เงินบาทอ่อนค่าสุดรอบ 3 สัปดาห์ ขณะที่หุ้นไทยฟื้นขึ้นตามความหวังต่อข้อตกลงการค้าสหรัฐ-จีน

บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด สรุปภาวะตลาดเงินตลาดทุนรายสัปดาห์ (4-8 พ.ย.2562) สรุปความเคลื่อนไหวของค่าเงินบาท เงินบาทอ่อนค่าสุดในรอบ 3 สัปดาห์ที่ระดับ 30.43 บาทต่อดอลลาร์ เงินบาททยอยอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่อง โดยเผชิญแรงขายเพิ่มมากขึ้นตั้งแต่ในช่วงกลางสัปดาห์จากมติ กนง. ที่มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยมาที่ 1.25% ซึ่งเกิดขึ้นในจังหวะเดียวกับการประกาศปรับปรุงเกณฑ์เพื่อเอื้อให้เงินทุนไหลออกของธปท. นอกจากนี้ การอ่อนค่าของเงินบาทยังเป็นทิศทางที่สอดคล้องกับสกุลเงินและสินทรัพย์ปลอดภัยอื่นๆ อาทิ เงินเยนและทองคำ ท่ามกลางสัญญาณบวกจากการบรรลุข้อตกลงทางการค้าเฟสแรกระหว่างสหรัฐ และจีน ในวันศุกร์ (8 พ.ย.) เงินบาทอยู่ที่ 30.36 บาทต่อดอลลาร์ หลังแตะระดับอ่อนค่าสุดในรอบ 3 สัปดาห์ที่ 30.43 บาทต่อดอลลาร์ ในระหว่างสัปดาห์ เทียบกับระดับ 30.17 บาทต่อดอลลาร์ ในวันศุกร์ก่อนหน้า (1 พ.ย.)

สำหรับสัปดาห์ถัดไป (11-15 พ.ย.) ธนาคารกสิกรไทยประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทที่ 30.20-30.50 บาทต่อดอลลาร์ โดยปัจจัยที่ตลาดรอติดตาม ประกอบด้วย การแถลงต่อสภาคองเกรสเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจสหรัฐ ของประธานเฟด มุมมองเกี่ยวกับทิศทางดอกเบี้ยจากเจ้าหน้าที่ระดับสูงของเฟด สถานการณ์การเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐ-จีน และข้อมูลเศรษฐกิจเดือนต.ค.ของจีน ส่วนตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐ ที่สำคัญ ได้แก่ ดัชนีราคาผู้บริโภค ดัชนีราคาผู้ผลิต ยอดค้าปลีก ดัชนีราคาสินค้านำเข้า-ส่งออก และผลผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือนต.ค. และผลสำรวจกิจกรรมภาคการผลิตของเฟดสาขานิวยอร์กเดือนพ.ย.

สรุปความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นไทย ดัชนีตลาดหุ้นไทยเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อน โดยดัชนี SET ปิดที่ระดับ 1,637.85 จุด เพิ่มขึ้น 2.85% จากสัปดาห์ก่อน ขณะที่มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 59,041.52 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.96% จากสัปดาห์ก่อน ส่วนตลาดหลักทรัพย์ mai เพิ่มขึ้น 2.86% จากสัปดาห์ก่อน มาปิดที่ 332.63 จุด

ตลาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้นช่วงต้นสัปดาห์ ด้วยแรงซื้อจากกลุ่มนักลงทุนสถาบัน ขานรับความคาดหวังต่อโอกาสในการทำข้อตกลงการค้าสหรัฐ-จีนภายในเดือนนี้ ก่อนจะย่อตัวลงช่วงสั้นๆ กลางสัปดาห์ หลังกนง. มีมติปรับลดดอกเบี้ยลง ทั้งนี้ ดัชนีฯ ดีดตัวขึ้นอีกครั้งในเวลาต่อมา หลังกระทรวงพาณิชย์จีนเปิดเผยว่าจีนและสหรัฐ ตกลงจะทยอยยกเลิกการเก็บภาษีสินค้านำเข้าระหว่างกัน แต่ช่วงบวกดังกล่าวยังเป็นไปในกรอบจำกัดในช่วงปลายสัปดาห์ เนื่องจากยังคงมีความไม่ชัดเจนเกี่ยวกับรายละเอียดและช่วงเวลาการลงนามข้อตกลงทางการค้าระหว่าง 2 ประเทศ

สำหรับสัปดาห์ถัดไป (11-15 พ.ย.) บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด มองว่า ดัชนีหุ้นไทยมีแนวรับที่ 1,620 และ 1,610 จุด ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 1,650 และ 1,665 จุด ตามลำดับ โดยปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม คงได้แก่ ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในไตรมาส 3/62 ความคืบหน้าของการทำข้อตกลงการค้าสหรัฐ-จีน สถานการณ์ BREXIT รวมถึงถ้อยแถลงของประธานเฟดและเจ้าหน้าที่ระดับสูงของเฟด ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐ ที่สำคัญ ได้แก่ ดัชนีราคาผู้บริโภค ดัชนีราคาผู้ผลิต ยอดค้าปลีก และผลผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือนต.ค. ขณะที่ ปัจจัยต่างประเทศที่สำคัญอื่นๆ ได้แก่ ตัวเลขจีดีพีไตรมาส 3/62 ของยูโรโซน และญี่ปุ่น ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือนก.ย.ของยูโรโซน ดัชนีราคาผู้ผลิตเดือนต.ค.ของญี่ปุ่น ตลอดข้อมูลเศรษฐกิจเดือนต.ค.ของจีน

บทความก่อนหน้านี้กุนซือปืนเผย ชากา ปฏิเสธลงสนามให้ทีม – รับคลุมเครือจะยังได้เล่นอีกหรือไม่
บทความถัดไปสาวเดือด ซักผ้าทิ้งไว้ไม่ทันได้ตาก โดนฉกหมดเครื่อง อึ้งเหยื่ออีกเพียบ