ครม. ใส่เงิน 1.61 หมื่นล้าน ฟื้นชีพไอแบงก์หลังขาดทุนหนักมาก จี้หาพันธมิตร

นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติใช้เงินของกองทุนพัฒนาระบบสถาบันการเงินเฉพาะกิจ วงเงิน 16,781.1 ล้านบาท เพื่อดำเนินการ 3 เรื่อง คือ เพิ่มทุนให้กับธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ไอแบงก์) วงเงิน 16,100 ล้านบาท จัดสรรให้กับธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เพื่อให้ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ นำไปจัดทำโครงการพัฒนาฐานข้อมูลอสังหาริมทรัพย์มือสอง 31.1 ล้านบาท และให้มูลนิธิเพื่อพัฒนาระบบสถาบันการเงินเฉพาะกิจ ไปดำเนินโครงการจัดตั้งสถาบันนวตกรรมและเทคโนโลยีทางการเงิน หรือสถาบันอินฟินอิทจำนวน 650 ล้านบาท ซึ่งปัจจุบันฐานะกองทุนล่าสุดเมื่อวันที่ 31 ก.ค. 2561 อยู่ที่ 21,890.90 ล้านบาท

นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ โฆษกประจำตัวรองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ครม.มีมติอนุมัติการใช้เงินของกองทุนพัฒนาระบบสถาบันการเงินเฉพาะกิจ เพื่อการเพิ่มทุนของไอแบงค์ จำนวน 16,100 ล้านบาท จากเดิมอนุมัติไว้แล้ว 2,000 ล้านบาท รวมวงเงินเพิ่มทุน 18,100 ล้านบาท ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการปรับโครงสร้างทางการเงิน เพื่อแก้ไขปัญหาของธนาคารอิสลามฯ ที่เป็นไปตามมติของคณะกรรมการนโยบายและกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ (คนร.) ที่จะต้องมีการปรับโครงสร้างทางการเงิน ปรับโครงสร้างทางธุรกิจ และการหาพันธมิตรเพื่อร่วมลงทุน

ทั้งนี้ ครม. ยังได้อนุมัติให้กระทรวงการคลังถือหุ้นภายหลังการเพิ่มทุนในสัดส่วน 99.71% จากเดิมถือได้ไม่เกิน 49% ของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมด และกระทรวงการคลังจะลดสัดส่วนการถือหุ้นลงเมื่อธนาคารอิสลามฯ สามารถกระจายหุ้น หรือสรรหาพันธมิตรร่วมลงทุนได้แล้ว โดยคณะกรรมการกองทุนฯ ได้ให้ความเห็นเพิ่มเติมโดยขอให้ธนาคารอิสลามฯ ดำเนินการสรรหาพันธมิตรควบคู่กับการปรับโครงสร้างทางการเงินโดยการเพิ่มทุน และเร่งเจรจาหาพันธมิตรให้เสร็จโดยเร็ว เพื่อให้พันธมิตรเข้าร่วมลงทุนและเข้าร่วมปรับปรุงการบริหารจัดการภายในของธนาคารอิสลามฯ ด้วย

สำหรับคาดการณ์สถานการณ์หลังการเพิ่มทุน ไอแบงค์คาดว่าหากสามารถดำเนินการเพิ่มทุนได้ภายในปีนี้ และมีการปรับโครงสร้างธุรกิจ เมื่อปี 2557 ผลประกอบการขาดทุน 9,500 ล้านบาท ,ปี 2558 ขาดทุน 4,600 ล้านบาท, ปี 2559 ขาดทุน 3,500 ล้านบาท, ปี 2560 ขาดทุนเกือบ 3,000 ล้านบาท โดยปี 2560 เงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS Ratio) ติดลบ 53% หลังเพิ่มทุน ปี 2561 จะมีกำไร 828 ล้านบาท, ปี2562 จะมีกำไรประมาณ 1,300 ล้านบาท, ปี 2563 จะมีกำไรประมาณ 2000 ล้านบาท, ปี 2564 จะมีกำไรประมาณ 2,800 ล้านบาท และปี 2565 จะมีกำไรประมาณ 3900 ล้านบาท และ BIS Ratio อยู่ที่ 8.5% ตามหลักเกณฑ์การกำกับดูแลของธนาคารแห่งประเทศไทย

นอกจากนี้ หลังจากการเพิ่มทุนแล้ว กำหนดให้หน่วยงานผู้ถือหุ้น และ คนร. วัดผลการดำเนินงานของไอแบงค์ ให้ครอบคลุม 4 ปัจจัย คือ 1. ความสามารถในการหารายได้หรือความสามารถในการทำกำไร 2. ประสิทธิภาพในการดำเนินงาน 3. ความเสี่ยงของพอร์ตหรือคุณภาพสินเชื่อ และ 4. สัดส่วนหนี้เมื่อเทียบกับทุน และรายงานผลตามตัวชี้วัดดังกล่าวให้กองทุนฯ ทราบเป็นประจำทุกไตรมาส

นายณัฐพร กล่าวต่อว่า ครม. ยังอนุมัติงบกองทุนพัฒนาระบบสถาบันการเงินเฉพาะกิจให้ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธ.อ.ส.) เพื่อให้ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ดำเนินการตามข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ 31.1 ล้านบาท เพื่อนำไปสร้างระบบฐานข้อมูลบ้านมือ 2, บ้านรอการขาย ของสถานบันการเงินเฉพาะกิจให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน เพื่อเป็นตลาดกลางในการซื้อขายในรูปแบบตลาดดิจิตอล ในระยะเวลา 60 เดือน โดยจะประเมินผลสัมฤทธิ์ ทุก 12 เดือน

โครงการนี้จะเป็นประโยชน์ทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย สามารถเข้าถึงข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ของสถ่าบันการเงินเฉพาะกิจทั้งหมด ทำให้มีสภาพคล่องและขายอสังหาริมทรัพย์ได้เร็วขึ้น ลดค่าใช้จ่ายในการประชาสัมพันธ์การซื้อขายทรัพย์ของแต่ละหน่วยงาน และใช้เป็นข้อมูลบิ๊กดาต้า เพื่อวิเคราะห์ตลาดอสังหาริมทรัพย์และวางแผนการทำงานในอนาคต