แนะเชื่อมโยงไทยสู่เวทีโลก รัฐเน้นลงทุน ยกเครื่องเทคโนโลยี – เอกชนห่วงคนไทยรายได้น้อยยังขาดทักษะ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 18 ก.ย. 2562 ในงานเสวนา “พัฒนาพื้นที่ไทย : เชื่อมไทย ก้าวไกล ทั่วโลก” งานประชุมประจำปี 2562 ของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)

นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ประเทศไทยมีความได้เปรียบเชิงภูมิศาสตร์ แต่จะเชื่อมโลก และเชื่อมไทย จำเป็นต้องอยู่บน 2 บริบท คือ การเปลี่ยนแปลงเชิงเทคโนโลยี และการเป็นที่จับตามองของภูมิภาคเอเชียในเวทีโลก แต่การเชื่อมโยงจะเกิดประโยชน์จะต้องมี 4 ประเด็น คือ 1. เทคโนโลยี ต้องเร่งเรียนรู้และพัฒนาให้เกิดความรู้ใหม่ๆ และดึงลงทุนจากต่างประเทศ 2. การเชื่อมตลาดโลก 3. เชื่อมโอกาส จะต้องเร่งพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจต่างๆ ให้เกิดขึ้นโดยเร็ว โดยเฉพาะพื้นที่ชายแดน ทั้งแม่สอด รวมถึงระนองต้องทำให้ได้ และ 4. เชื่อมใจ ต้องเชื่อมประชาชนฐานรากให้สามารถยืนได้ด้วยตัวเอง

นายชัยวัฒน์ คำคูณ ปลัดกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า คีย์เวิร์ดสำคัญของโครงข่ายระบบคมนาคม คือ การเชื่อมโยงพื้นที่ ซึ่งปัจจุบันระบบคมนาคมของไทยยังมีปัญหา ทั้งการไม่มีสิทธิภาพ ไม่เพียงพอ มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม อุบัติเหตุ และปัญหาการใช้พลังงานที่ไม่เกิดประโยชน์ อย่างไรก็ตาม รัฐบาลมียุทธศาสตร์คมนาคม 20 ปี ทำให้ระบบคมนาคมมีประสิทธิ ทำให้ขนส่งเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและปลอดภัย การเข้าถึงระบบขนส่งอย่างเสมอภาคและเท่าเทียม โดยเป้าหมายสำคัญเพื่อภาคสังคม และกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ ให้เกิดการเชื่อมโยง

โดยขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ ทั้งทางถนน คือ มอเตอร์เวย์ 2 สาย ทางด่วน 6 สาย ส่วนทางรถ อยู่ระดำหว่างดินการก่อสร้างรถไฟทางคู่ระยะเร่งด่วน นอกจากนี้ ยังมีโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน และโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา ขณะที่การขนส่งทางน้ำ มีโครงการที่จะพัฒนาเชื่อมต่อทางราง และการขนส่งขนาดใหญ่ แต่เบื้องต้นในส่วนการพัฒนาท่าเรือยังมีอุปสรรคค่อนข้างมาก ส่วนโครงการพัฒนาทางอากาศ จะมีการพัฒนาสนามบินในภูมิภาค เพื่อลดความแออัดของสนามบินหลัก โดยขณะนี้ในส่วนของสนามบินเบตงใกล้จะเสร็จสมบูรณ์และเปิดให้บริการแล้ว ซึ่งจะทำให้ไทยมีสนามบินรวมเป็น 39 แห่ง ในอนาคตจะมีการพัฒนาอุตสาหกรรมการบินควบคู่ไปด้วย เพื่อเป็นศูนย์กลางทางการบินของภูมิภาค

“การลงทุนในระบบโครงสร้างพื้นฐานจำเป็นที่จะต้องอาศัยการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ (PPP) เนื่องจากภาครัฐมีข้อจำกัดด้านงบประมาณ ขณะเดียวกันเทคโนโลยีในภาคการคมคนาคมขนส่ง ซึ่งจะเป็นสิ่งที่จะแก้ปัญหาและพัฒนาในอนาคตก็เป็นเรื่องสำคัญมากเช่นกัน” นายชัยวัฒน์ กล่าว

