Khaosod
Online

วันพุธ ที่ 5 ส.ค. 2563

ปัจจัยลบฉุดดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนธ.ค.62 ดิ่งสุดรอบ 68 เดือน - ภัยแล้งทุบเศรษฐกิจ 1 หมื่นล้าน

10 ม.ค. 2563 - 16:37 น.

ปัจจัยลบฉุดดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภค เงินบาทแข็ง-การเมือง-สงครามการค้า ฉุดความเชื่อมั่นเดือนธ.ค. 62 ดิ่งสุดรอบ 68 เดือน ชี้ภัยแล้งทุบเศรษฐกิจ 10,000 ล้านบาท พร้อมจับตาความตึงเครียดสหรัฐ-อิหร่าน

ความเชื่อมั่นดิ่งรอบ68เดือน - นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในเดือนธ.ค. 2562 อยู่ที่ระดับ 68.3 ลดจากระดับ 69.1 ในเดือนพ.ย 2562 ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 10 และอยู่ในระดับต่ำสุดในรอบ 68 เดือน นับตั้งแต่เดือนพ.ย. 2557 รวมถึงดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับสถานการณ์ในอนาคตปรับตัวลดลงต่อเนื่องเช่นกัน

ปัจจัยสำคัญคือ ความกังวลเกี่ยวกับเสถียรภาพทางการเมืองทั้งในปัจจุบันและอนาคต และยังกังวลเกี่ยวกับสงครามสหรัฐกับจีน เบร็กซิต ที่ยังไม่มีความชัดเจน นอกจากนี้ ยังไม่เห็นบรรยากาศที่สดในในอนาคต เนื่องจากยังรู้สึกว่าเศรษฐกิจฟื้นตัวช้า เงินของภาครัฐยังไม่เคลื่อนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ เงินบาทแข็งค่า และเป็นจุดที่ทำให้การส่งออกลำบาก เมื่อแลกกลับมาเป็นเงินบาทแล้วมีรายได้ต่ำลง รวมถึงแม้นักท่องเที่ยวต่างชาติจะกลับเข้ามาเที่ยวในประเทศไทย แต่รายได้จากภาคการท่องเที่ยวลดลง เพราะค่าเงินบาทที่แข็งค่าต่อเนื่อง ทั้งยังมีความกังวลหลักในเรื่องของงบประมาณประจำปี 2563 ที่ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะสามารถออกมาได้หรือไม่ รัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ และการเกิดแฟลชม็อป ปัจจัยทั้งหมดจึงทำให้ยังไม่มีบรรยากาศที่ดีในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2563

“การเติบโตของปี 2562 อยู่ที่ 2.5-2.6% ถือว่าไม่ได้แย่สุดในรอบ 20 ปี แต่เป็นจุดต่ำสุดในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา เพราะหากนับในปี 2558-2561 เศรษฐกิจไทยเติบโตเกิน 3% ในส่วนของอัตราการจ้างงานก็ยังคงมี เพราะอัตราการว่างงานปิดสิ้นปีอยู่ที่ 1.1% ทำให้ความกังวลว่าปี 2563 จะเข้าสู่วิกฤตเศรษฐกิจ เป็นบรรยากาศที่กระทบมาจากการมองภาพรวมในอนาคตไม่สดใส”

นายธนวรรธน์ กล่าวว่า สิ่งที่เกิดขึ้นคือ เปิดเดือนม.ค 2563 คือ การแข็งค่าของเงินบาทที่หลุดระดับ 30 บาทต่อดอลลาร์ แม้ยังไม่มีสัญญาณของการแข็งค่าขึ้น และมีแนวโน้มอ่อนค่าลง ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ก็ได้ส่งสัญญาณในลักษณะนี้ ภายในกรอบข้อพิพาทระหว่างสหรัฐและอิหร่าน ที่ดูยังนิ่งอยู่ในขณะนี้ และตลาดเริ่มคลายตัวมากขึ้น เพราะเชื่อว่าจะไม่มีสงครามใหญ่เกิดขึ้น แต่ความเสี่ยงยังคงอยู่ต่อไปสักระยะ โดยต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไป เพราะล่าสุดเครื่องบินของสหรัฐตก มีกระแสข่าวว่ามาจากขีปนาวุธของอิหร่าน ทำให้หากสหรัฐมีมาตรการตอบโต้อีก จะเป็นประเด็นเชิงลบใหม่ และสร้างผลกระทบต่อบรรยากาศในภาพรวม

