เงินบาทเคลื่อนไหวในกรอบแคบใกล้แนว 30.15 บาท ขณะที่หุ้นไทยกลับมาปิดใกล้เคียงสัปดาห์ก่อน

บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด สรุปภาวะตลาดเงินตลาดทุนรายสัปดาห์ (28 ต.ค.-1 พ.ย. 2562) สรุปความเคลื่อนไหวของค่าเงินบาท เงินบาทเคลื่อนไหวในกรอบแคบๆ ใกล้แนว 30.15 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับแข็งค่าสุดในรอบกว่า 6 ปีที่ทำไว้ในช่วงก่อนหน้านี้ โดยเงินบาทอ่อนค่าลงช่วงสั้นๆ ต้นสัปดาห์ สอดคล้องกับแรงขายเงินเยนซึ่งเป็นสกุลเงินปลอดภัย หลังมีรายงานข่าวระบุว่า สหรัฐและจีนใกล้ที่จะบรรลุดีลการค้าเบื้องต้นระหว่างกัน อย่างไรก็ดี เงินบาททยอยแข็งค่าขึ้นในช่วงต่อมา ขณะที่เงินดอลลาร์ เผชิญแรงเทขายต่อเนื่องหลังการประชุมเฟด ซึ่งมีมติปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐ เป็นครั้งที่ 3 ของปีนี้ตามที่ตลาดคาดลงมาที่กรอบ 1.50-1.75% นอกจากนี้ เงินดอลลาร์ ยังมีปัจจัยลบจากข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐ ที่ออกมาอ่อนแอกว่าที่ตลาดคาดด้วยเช่นกัน ในวันศุกร์ (1 พ.ย.) เงินบาทอยู่ที่ 30.16 บาทต่อดอลลาร์ เทียบกับระดับ 30.17 บาทต่อดอลลาร์ ในวันศุกร์ก่อนหน้า (25 ต.ค.)

สำหรับสัปดาห์ถัดไป (4-8 พ.ย.) ธนาคารกสิกรไทยประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทที่ 30.00-30.40 บาทต่อดอลลาร์ โดยปัจจัยในประเทศที่สำคัญ ได้แก่ ผลการประชุมนโยบายการเงิน คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ขณะที่ปัจจัยต่างประเทศที่ตลาดรอติดตาม ประกอบด้วย สถานการณ์การเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐ-จีน สัญญาณทิศทางดอกเบี้ยของเจ้าหน้าที่ระดับสูงของเฟด และความคืบหน้าของเรื่อง BREXIT ส่วนตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐ ที่สำคัญ ได้แก่ ยอดสั่งซื้อภาคโรงงานเดือนก.ย. ดัชนี PMI และ ISM ภาคบริการเดือนต.ค. ตลอดจนดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนพ.ย. (เบื้องต้น)

สรุปความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นไทย ดัชนีตลาดหุ้นไทยร่วงลงช่วงปลายสัปดาห์ โดยดัชนี SET ปิดที่ระดับ 1,592.52 จุด ลดลง 0.05% จากสัปดาห์ก่อน ขณะที่มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 57,344.44 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.12% จากสัปดาห์ก่อน ส่วนตลาดหลักทรัพย์ mai ลดลง 0.87% จากสัปดาห์ก่อน มาปิดที่ 323.37 จุด

ตลาดหุ้นไทยเผชิญแรงขายในช่วงต้นสัปดาห์ท่ามกลางความกังวลต่อแนวโน้มเศรษฐกิจในประเทศ หลังสศค.ปรับลดตัวเลขจีดีพีของไทยในปีนี้ลง อย่างไรก็ดี ดัชนีฯ ดีดตัวขึ้นช่วงกลางสัปดาห์ ตามแรงซื้อคืนหุ้นกลุ่มธนาคารหลังจากที่ถูกเทขายไปก่อนหน้านี้ ก่อนจะร่วงลงอีกครั้งช่วงปลายสัปดาห์ท่ามกลางความกังวลต่อแนวโน้มการทำข้อตกลงการค้าสหรัฐ-จีน สัญญาณที่อ่อนแอของเศรษฐกิจในประเทศ ตลอดจนแรงขายสุทธิหุ้นไทยของนักลงทุนต่างชาติ

สำหรับสัปดาห์ถัดไป (4-8 พ.ย.) บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด มองว่า ดัชนีหุ้นไทยมีแนวรับที่ 1,585 และ 1,570 จุด ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 1,610 และ 1,620 จุด ตามลำดับ โดยปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม คงได้แก่ ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในไตรมาส 3/2562 การประชุมนโยบายการเงินของกนง. (6 พ.ย.) ประเด็นการทำข้อตกลงการค้าสหรัฐ-จีน สถานการณ์ BREXIT รวมถึงถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่ระดับสูงของเฟด ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐ ที่สำคัญ ได้แก่ ดัชนี PMI ภาคบริการเดือนต.ค. ขณะที่ ปัจจัยต่างประเทศที่สำคัญอื่นๆ ได้แก่ รายงานการประชุมนโยบายการเงินของ BOJ รวมถึงดัชนี PMI Composite เดือนต.ค.ของยูโรโซนและญี่ปุ่น

บทความก่อนหน้านี้คุมตัวแม่มณี ถึงอุดรฯ สอบเครียด ค้านประกัน ลูกแชร์แจ้งความ 8 วันยอดทะลุร้อยล้าน
บทความถัดไปนครบาลฝึกทบทวนภารกิจอารักขาบุคคลสำคัญ “ผบช.น.”ติดยศตร.ใหม่‘อคฝ.’ 620 นาย