นายทศพร สิริสัมพันธ์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวว่า ที่ผ่านมาไทยไม่สามารถพัฒนาเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืนได้ ดังนั้นต้องหาพัฒนาเชิงพื้นที่ ใช้โอกาสที่ไทยได้เปรียบในเชิงภูมิรัฐศาสตร์ โดยในเชิงยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ทั้งการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ ในเชิงนโยบายทุกอย่างถูกวางไว้หมดแล้ว แต่ขณะนี้กำลังทำแผนระดับภาคเพื่อให้เท่าเทียมกัน เช่น การพัฒนาภาคใต้ตอนบน จะต้องแตกต่างจากเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ที่เน้นอุตสาหกรรมในอนาคต ภาคใต้จะต้องเน้นเปิดประตูเชื่อมตะวันตก และเชื่อมโยงกลุ่มประเทศอินเดีย ปากีสถาน โดยใช้จังหวัดระนองเป็นประตูเชื่อมเนื่องจากมีท่าเรือ

ส่วนเรื่องท่องเที่ยวรถไฟทางคู่จะเป็นตัวเปลี่ยนเกม ซึ่งในจุดที่สำคัญจะเปลี่ยนรถไฟทางคู่ออกมาที่ จ.ระนอง จาก จ.ชุมพร เชื่อมต่อไปยังอีสเทิร์นซีบอร์ด ขนถ่ายน้ำมันปาล์มได้ด้วย นอกจากนี้จะต้องสร้างเส้นทางโรแมนติกรูท ถนนเลียบฝั่งชายทะเลตะวันตก เพื่อพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวชายฝั่งทะเลอ่าวไทย เชื่อมโยง จ.เพชรบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ และ จ.ชุมพร และเชื่อมต่อกับ SEC

“การจะทำให้ประชาชนได้ประโยชน์จากการท่องเที่ยว วันนี้เราต้องเน้นพัฒนาเชิงพื้นที่ เรามีจุดได้เรียบเชิงการแข่งขัน ฮวงจุ้ยเราดีมาก แต่สิ่งที่จะทำเสริมเพื่อรองรับศักยภาพ คือ ระบบโครงสร้างพื้นฐาน ถนน รถไฟ โครงข่ายอินเตอร์เน็ต ต่อไปเราจะโตที่กรุงเทพฯ อย่างเดียวไม่ได้แล้ว” นายทศพร กล่าว

นายฐาปน สิริวัฒนภักดี กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากมีความจำเป็น ซึ่งขณะนี้มีผู้มีรายได้ไม่เกิน 100,000 บาทต่อคนต่อปี จำนวน 14.5 ล้านคน ขณะที่ผู้ที่มีรายได้ต่ำกว่า 38,000 บาทต่อคนต่อปี สูงถึง 8.56 ล้านคน ซึ่งในกลุ่มนี้จำเป็นที่จะต้องช่วยฝึกทักษะทีละเล็กละน้อย เพราะหากช้าจะเสียเปรียบเทคโนโลยี คงเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย

นอกจากนี้ ในส่วนของประเด็น ในแต่ละปีประเทศไทยสามารถจัดเก็บภาษีได้ประมาณปีละ 2.2 ล้านล้านบาท แต่จะเป็นเม็ดเงินมหาศาล แต่ปัจจุบันด้วยโครงการระบบข้าราชการที่ใหญ่ เงินจำนวนนี้จะต้องถูกกระจายไปเป็นรายได้ของบุคลากรภาครัฐถึง 40% ซึ่งยังไม่รวมเงินที่จะต้องนำไปใช้ในระบบรัฐสวัสดิการต่างๆ แต่เบื้องต้นไม่ได้หมายความว่าต้องการให้ลดจำนวนบุคคลการ แต่จำเป็นที่จะต้องเพิ่มทักษะของบุคคลกรกลุ่มนี้ด้วย ขณะเดียวกันจะต้องมองหาแนวทางในการจัดการรายได้เพิ่ม

“คงเป็นเรื่องที่น่าเสียดายหากคนเป็นผู้คิดค้นและพัฒนาเทคโนโลยี แต่คนไม่สามารถที่จะตามทันเทคโนโลยีได้ ส่วนแนวทางที่จะจัดเก็บภาษีเพิ่มอย่างไรนั้นต้องมองโอกาสที่จะสร้างประโยชน์ให้เกิดขึ้นกับประชาชน” นายฐาปน กล่าว

บทความก่อนหน้านี้สุดทน! ถนน 4 กม. พังหลายปี ไม่ได้ซ่อม ชาวประจวบฯ ร่วมใจ ปลูกมะพร้าว สับปะรด
บทความถัดไปเฟอร์นานโด ริกเซน อดีตแข้งขวัญใจเรนเจอร์ส ลาโลกแล้วด้วยวัย 43 ปี