กรุงไทยหั่นจีดีพีปีนี้โต 2.7% ปีหน้าโต 3.2% ผวาหวั่นเทรดวอร์-เทควอร์บั่นทอน

กรุงไทยหั่นจีดีพีปีนี้โต2.7%

ศูนย์วิจัยกรุงไทยมองจีดีพีปีนี้โต 2.7% ปีหน้าโต 3.2% หวั่นเทรดวอร์/เทควอร์บั่นทอน ฉุดเศรษฐกิจสหรัฐโตต่ำรอบ 10 ปีเสี่ยงถดถอยแต่ไม่รุนแรง

กรุงไทยหั่นจีดีพีปีนี้โต2.7% – นายพชรพจน์ นันทรามาศ ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส สายงาน Global Business Development and Strategy ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS ปรับประมาณการเศรษฐกิจไทย (จีดีพี) ปี 2562 ขยายตัวเพียง 2.7% เป็นเพราะความไม่แน่นอนของสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีน ที่โต้ตอบรุนแรงกว่าที่ประเมินไว้ ส่งผลให้ภาคการส่งออกยังต้องเผชิญกับอุปสรรค ทำให้มูลค่าการส่งออกในรูปดอลลาร์ในปีนี้จะหดตัว 1.8% และมีผลให้ศูนย์วิจัยกรุงไทยฯ ปรับประมาณการณ์เศรษฐกิจไทยในปี 2563 จากเดิมมองว่าจะขยายตัวที่ระดับ 3.6% เหลือ 3.2% ขณะที่มูลค่าการส่งออกปีหน้าจะขยายตัวเพียง 0.3% ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกับองค์กรการค้าโลก (ดับเบิลยูทีโอ) ที่ประเมินว่าการค้าโลกในปีหน้าจะขยายตัวเพียง 2.7%

“ในปีหน้า เศรษฐกิจจะได้รับอานิสงส์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ การเร่งเบิกจ่ายงบประมาณทั้งในส่วนของงบประมาณประจำปี และงบลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน รวมทั้งอัตราดอกเบี้ยที่ยังอยู่ในระดับต่ำต่อไปเป็นแรงจูงใจให้เกิดการใช้จ่าย ขณะที่สงครามการค้าสหรัฐและจีนที่ทวีความเข้มข้นตลอดปีนี้ ส่งผลให้ภาพรวมของอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจโลกลดลงเรื่อยๆ”

โดยเฉพาะในปีหน้าความไม่แน่นอนของมาตรการกีดกันด้านการค้า (เทรดวอร์) และด้านเทคโนโลยี (เทควอร์) จะเป็นบั่นทอนและเป็นความน่ากลัว ประกอบกับประมาณการเศรษฐกิจสหรัฐในปี 2563 จะต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 10 ปีที่ผ่านมา และมีโอกาสที่จะเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย แต่คาดว่าจะไม่รุนแรง เพราะสหรัฐซึ่งเป็นกำลังหลักของเศรษฐกิจโลก ไม่ได้เปราะบางเหมือนในอดีต ตลาดแรงงานยังแข็งแกร่ง ทำให้เฟดไม่จำเป็นต้องใช้มาตรการรุนแรงในการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่จะเห็นนโยบายการเงินของธนาคารกลางทั่วโลกกลับมาผ่อนคลายมากเป็นพิเศษอีกครั้ง ส่วนประเทศไทย ประเมินว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะไม่ลดดอกเบี้ยในปีหน้าแม้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปลดต่ำกว่ากรอบเป้าหมายเงินเฟ้อ เพราะการลดดอกเบี้ยเพิ่มเติม ไม่อาจกระตุ้นเศรษฐกิจได้มากนัก และไม่สามารถทำให้เงินบาทอ่อนค่าลงได้

