจว่าเอาแต่กินเหล้าปาร์ตี้ทุกคืน

ดาราเซเลบส์ส่วนใหญ่แทบไม่เคยโพสต์ หรือออกมาให้สัมภาษณ์แสดงทัศนะทางการเมือง แต่จู่ๆ ก็โผล่มาขึ้นเวทีนกหวีด สะอกสะใจมือปืนป๊อปคอร์นยิงคนแก่

ในทางภววิสัย ก็ต้องบอกว่าการเมืองกับดาราไทยถูกทำให้เป็นของต้องห้ามมานาน กระทั่งจะวิจารณ์สังคมก็ไม่ได้ ถ้าจะพูดปัญหาสังคม ก็เตี๊ยมไว้แล้วโดยฝ่าย PR หรือเป็นโฆษณา CSR ต่างกับดาราฝรั่ง ที่แสดงสมองเรื่องการเมือง เรื่องสิทธิเสรีภาพ ประกาศตัวชัดหนุนพรรคไหน ต่อต้านหรือสนับสนุนนโยบายอะไร โดยเปิดเผย คนดูรับได้

บ้านเรา ญาญ่า ณเดชน์ พูดเรื่องการเมืองได้ที่ไหน ค่ายสั่ง รูดซิปปาก มีแต่ออกข่าวคู่จิ้น แล้วดารานักร้องแทบทุกราย ถ้าจะเป็นแบบอย่างก็ต้องต่อต้านยาเสพติด เลิกเหล้า เข้าวัด ฟังธรรม บลาๆๆ ถูกตีกรอบว่าต้องมีสมองแค่นี้เท่านั้น ทั้งที่น่าจะมีมากกว่า

คนเป็นศิลปินต้องมีความคิดสร้างสรรค์ มีความคิดเสรี คิดนอกกรอบ แหวกสิ่งเก่าซ้ำซาก เพื่อสร้างความแปลกใหม่ ศิลปินทั่วโลกจึงมักมีบทบาทเปลี่ยนแปลงสังคม เปลี่ยนขนบ สะท้อนออกทั้งผลงาน การแต่งตัว การใช้ชีวิต ไปถึงการเมือง การเคลื่อนไหวเรื่องต่างๆ

แต่ดาราไทยเป็นผู้นำแค่เสรีภาพทางการแต่งตัว การใช้ชีวิตหวือหวา ไม่ใช่ทางความคิดแปลกใหม่ นี่อาจเพราะวงการบันเทิงไทยยังจมอยู่ในระบบอุปถัมภ์ จะเป็นดารา นักร้องดัง ต้องพึ่งพิงเคารพนบนอบผู้หลักผู้ใหญ่ รายได้หลักก็มาจากสปอนเซอร์ ไม่ใช่ผลงาน จึงต้องทำตัวเป็นตุ๊กตา เข้าไว้ เป็นเด็กดีอ่อนน้อมในกรอบจารีตนิยม ไม่งั้นหากิน ไม่ได้ คนบันเทิงไทยถ้ามีความคิดความเป็นตัวของตัวเอง ก็ต้องไปอยู่นอกกระแส แบบอภิชาตพงศ์ ซึ่งทำได้สักกี่คน

ขณะเดียวกัน หนังละครไทยก็ถูกจำกัด จากกรอบเซ็นเซอร์ จากกรอบสังคม จากกรอบสปอนเซอร์ จนเสนอความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ ไม่ได้ ได้แต่ผลิตซ้ำเรื่องราวเก่าๆ เมียหลวง เมียน้อย คฤหาสน์หลังใหญ่ แทบไม่สะท้อนชีวิตคนร่วมสมัย คนทำงาน หรือปัญหาในโลกสมัยใหม่

จึงไม่ต้องแปลกใจ อยู่แบบนี้นานๆ ไป ดาราเซเลบส์ก็กลายเป็นอภิชนประเภทหนึ่งในสังคมอนุรักษนิยม

บทความก่อนหน้านี้กกพ. ทุ่ม 9 พันล้าน ตึงค่าเอฟทีงวดก.ย.-ธ.ค.62 รับครม.ใหม่ – ชี้ไม่ต้องการให้ค่าไฟซ้ำเติมเศรษฐกิจไทย
บทความถัดไปมิน-พีชญา ปลื้ม ร่วมงานแบรนด์ดังเมืองนอก เตรียมบินไม่หยุด มุ่งสายแฟชั่นเต็มตัว