‘ทรัมป์-สีจิ้นผิง’ เจรจารุดหน้า พาณิชย์ประเมินส่งผลบวกต่อการส่งออกไทย

น.ส.พิมพ์ชนก วอนขอพร ผอ.สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงพาณิชย์ (พณ.) เปิดเผยถึง ความคืบหน้าการเจรจายุติข้อขัดแย้งระหว่างจีนและสหรัฐฯ ในการประชุมหารือนอกรอบ G20 ณ กรุงบัวโนสไอเรส ประเทศอาร์เจนตินา โดยสหรัฐฯ ตกลงเลื่อนการเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจีนเพิ่มเติมจาก 10% เป็น 25% (ครอบคลุมตั้งแต่สินค้าเกษตร ประมง และเทคโนโลยี) จากกำหนดเดิมในวันที่ 1 ม.ค.2562 และขยายเวลา 90 วัน เพื่อเปิดทางให้ทั้งสองฝ่ายเดินหน้าเจรจายุติข้อพิพาทการค้าระหว่างกัน

ซึ่งในระหว่างนี้สหรัฐฯ จะยังคงเก็บภาษีสินค้าจากจีนที่ 10% ทั้งนี้ แถลงการณ์จากทำเนียบขาวระบุว่า หากทั้งสองฝ่ายไม่สามารถบรรลุข้อตกลงทางการค้าระหว่างกันได้หลังจากครบกำหนด 90 วันแล้ว สหรัฐฯ จะเดินหน้าการเก็บภาษีสินค้าจีนเพิ่มในอัตรา 25%
.
ความคืบหน้าการเจรจาในครั้งนี้ เป็นผลสำคัญมาจากการที่จีนยอมรับข้อเสนอของสหรัฐฯ ในเรื่องหลักๆ คือ 1.ตกลงที่จะซื้อสินค้าเกษตร พลังงาน อุตสาหกรรม และผลิตภัณฑ์อื่น ๆ จากสหรัฐฯ โดยจะซื้อสินค้าเกษตร จากสหรัฐฯ ทันที เพื่อลดปัญหาความไม่สมดุลทางการค้าระหว่างสองประเทศ
2.จีนตกลงที่จะกำหนดให้ Fentanyl ซึ่งเป็นยาระงับปวดประสิทธิภาพสูง เป็นสารควบคุมและห้ามส่งออกไปยังสหรัฐฯ โดยหากฝ่าฝืนจะต้องได้รับโทษสูงสุดตามกฎหมายของจีน และ
3.ยอมรับที่จะเริ่มการเจรจากับสหรัฐฯ ในประเด็นที่สหรัฐฯ ให้ความสำคัญ อาทิ การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการถ่ายโอนเทคโนโลยี (technology transfer) การปกป้องทรัพย์สินทางปัญญา (intellectual property protection) อุปสรรคที่ไม่ใช่ภาษี (non-tariff barriers) การบุกรุกทางไซเบอร์และ การโจรกรรมทางไซเบอร์ (cyber intrusions and cyber theft) การเจรจาด้านการค้าบริการและการเกษตร ภายในระยะเวลา 90 วัน
ทั้งนี้จีนยังระบุด้วยว่าจะมีการทบทวนพิจารณาอนุมัติการลงทุนแก่บริษัท Qualcomm- NXP ซึ่งเป็นบริษัทเกี่ยวกับเทคโนโลยี และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ จากสหรัฐฯ ที่ต้องการเข้าไปลงทุนในจีน

ความคืบหน้าการเจรจาระหว่างทั้งสองประเทศ ส่งผลดี ต่อเศรษฐกิจโลกและการส่งออกสินค้าของไทย โดยสามารถลดบรรยากาศความตึงเครียดที่เกิดขึ้นจากผลของสงครามการค้า อีกทั้งยังช่วยให้เสถียรภาพทางด้านการค้าและการลงทุนกลับมาดีขึ้น ช่วยลดความผันผวนในตลาดทุน และตลาดเงิน ซึ่งเศรษฐกิจโลกที่มีเสถียรภาพมากขึ้น จะสนับสนุนให้การค้าโลกขยายตัว และเป็นผลบวกต่อการส่งออกของไทย

โดยเฉพาะการส่งออกสินค้าขั้นกลาง (intermediate goods) อาทิ สินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ในห่วงโซ่อุปทานของจีน ซึ่งที่ผ่านมาได้รับผลกระทบมากที่สุดจากสงครามการค้า หากปัญหาความขัดแย้งคลี่คลายก็จะช่วยให้การส่งออกสินค้าดังกล่าวปรับตัวดีขึ้นและสนับสนุนให้การส่งออกไทยขยายตัวได้เกินเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ 8%

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และจีนมีความก้าวหน้า เป็นสัญญาณที่ดีว่าสงครามการค้ามีแนวโน้มเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น คงมีความกังวลในประเด็นการขึ้นภาษี สินค้ากลุ่มยานยนต์ และชิ้นส่วนของสหรัฐฯ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการไต่สวนตามมาตรการปกป้องการนำเข้าสินค้าที่เพิ่มขึ้น (Safeguard Measure) กับทุกประเทศ ว่าสหรัฐฯ จะชะลอหรือเดินหน้าบังคับใช้มาตรการดังกล่าว
เพราะประเทศที่เข้าข่ายอาจโดนมาตรการฯ ไม่ได้มีเพียงประเทศจีนเท่านั้น แต่ยังรวมถึงประเทศไทยด้วย ซึ่งกระทรวงพาณิชย์จะติดตามประเด็นดังกล่าวอย่างใกล้ชิดต่อไปโดยเฉพาะในระยะ 90 วัน ตามกำหนดเวลา

บทความก่อนหน้านี้หัวอกพ่อ! แค้นลุงลามก แอบดู ลูกสาวอาบน้ำ แทงจนตายสังเวยความหื่น
บทความถัดไปจ๊ะ อาร์สยาม หอบเงินให้พ่อแม่ ตอบเด็ด คนดังทำไรก็ได้เงิน-มีอีกมากคิดให้แต่ไม่มีไม่พอ