สิงห์เอสเตทได้เวลาดันเอสโฮเทลเข้าตลาดหุ้นปลายปีนี้ เดินหน้าซื้อโรงแรมเป้าหมาย 1 หมื่นห้อง ใน 5 ปี

นายนริศ เชยกลิ่น ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) หรือ S เปิดเผยว่า บริษัทเตรียมขายหุ้นเพิ่มทุน บริษัท เอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท จำกัด (มหาชน) หรือ SHR ให้ประชาชนทั่วไป (ไอพีโอ) จำนวนกว่า 1,437.45 ล้านหุ้น ราคาพาร์ 5 บาท คิดเป็นกว่า 40% ของทุนจดทะเบียนชำระแล้ว โดยปัจจุบันราคาหุ้นทางบัญชี (book value) อยู่ที่หุ้นละ 5 บาทกว่า และหลังการขายหุ้นเพิ่มทุน S จะคงสัดส่วนการถือหุ้นใหญ่ SHR ไม่ต่ำกว่า 51%

ซึ่งความคืบหน้าล่าสุดบริษัท ได้ยื่นแบบแสดงรายการข้อมูลและร่างหนังสือชี้ชวน (ไฟล์ลิ่ง) SHR ต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) แล้ว ตั้งแต่เมื่อวันที่ 13 พ.ค.ที่ผ่านมา และคาดว่าก.ล.ต. จะพิจารณาแล้วเสร็จพร้อมอนุมัติขายหุ้นในปลายไตรมาส 3 และหุ้นจะเข้าซื้อขายได้ภายในไตรมาส 4 ปีนี้ ซึ่งเงินที่ได้จากการขายหุ้นครั้งนี้จะเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางการเงินให้กับ สิงห์ เอสเตท และเพิ่มความพร้อมในการลงทุนขยายธุรกิจในแหล่งท่องเที่ยวชั้นนำทั่วโลก ให้กับ เอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท ในรูปแบบของการซื้อกิจการโรงแรมเนื่องจากความเสี่ยงต่ำ และยังสามารถนำมาปรับปรุงเพื่อขยายห้องพักเพิ่มขึ้นเพื่อตอบสนองต่อโอกาสจากการเติบโตอย่างต่อเนื่องของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว เช่นปีนี้บริษัทจะมีการขยายห้องพักเพิ่มอีกแห่งละ 50 ห้อง ในโรงแรมเอาท์ริกเกอร์ ลากูน่า ภูเก็ต และ ประเทศฟิจิ โดยบริษัทมีเป้าหมายภาย 5 ปี นับตั้งแต่ปี 2563-2567 จะมีห้องพักโรงแรมทั้งสิ้น 10,000 ห้อง จากปัจจุบันที่มี 4,647 ห้อง จากโรงแรมทั้งสิ้น 39 แห่ง ซึ่งรวมโรงแรม 2 แห่ง ในโครงการครอสโรดส์ สาธารณรัฐมัลดีฟส์ ที่จะเปิดให้บริการในเดือนส.ค.นี้ ในขณะที่ปีที่ผ่านมา SHR มีกำไรประมาณ 450 ล้านบาท

ขณะเดียวกันบริษัทยังมีแผนขยายการลงทุนโครงการมิกซ์ยูส ประกอบไปด้วย โรงแรม 3.5-4 ดาว และอาคารชุดพักอาศัย ในเมืองย่างกุ้ง ประเทศเมียนมา ในรูปแบบของการร่วมทุนกับนักลงทุนท้องถิ่นซึ่งเป็นเจ้าของเหมืองหยกในเมียนมา โดยคาดว่าจะได้ข้อสรุปในปีนี้ นอกจากนี้ ยังสนใจลงทุนในเวียดนามด้วยเช่นกัน

สำหรับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ประเภทที่อยู่อาศัย โดยในปลายไตรมาส 3-4 ปีนี้ เตรียมเปิดขายคอนโดมิเนียม บริเวณซอยรางน้ำ เยื้องคิงเพาเวอร์ มูลค่า 4,500 ล้านบาท ซึ่งจะทำให้บริษัทมีโครงการที่อยู่อาศัยรอการขายรวม 15,000 ล้านบาท ในจำนวนนี้จะมีโครงการ สันติบุรี เดอะ เรสซิเดนเซส บ้านราคา 250 ล้านบาท ล่าสุดเหลือยอดขาย 20 ยูนิต จากทั้งหมด 26 ยูนิต รวมถึงขณะนี้ได้เริ่มก่อสร้างโครงการโอเอซิส เป็นอาคารสำนักงานและพื้นที่ค้าปลีกให้เช่า รวม 53,000 ตร.ม. มูลค่าการลงทุนกว่า 3,695 ล้านบาท ล่าสุดมีบริษัทไทยต้องการเช่าพื้นที่ทั้งอาคารแล้ว แต่บริษัทจะใช้พื้นที่ส่วนหนึ่งเป็นสำนักงานใหญ่สิงห์เอสเตทด้วย

“ไตรมาส 1 บริษัท มียอดรับรู้รายได้จากโอนคอนโด ดิ เอส อโศก กว่า 800 ล้านบาท ซึ่งยอมรับว่ามีลูกค้าคืนห้องประมาณ 10% ขณะที่ปัจจุบันบริษัทมียอดขายรอรับรู้รายได้รวม 12,000 ล้านบาท ซึ่งประมาณ 5,000-6,000 ล้านบาท จะรับรู้รายได้จากการโอนโครงการดิ เอส แอท สิงห์ คอมเพล็กซ์ ในปีนี้ และที่เหลือจะทยอยโอนในปีถัดไป ตลอดจนจะมีการนำห้องที่บริษัทเก็บไว้รอสร้างเสร็จประมาณ 22 ยูนิต มาทำตลาดอีกครั้ง โดยเชื่อมั่นว่าสถานการณ์ตลาดอสังหาฯ จะดีขึ้นหลังจากการเมืองมีเสถียรภาพขึ้น”นายนริศ กล่าว

บทความก่อนหน้านี้สัตว์ : สุนัขบ้านมีกล้ามเนื้อพิเศษ ใช้ทำสายตาออดอ้อนให้มนุษย์เอ็นดู
บทความถัดไปโตโยต้า กาซู เรซซิ่ง สร้างประวัติศาสตร์ คว้าอันดับ 3 ซิ่งโหด 24 ชม. ศึก ADAC