มอริส เค เปิดใจ เทียบดีเอ็นเอจากคนทั้งโลก จนพบหน้าพ่อที่รอมา 54 ปี

ราวงมเข็มในมหาสมุทร มอริส เค เปิดใจ เทียบดีเอ็นเอจากคนทั้งโลก จนพบหน้าพ่อที่รอมา 54 ปี

วันที่ 11 ก.ค. ที่ สตูดิโอ จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ “มอริส เค” ดาราชื่อดัง ให้สัมภาษณ์หลังมาร่วมรายการ “คุยแซ่บshow” ทางช่องวัน 31 เปิดใจถึงความรู้สึกที่ตามหาคุณพ่อ “Isaiah Roberts” อายุ 80 ปีเจอ หลังรอคอยมานานถึง 54 ปี

ในที่สุดก็ตามหาคุณพ่อเจอแล้ว ความรู้สึกหลังรอคอยมา 54 ปีเป็นยังไงบ้าง?
“ทุกอย่างเหมือนฝัน เนื่องจากที่ผ่านมาไม่มีเรื่องราวของท่านเลย ไม่มีชื่อไม่มีหน้า ไม่มีรูป ไม่รู้ว่าท่านเป็นทหารที่ไหน รู้อย่างเดียวว่าเป็นทหารอเมริกันที่มารบตอนสงครามเวียดนาม แค่นั้นเอง หลังจากนั้นผมพยายามตามหามาตลอดชีวิต

เริ่มจากได้เจอคุณแม่เมื่อตอนอายุ 30 กว่า แล้วผมต้องใช้เวลาอีก 20 ปีถึงได้เจอพ่อ เอาจริงๆ เรื่องของพ่อเป็นเรื่องที่ผมหวังได้น้อยมาก แม่เองก็ไม่บอกอะไรเลยเพราะแม่บอกว่าไม่ต้องการจำตรงนั้น ผมเองก็ไม่ต้องการไปตอกย้ำกับแม่ ซึ่งผมต้องเสียแม่ไปแล้วด้วยถึงเพิ่งได้เจอพ่อ ฉะนั้นบอกได้เลยว่าผมดีใจมากที่สุดในชีวิตแล้ว ตอนนี้ไม่มีอะไรติดค้างในใจเลย”

ย้อนถามว่าตามเจอกันได้ยังไง?
“พ่ออยู่ที่อเมริกาและมีครอบครัวใหม่ พ่อไม่ได้ทิ้งดีเอ็นเอเอาไว้ แต่ดีเอ็นเอที่เจอเป็นดีเอ็นเอของคนอเมริกันซึ่งเป็นญาติกับพ่อ ผมไปเจอญาติซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องกับพ่อ เขาช่วยเหลือผมโดยการให้รายละเอียดและตามหาพ่อให้

คนนั้นชื่อคุณธัญญ่า แต่เขาอยู่อีกเมืองหนึ่ง ในวันที่เขาจะให้ผมคุยกับพ่อ เขาขับรถเป็น 100 กิโลเพื่อที่จะให้ผมได้คุยกับพ่อ เขาเมตตากับผมมากๆ ไม่รู้จะขอบคุณยังไงเลย อันนี้คือความฝันและความหวังในชีวิตผมเลยที่อยากเจอพ่อ และได้เจอแล้ว”

“ตอนนี้เหลืออีกนิดเดียว คือการที่ผมได้ไปเจอ ไปกอด และก้มกราบเท้าขอบคุณที่เขาได้ให้ชีวิตกับผม แล้วอยากให้เขาได้ภาคภูมิใจในสายเลือดของเขาที่อยู่ในตัวผม ว่าผมไม่ทำให้เสื่อมเสียและดูไร้ค่า ผมเป็นนักสู้เหมือนพ่อครับ”

ขั้นตอนยากขนาดไหนกว่าจะตามหาตัวพ่อเจอ?
“ขั้นตอนมันยากมาก การตรวจดีเอ็นเอนวัตกรรมมันทำให้ง่าย ทำนิดเดียวแล้วส่งกลับไปให้เขาตรวจได้ แต่กว่าที่จะสืบสาวไปหาตัวคนได้อันนี้ยากมาก การติดต่อของเราก็คือหลังจากที่ทางดีเอ็นเอของให้ชาร์ตมาว่าผมมีญาติใครบ้าง จากนั้นต้องเขียนจดหมายส่งอีเมลไปหาเขา เพื่อให้เขาเชื่อว่าเราตามหาพ่อจริงๆ ผมก็ต้องสื่อสารกับเขาซึ่งทั้งหมดนั้นต้องใช้ภาษาอังกฤษ

