เอกชนคาดสงครามการค้าพ่นพิษทุบส่งออกส่อติดลบ 3% ชี้โรงงานเริ่มลดคน-คำสั่งซื้อหด

ส่งออกส่อติดลบ 3%

เอกชนคาดสงครามการค้าพ่นพิษทุบส่งออกส่อติดลบ 3% ระบุฉันทนาเสี่ยงตกงานโรงงานเริ่มลดคน-คำสั่งซื้อหด – จี้รัฐบาลรับมือ

ส่งออกส่อติดลบ 3% – นายเกรียงไกร เธียรนุกุล รองประธานสภาอุตสาหกรรม กล่าวภายหลังการประชุมคณะทำงานติดตามสถานการณ์ผลกระทบที่มีผลต่อค้าโลกและการส่งออกไทยจากปัญหาสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีน ที่จัดโดยสำนักงานโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงพาณิชย์ มีภาคเอกชน เช่น หอการค้าไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) สภาผู้ส่งออกสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สมาคมธนาคารไทย ร่วมหารือ ว่า ขณะนี้ ส่งผลให้ให้การส่งออกไทยชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วง 8 เดือนแรกติดลบ 2.2% ซึ่งภาคเอกชนประเมินว่าสถานการณ์ในช่วงที่เหลือของปีสถานการณ์ยังน่าเป็นห่วง เพราะแนวโน้มยังคงยืดเยื้อถึงปีหน้า อาจทำให้การส่งออกปีนี้ติดลบ 2-3% ซึ่งการส่งออกที่ชะลอตัว ทำให้โรงงานหลายแห่งมีการปรับลดเวลาการจ้างงานและลดคนงานเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าที่ส่งไปจีน เช่น แผงวงจรไฟฟ้า ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ ซึ่งเป็นการปรับตัวของโรงงานเมื่อคำสั่งซื้อลดลง

นายเกรียงไกร กล่าวอีกว่า ไทยควรปรับโครงสร้างลดการพึ่งพาการส่งออก จากปัจจุบันที่พึ่งพาการส่งออก 70% และบริโภคในประเทศ 30 ให้เป็น 60:40 และเพิ่มเป็น 50:50 ในอนาคต เพื่อลดความเสี่ยงและผลกระทบจากปัจจัยภายนอกที่ไม่สามารถควบคุมได้ ทั้งปัญหาสงครามการค้า เบร็กซิต การเมืองในฮ่องกง ดังนั้น รัฐควรสนับสนุนอุตสาหกรรม หรือสินค้าที่ผลิตในประเทศ และรณรณรงค์ให้ประชาชนใช้สินค้าและบริการในประเทศ เพิ่มขึ้นซึ่งจะช่วยสนับสนุนและทดแทนการส่งออกได้

ปัญหาสงครามการค้าและเงินบาทที่แข็งค่าส่งผลให้การส่งออกชะลอตัว และกระทบถึงโรงงานบางแห่งที่จะต้องลดต้นทุน เพราะคำสั่งซื้อลด จึงทำให้โรงงานบางแห่งมีการลดคนงาน ปัญหาสงครามทางการค้าระหว่างสหรัฐและจีนที่มีแนวโน้มยืดเยื้อ ภาคเอกชนประเมินว่าเป็นปัจจัยฉุดเศรษฐกิจทั่วโลกกระทบการส่งออกไทย จากคำสั่งซื้อลดลง บริษัทลดเวลาทำงานและลดคนเพิ่มขึ้นเพื่อลดต้นทุน พร้อมแนะรัฐบาลปรับโครงสร้างเน้นการบริโภคในประเทศลดการพึ่งพาการส่งออก ขณะที่กระทรวงพาณิชย์จะนำข้อสรุปเสนอ กรอ. พิจารณาต่อไปโดยเบื้องตนคาดว่าจะมีขึ้นในวันที่ 25 ต.ค.นี้

นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ รองประธานหอการค้าไทย กล่าวว่า ทางออกในการรับมือปัญหาสงครามการค้า ผู้ประกอบการต้องปรับตัว เช่น การนำเข้าวัตถุดิบมาเพื่อส่งออก การนำมาเทคโนโลยีมาช่วยควบคู่แรงงานฝีมือ ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นเวลานี้กระทบทั่วโลก แต่ไทยถูกซ้ำเติมจากเงินบาทที่แข็งค่า ทำให้แข่งขันยาก โดยภาคเอกชนคาดว่าการส่งออกปีนี้คาดว่าจะติดลบ

นายบุญฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเห็นตรงกันว่า แนวทางแก้ปัญหาการส่งออกที่ได้รับผลกระทบจากหลายปัจจัยขณะนี้ จะต้องมีปรับโครงสร้างประเทศไทยเน้นการบริโภคในประเทศมากขึ้น เพื่อเพิ่มจีดีพี การนำเข้าวัตถุดิบราคาถูกมาผลิตสินค้าสำเร็จเพื่อส่งออก ซึ่งจะต้องปรับกฎระเบียบที่เอื้ออำนวย รวมทั้งเพิ่มมูลค่าให้สินค้าที่ผลิตในประเทศไทย ขณะเดียวกันยังต้องเร่งเจรจาข้อตกลงต่างๆ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน ทั้ง เช่น FTA ไทย-อียู การเจรจา RCEP รวมทั้งการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศนอกจากนี้ยังต้องเฝ้าระวังเรื่องสินค้าที่อาจไหลทะลักเข้าไทยหรือใช้เป็นทางผ่านไปประเทศที่สาม รวมทั้งปัญหาค่าเงินบาท โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยืนยันว่าจะไม่เข้าไปแทรกแซง

บทความก่อนหน้านี้เพื่อนร้องไห้ระงม สาวนศ. วัย22 หัวขาดกระเด็น จยย.เสยท้าย สิบล้อ จอดริมถนน
บทความถัดไปอธิบดีพช. เชิญหน่วยงานในสังกัด พร้อมขับเคลื่อนงานพัฒนาชุมชนปี 63