สนช.ผ่านร่างกม.เก็บภาษีคนขายของออนไลน์ รับเงินโอน3พันครั้งต่อปี..โดนสรรพากรสอบ

 สนช.ผ่านร่างกม. เก็บภาษีคนขายของออนไลน์ รับเงินโอน3พันครั้งต่อปี..โดนสรรพากรสอบ

เมื่อวันที่ 4 ธ.ค. ที่รัฐสภา การประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่มีนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานสนช. คนที่ 1 เป็นประธานการประชุม ได้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่….) พ.ศ….. เพื่อแก้ไขเพิ่มเติมประเด็นว่าด้วยการชำระเงินภาษีผ่านทางช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ และการแจ้งรายละเอียดของบุคคล และนิติบุคคล ที่มีความเคลื่อนไหวทางบัญชีรับโอน และฝากเงินเกิน 3,000 ครั้งต่อปี หรือการฝากหรือรับโอนเงิน 200 ครั้ง รวมมูลค่า 2 ล้านบาทขึ้นไปต่อปี เพื่อให้กรมสรรพากรตรวจสอบ และนำไปสู่การเก็บภาษีได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในวาระ 2 และวาระ 3

ทั้งนี้ นายวิสุทธิ์ ศรีสุพรรณ รมช.คลัง ในฐานะประธาน กมธ. ยืนยันว่า ไม่ใช่การบังคับจนเกินไป แต่เพื่อให้การเก็บภาษีเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ตามที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ระบุให้กรมสรรพากรพิจารณาการจัดเก็บภาษีที่ยั่งยืน และไม่สร้างภาระทางภาษีในอนาคต รวมถึงต้องการยกระดับธุรกิจแบบเอสเอ็มอีด้วย

“ร่างกฎหมายฉบับนี้ไม่ได้เจาะจงเก็บภาษีเฉพาะผู้ค้าออนไลน์เท่านั้น แต่ยังเป็นการเพิ่มการจัดเก็บภาษีที่มีประสิทธิภาพ เพราะจากตัวเลขของกลุ่มที่ใช้แรงงาน อายุ 30–39 ปี ที่มี 10.7 ล้านคน พบว่าเป็นผู้มีเงินเดือนประจำ 8.2 ล้านคน ยื่นเสียภาษี 5.2 แสนราย และไม่มีระบบเงินเดือน 2.5 ล้านคน ยื่นเสียภาษี 3.1 แสนคน ขณะที่ส่วนนิติบุคคลที่เสียภาษี มี 6.4 แสนราย และยื่นแบบเสียภาษีเพียง 4.2 แสนราย ทำให้สร้างภาระทางการคลัง ดังนั้น ผมยืนยันว่าร่างกฎหมายนี้ไม่ส่งผลกระทบต่อการใช้เงินสดของประชาชน อีกทั้งผลดีของร่างกฎหมายคือช่วยตรวจสอบ และป้องปรามกลุ่มธุรกิจสีเทาได้ด้วย” นายวิสุทธิ์กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมดังกล่าว สนช. ได้แสดงความเห็นคัดค้าน และขอให้แก้ไขสาระเพิ่มเติม เนื่องจากการรับฟังความเห็นประชาชนไม่ทั่วถึง และเนื้อหาสร้างภาระเกินความจำเป็น รวมถึงขาดหลักเกณฑ์รายละเอียดที่ชัดเจน ทำให้อาจกระทบกับ สนช. ที่ได้รับเงินโอนจากค่าเบี้ยประชุม หรือรายได้อื่น เช่น เงินทำบุญทอดกฐิน ก็ได้รับผลกระทบไปด้วย

 ทั้งนี้ นายวรพล โสคติยานุรักษ์ สนช. อภิปรายคัดค้านหลักเกณฑ์ว่าด้วยเรื่องการแจ้งรายการความเคลื่อนไหวทางบัญชี พร้อมมองว่ารัฐใช้อำนาจ และสร้างภาระเกินความจำเป็น ทั้งที่ตามกฎหมายที่มีผลบังคับใช้สามารถตรวจสอบรายละเอียด และความเคลื่อนไหวทางการเงินได้ ขณะเดียวกันการรับฟังความเห็นต่อร่างกฎหมาย ผ่านทางเว็บไซต์ ยังไม่กว้างขวาง และพบประชาชนที่ให้ความเห็นคัดค้านกว่า 300 ราย

