สถ.จับมือภาคี รณรงค์‘สงกรานต์ปลอดภัย’ จัดโซนนิ่งปลอดเหล้า เฝ้าระวังการคุกคามทางเพศ

เมื่อวันที่ 5 เม.ย. ที่กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น(สถ.) กระทรวงมหาดไทย แถลงข่าว“สงกรานต์ ปลอดภัย ปลอดเหล้า ไม่คุกคาม” ร่วมกับมูลนิธิหญิงชายก้าวไกลและเครือข่าย นายเลิศปัญญา บูรณบัณฑิต อธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว นายวิษณุ ศรีทะวงศ์ ผู้จัดการแผนนโยบายสาธารณะ สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า นพ.สุนทร สุนทรชีพ รองผอ.สำนักอนามัย กทม. พล.ต.ต.มนตรี ยิ้มแย้ม รองผบช.น. และดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

นายสุทธิพงษ์ กล่าวว่า สถ.ได้รับนโยบายจากพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย และนายฉัตรชัย พรหมเลิศ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ให้มีส่วนร่วมทำให้สงกรานต์ปีนี้เป็นสงกรานต์ที่ปลอดภัย โดยสั่งการ อปท. ทั้ง 7,852 แห่ง ให้ความร่วมมือ สนับสนุนอาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน (อปพร.) หรืออาสาสมัครทุกรูปแบบ ในการอำนวยความสะดวกและช่วยเหลือประชาชน ให้ปลอดภัย สะดวกสบาย รวมถึงจัดเจ้าหน้าที่ รับแจ้งเหตุต่างๆ เพื่อป้องปรามการคุกคามทางเพศ พร้อมประชาสัมพันธ์รณรงค์ไม่ให้มีการคุกคามทางเพศ ช่วยดูแลรักษาความสงบเรียบร้อย และความปลอดภัยให้แก่นักท่องเที่ยว ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ


นอกจากนั้นได้พิจารณาจัดพื้นที่เฉพาะสำหรับเล่นน้ำสงกรานต์ที่มีความปลอดภัยและปลอดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด หรือโซนนิ่ง และสถานที่จัดงานเฉลิมฉลองรื่นเริงทุกแห่ง เพื่อป้องปรามการกระทำความผิดตามกฎหมาย สร้างความมั่นใจและสร้างภาพลักษณ์ที่ดีแก่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ รวมถึงขอความร่วมมือร้านค้า งดจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์บริเวณข้างทาง ในสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงและในสถานที่ที่กฎหมายกำหนด ห้ามจำหน่ายให้กับบุคคลที่มีอายุต่ำกว่า 20 ปี และในเวลาห้ามจำหน่าย และขอความร่วมมือผู้จัดงานเทศกาลสงกรานต์ในพื้นที่ งดจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในบริเวณจัดงาน และรณรงค์ขอความร่วมมือนักท่องเที่ยวแต่งกายให้เหมาะสม ไม่ล่อแหลมต่อการถูกคุกคามทางเพศ

นายสุทธิพงษ์ กล่าวว่า ทั้งนี้ ได้กำชับสถ.ดูแลความปลอดภัยของถนนสายรอง พร้อมขอให้ผู้บริหาร อปท. และผู้นำท้องถิ่น รณรงค์ในเรื่องความเป็นไทย สนับสนุนและช่วยขับเคลื่อนการแต่งกายนิยมไทย โดยสวมใส่ผ้าไทย อย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 วัน เพื่อรักษาภูมิปัญญาผ้าไทยของบรรพบุรุษไทย สืบสานวัฒนธรรมไทยด้วยการสวมใส่ผ้าไทย และยังส่งเสริมการสร้างอาชีพให้กับผู้ที่มีความรู้ความสามารถในการทอผ้าไทยพื้นเมืองให้ยังคงอยู่ต่อไป ส่งผลดีต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของไทยด้วย