วิเคราะห์การเมือง : ปัจจัย รั้งดึง รวมพลังประชาชาติไทย ในทาง การเมือง

พลันที่ “สวนดุสิตโพล” สะท้อนสถานะพรรคอนาคตใหม่เป็นอันดับ 1 ของพรรคการเมืองใหม่ที่อยู่ในความสนใจของประชาชน ณ วันนี้ และตามมาด้วยพรรคพลังประชารัฐ

คำถามก็คือ ทำไมไม่ใช่ “พรรครวมพลังประชาชาติไทย”

คำถามนี้เท่ากับเป็นการให้เครดิตกับ นายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ และรวมถึง นายสุเทพ เทือกสุบรรณ โดยตรง

นั่นนะซิ ทำไมพรรครวมพลังประชาชาติไทยจึงไม่ติดกลุ่ม

ทั้งๆ ที่ชื่อเสียงและเกียรติภูมิ นายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ เหนือกว่าหลายคนในพรรคอนาคตใหม่หรือแม้กระทั่งพรรคพลังประชารัฐ

การตอบคำถามจึงมีความสำคัญ

ต้องยอมรับว่าการจัดตั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทยครั้งนี้ นายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ มีความจริงจังอย่างยิ่งยวด

อาจจะมากกว่าเมื่อครั้ง “พรรคมหาชน” ด้วยซ้ำ

เพราะไม่เพียงแต่จะนำเอา “ลูก” เข้ามาร่วม หากแต่ยังนำเอา “หลาน” เข้ามาเสริมเติมความแข็งแกร่งอย่างเต็มที่

เรียกได้ว่าตระกูล “เหล่าธรรมทัศน์” ทุ่มสุดตัว

ยิ่งในวันเปิดตัวพรรคที่มหาวิทยาลัยรังสิต ยิ่งโอ่อ่า อลังการ คึกคักด้วยเพื่อนมิตรมาให้การสนับสนุนอย่างอบอุ่น ยิ่งมากด้วยความมั่นใจ


แล้วเหตุใดจึงยังอยู่ในจุดอันเป็น “รอง”

กล่าวในแง่ประสบการณ์ทางการเมือง นายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ เหนือกว่า นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เหนือกว่า นายจวน ชูจันทร์ อย่างเด่นชัด

เพราะสั่งสมมาตั้งแต่ “พรรคจุฬาประชาชน”

ยิ่งกว่านั้น ยังได้เข้าไปเป็น “ดรีมทีม” คนหนึ่งภายในพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งมากด้วยความจัดเจน และเมื่อแยกตัวมาจัดพรรคมหาชน พร้อมกับ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ ยิ่งเพิ่มความอุดมสมบูรณ์

เมื่อสิ้น พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ ยังได้ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ

ชื่อเสียงของ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ จากพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อผนวกเข้ากับการแวดล้อมด้วยมวลมหาประชาชนก่อนรัฐประหารเดือนพฤษภาคม 2557 น่าจะทำให้รุ่งโรจน์โชติช่วง

ทำไมจึงยังสู้พรรคอนาคตใหม่ พรรคพลังประชารัฐ ไม่ได้

มีความจำเป็นที่ นายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ จะต้องนำเอาความรอบรู้และประสบการณ์ในทางการเมืองมาทบทวนอย่างจริงจังอีกครั้งว่าเป็นปัจจัยอะไร

เป็นปัจจัยอันเนื่องแต่ นายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ เอง

หรือว่าเป็นปัจจัยอันเนื่องแต่ชื่อเสียงและเกียรติภูมิที่ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ นำมามอบให้หลังสุด จึงทำให้พรรครวมพลังประชาชาติไทยยังไม่รุ่งเท่าที่ควร

ลองถาม นายประสาร มฤคพิทักษ์ อาจจะได้ “คำตอบ”