“ผมเชื่อว่าร่างกฎหมายนี้กระทบทุกภาคส่วน รวมถึงสนช.ที่ปัจจุบันมีการรับค่าธรรมเนียม และค่าเบี้ยประชุมผ่านการโอนเงิน กว่า 200 ครั้งใน 1 ปี ดังนั้น การให้รายงานว่าใครก็ตามที่ได้โอนเงินเข้าบัญชีต้องถูกบันทึกไว้หมด เท่ากับการกวาดคนทั้งหมดเข้าระบบนี้ ทั้งที่หน้าที่สำคัญคือ ต้องตรวจสอบคนที่ไม่ยอมเสียภาษี ดังนั้น ผมขอให้ทบทวน โดยเฉพาะการเพิ่มความถี่เรื่องการฝากหรือโอนเงินที่มากกว่า 200 รายการมูลค่ารวม 2 ล้านบาท” นายวรพลกล่าว

นายวรพลอภิปรายด้วยว่า วันนี้ ( 4 ธ.ค.) ตนได้รับหนังสือด่วนจากสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย และสมาคมบริษัทจัดการการลงทุน ถึงประธานสนช. ที่ได้รับผลกระทบจากร่างกฎหมายดังกล่าวที่ต้องติดตามรายการที่กฎหมายกำหนด เพราะต้องเตรียมความพร้อมในหลายด้าน

ขณะที่ นายตวง อันทะไชย สนช. คัดค้านเช่นเดียวกัน พร้อมระบุว่าสนช. อาจจะเข้าข่ายถูกตรวจสอบด้วย เพราะปัจจุบันพบว่า เบี้ยประชุม รวมถึงเงินทำบุญกฐิน ยังรับโอนผ่านบัญชีธนาคาร

ด้าน นายศิริพล ยอดเมืองเจริญ สนช. ในฐานะกมธ. ชี้แจงและยืนยันถึงสาระสำคัญของเนื้อหา ว่าเป็นการเพิ่มช่องทางชำระภาษีผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์ทุกประเภท

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การถกเถียงยังไม่ได้ข้อสรุปทำให้ต้องพักการประชุมนาน 45 นาที เพื่อให้ กมธ. และสนช. ที่ยังติดใจหารือนอกรอบ และผลการหารือนอกรอบดังกล่าวทำให้ กมธ. ยอมแก้ไข มาตรา 3 วรรคสอง (2) ว่าด้วยการรายงานข้อมูลการฝาก หรือรับโอนเงินทุกบัญชีรวมกันตั้งแต่ 200 ครั้ง เป็น 400 ครั้ง ขณะที่ยอดรวมของธุรกรรมดังกล่าวยังคงเดิม คือ ตั้งแต่ 2 ล้านบาทขึ้นไป

จากนั้น ที่ประชุมได้ลงมติในวาระ 3 ผลปรากฏว่า ที่ประชุมสนช. ที่มีผู้แสดงตนต่อที่ประชุม 146 คน ลงมติเห็นชอบ 139 เสียง และงดออกเสียง 7 เสียง ทั้งนี้ ที่ประชุมยังได้เห็นด้วยกับข้อสังเกตของกมธ. ที่ระบุให้ผู้มีหน้าที่รายงานข้อมูล ได้แก่ สถาบันการเงินของเอกชน และของรัฐ รวมถึงผู้ให้บริการเงินอิเล็กทรอนิกส์ ต้องส่งรายละเอียดให้กรมสรรพากร เพื่อใช้ประมวลร่วมกับข้อมูลอื่นๆ เพื่อคัดเลือกรายบุคคลที่มีความเสี่ยต่อการปฏิบัติหน้าที่ทางภาษีที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งกรมสรรพากรต้องพัฒนาระบบการทำงาน เพื่อไม่ทำให้เจ้าหน้าที่ใช้ดุลยพินิจแบบเลือกปฏิบัติ และเพื่อให้ประชาชนเสียภาษีได้ถูกต้องและได้รับผลกระทบน้อยที่สุด

บทความก่อนหน้านี้ลุ้นก่อนส่งท้ายปีนี้ “มุน แจอิน” หวัง “คิม จองอึน” เยือนเกาหลีใต้ครั้งแรก
บทความถัดไปพบสมบัติซ่อนสงครามครูเสด เหรียญทองคำ-ต่างหูล้ำค่า900ปี ในอิสราเอล