นายจิติพล พฤกษาเมธานันท์ หัวหน้ากลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน สายงานธุรกิจตลาดเงินตลาดทุน ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า ประเมินค่าเงินบาทสิ้นปีนี้ยังคงระดับไว้ที่ 30.25 บาท/ดอลลาร์ โดยเชื่อว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะดูแลเงินบาทไม่ให้แข็งค่าจนเกินไป ส่วนปีหน้าประเมินดอลลาร์จะอ่อนค่าจากนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายสวนทางกับค่าเงินยูโรที่ฟื้นตัว ขณะที่ความเสี่ยงจากการเลือกตั้งสหรัฐ และสงครามการค้าอาจกระตุกตลาดช่วงปลายปี ส่วนแนวโน้มค่าเงินบาทปีหน้าประเมินว่าจะเคลื่อนไหวในกรอบ 29-30 บาท/ดอลลาร์ แต่ทั้งนี้ธนาคารมีการประเมินไว้ 3 ระดับ กรณีถ้าการเจรจาสงครามการค้าถูกต่อรองด้วยอัตราแลกเปลี่ยน จะเห็นเงินบาทไหลลงไปแข็งค่าลึกถึง 27.50 บาท ซึ่งมีโอกาสเกิดขึ้น 30% ส่วนความขัดแย้งระหว่างสหรัฐและจีนดำเนินต่อไปไร้ที่สิ้นสุดจะเห็นเงินบาทที่ระดับ 31.00 บาท และหากสงครามการค้ากลายเป็นสงครามภาษีเต็มรูปแบบเงินบาทจะอยู่ที่ระดับ 33.50 บาท แต่โดยรวมแล้วยังมองเงินบาทปีหน้า

ขณะเดียวกัน Krungthai COMPASS ยังได้นำเสนอ 5 เทรนด์ผู้บริโภคออนไลน์ ในปี 2563 ได้แก่ 1. เทรนด์ชีวิตติดเน็ต จากการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตของคนไทยที่จะแตะระดับ 85% 2. เทรนด์ Gen C เมื่อโลกของผู้บริโภคเชื่อมต่อกัน และ 90% ของผู้บริโภคเลือกที่จะเชื่อข้อมูลจากคนรอบข้าง 3. เทรนด์สูงวัยแต่ใจออนไลน์ โดยกว่า 46% ซื้อของออนไลน์ 4. เทรนด์โสดพร้อมเพย์ ที่ช็อปปิ้งมากกว่าคนมีครอบครัว 5. เทรนด์อยากกินต้องได้กิน ที่ทำให้การสั่งอาหารออนไลน์โตก้าวกระโดด ซึ่งผู้ประกอบการควรใช้เครื่องมือใหม่ๆ ในการดึงดูดผู้บริโภคเหล่านี้ เช่น การใช้ Online Influencer เพื่อทำการตลาดให้โดนใจ ตลอดจนเลือกใช้ผู้ให้บริการ e Logistics เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคด้านความสะดวก รวมทั้งส่งสินค้าได้หลากหลายและถูกกว่า

ทั้งนี้ น.ส.รุ่ง มัลลิกะมาส รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงาน Global Business Development and Strategy ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า ธนาคารกรุงไทย เปิดศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS ซึ่งเป็นคลังสมองของธนาคาร วิเคราะห์เชิงลึกในด้านเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม เศรษฐกิจระดับมหภาคและแนวโน้มธุรกิจระดับอุตสาหกรรมทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงในยุค Technology Disruption ตลอดจนเสนอแนะวิธีการหรือเครื่องมือที่สามารถนำไปต่อยอดในเชิงธุรกิจและนโยบายได้อย่างเป็นรูปธรรม

บทความก่อนหน้านี้จับแล้ว ‘ดร.ลีเดีย’ ตุ๋นลงทุนทองคำออนไลน์ เหยื่อนับพันรายสูญ 1,500 ล้าน
บทความถัดไปโปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนพิธีขบวนพยุหยาตราทางชลมารค