นอกจากนี้ ผลกระทบที่เกิดขึ้นจะทำให้ราคาน้ำมันดิบจากเดิมเฉลี่ยอยู่ที่ 65 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ปรับเพิ่มขึ้นเฉลี่ยประมาณ 75-80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งได้มีการวิเคราะห์ว่า หากสถานการณ์รุนแรงขึ้นมากๆ จะทำให้ราคาน้ำมันปรับขึ้นแตะ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งการที่น้ำมันปรับขึ้นทุก 1 บาท ทั้งเบนซินและดีเซล ที่มีปริมาณการใช้จำนวนวันละ 70 ล้านลิตร จะทำให้ประชาชนต้องจ่ายเงินเพิ่มขึ้น 2,100 ล้านบาทต่อเดือน จึงเห็นภาพการตรึงราคาน้ำมันและพลังงานของกระทรวงพลังงาน และจำกัดวงเงินของเพดานน้ำมันไม่ให้ทะลุและบานปลาย เพื่อลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับภาวะเศรษฐกิจ อีกทั้งการใช้จ่ายภาครัฐ คาดว่าในเดือนมิ.ย. 2563 จะเริ่มมีเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษกิจ ส่วนการประมูลโครงข่าย 5จี ที่เกิดการใช้จ่ายในการลงทุน จะเป็นอีกปัจจัยบวกในช่วงครึ่งหลังของปี 2563 จึงคาดว่าเม็ดเงินส่วนใหญ่จะเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ และเห็นผลกระตุ้นเศรษฐกิจได้ในช่วงครึ่งหลังปีนี้

สำหรับผลกระทบจากภัยแล้งนั้นคาดการณ์จะมีผลต่อการขยายตัวเศรษฐกิจไทยให้ลดลง 0.03% หรือคิดเป็นมูลค่าที่เสียหาย 8,000-10,000 ล้านบาท ส่วนใหญ่จะเป็นภาคเกษตร โดยเฉพาะการทำนาปรังที่จะเสียหาย 3 ล้านไร่ หรือข้าวเสียหายไป 1.5 ล้านตัน แต่ทางศูนย์ฯคาดว่าภาครัฐน่าจะมีมาตรการเยียวยาดูแลเกษตรกรต่อไป ส่วนภาคอุตสาหกรรมคาดว่าจะได้รับผลกระทบไม่มากเพราะอุตสาหกรรมหลายแห่งได้เตรียมแผนรับมือแล้ว

นายธนวรรธน์ กล่าวว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยปี 2563 หอการค้าฯเตรียมที่จะปรับลดการเติบโตลงจากเดิมที่คาดว่า จะโตได้ 3.1% ทั้งโดยจะแถลงในวันจันทร์ที่ 13 ม.ค. ส่วนภาคส่งออกก็จะปรับลดลงเช่นกัน จากเดิมที่ประเมินว่า การส่งออกในปีนี้จะโต 1.8% โดยมองว่าสิ่งที่รัฐบาลต้องเร่งดำเนินการในช่วงต่อจากนี้คือ เร่งการใช้จ่ายเงินขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ให้ออกมาในช่วงไตรมาสที่ 1 และ 2 ของปีนี้ รวมถึงดูแลและแก้ไขปัญหาภัยแล้งที่กำลังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในขณะนี้ รักษาการเมืองให้มีเสถียรภาพมากที่สุด ประกอบกับต้องหาแนวทางรักษาระดับเงินบาทไม่ให้แข็งค่าหลุด 30 บาทต่อดอลลาร์

“ค่าเงินบาทหลุดระดับ 29 บาทต่อดอลลาร์ ต้องดูว่าหลุดเพราะปัจจัยอะไร ซึ่งหากสาเหตุมาจากการเข้าเกร็งกำไรค่าเงิน และหลุดระดับเร็วในช่วง 3 เดือนจากนี้ จะสร้างความน่ากังวลให้กับเศรษฐกิจไทย แต่หากค่าเงินบาทเคลื่อนไหวระหว่าง 29.5-30 บาทต่อดอลลาร์ เชื่อว่าภาคเอกชนจะประคองและรับมือกับสถานการณ์ได้ โดยเอกชนมองว่าค่าเงินบาทอยู่ที่ 31 บาทต่อดอลลาร์ เป็นระดับที่เหมาะสม”

line-qr

เกาะติดข่าวสำคัญ

กดติดตาม "ข่าวสด"

single-line

ติดตามข่าวสด


ข่าวเด่นประจำวัน













ภาพที่



อัลบั้มภาพ ปัจจัยลบฉุดดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนธ.ค.62 ดิ่งสุดรอบ 68 เดือน - ภัยแล้งทุบเศรษฐกิจ 1 หมื่นล้าน
ข่าวที่เกี่ยวข้อง