รวมถึงทักษะในการเขียนค่อนข้างสูง แต่อย่างที่บอกว่าเขาก็ช่วยเหลือเราเต็มที่ ค่อยๆ ไล่สืบเสาะจากคนในครอบครัว ซึ่งญาติพี่น้องเขามี 20-30 คน เขาตามว่าใครที่เป็นคนอเมริกันที่มาอยู่ที่เมืองไทยช่วงปี 1964-1966 และอยู่ในจังหวัดฉะเชิงเทรา จนมาตามเจอว่าเป็นพ่อผมคนนี้ เจาก็เลยสานต่อ”

“ผมได้ส่งอีเมลเรื่องดีเอ็นเอตั้งแต่เดือนมีนาคมปีนี้ ตอนแรกเงียบหายไปเป็นอาทิตย์ ไม่มีการตอบกลับมา แต่ผมไม่ละความพยายามยังคงส่งไปอยู่เรื่อยๆ จนในที่สุดก็ได้รับการติดต่อกลับมาจากคุณธัญญ่า อีกอย่างหนึ่งที่ทำให้มีวันนี้เพราะผมมีเพื่อนที่ดี คนที่เป็นคนช่วยสืบเสาะเรื่องราวเหล่านี้คือครอบครัวของคุณบี (วรรณิศา ศรีวิเชียร) ทางบ้านเขาช่วยผมจนแทบจะไม่ทำอย่างอื่นเลย ตอนแรกผมท้อมาก แต่บีบอกว่าเดี๋ยวจะช่วยเอง ซึ่งตัวบีเองก็ได้เจอพ่อของเขาด้วย”

แอบกลัวไหมว่าพ่อจะอยากเจอเราเหมือนที่เราอยากเจอเขาหรือเปล่า?
“กลัวเหมือนกัน คือไม่ได้กลัวว่าพ่อไม่อยากจำหรือว่าไม่อยากเจอ แต่กลัวว่าผมจะไปเป็นตัวปัญหาให้กับครอบครัวเขามากกว่า ผมจึงพยายามใช้ถ้อยคำที่สุภาพ ดูไม่คุกคามเขา เรียกว่าทำอะไรทุกอย่างด้วยความอ่อนน้อมถ่อมตน เขาเห็นเจตนาเพียงแค่ว่าเราอยากเจอพ่อเท่านั้น

นอกเหนือจากนี้ไม่ได้ต้องการอะไร จริงๆ ตอนแรกมีญาติหลายคนต้องการให้ตรวจดีเอ็นเออีกครั้ง แต่พ่อบอกว่าไม่ต้องการตรวจเพราะดีเอ็นเออยู่บนใบหน้าผมแล้ว ได้ยินแบบนั้นทั้งหมดที่เคยกังวลมาตลอดว่าจะไปทำให้ครอบครัวเขามีปัญหาหรือเปล่า คือมันหมดไปเลยในคำพูดที่พ่อพูดออกมาแบบนี้”

พ่อมอริส เค

ตอนที่ได้คุยกับพ่อ น้ำเสียงเป็นยังไงบ้าง?
“คนอายุ 80 พูดเสียงในคอ ผมไม่รู้ว่าท่านดีใจหรือไม่ดีใจ (หัวเราะ) แต่มีความรู้สึกได้ว่าตอนที่เฟซไทม์กัน สายตาที่พ่อมองผม คือจ้องหน้าผมตลอดเวลา ถามว่าเห็นหน้าพ่อแล้วเหมือนกันเด๊ะเลยมั้ย ตอนนี้ไม่เหมือนเท่าไหร่แล้ว เนื่องจากว่าเคราขาว ผมไม่มีแล้ว แต่สิ่งหนึ่งที่มันบ่งบอกคือสายตาของเขาที่มองมา ทำให้เรารู้สึกถึงสายสัมพันธ์ที่มีความสุขจังเลย”

มีแพลนจะบินไปหาพ่อเมื่อไหร่?
“ด้วยความที่ครอบครัวเราเป็นคริสเตียน ช่วงเทศกาลคริสต์มาสจะเป็นเทศกาลที่ทุกคนไปรวมตัวกัน ซึ่งมันจะเป็นบิ๊กฮอลิเดย์ของที่นั่น ผมอยากเจอบรรยากาศตรงนั้น วันนั้นผมคงพูดภาษาอังกฤษจนเมื่อยมือ(หัวเราะ) แต่ว่ายังไม่ได้บอกพ่อ คือถ้าเกิดว่าผมจะไปแน่ๆ ก็จะบอกพ่อล่วงหน้า เพราะเขาก็จะต้องเตรียมตัวเหมือนกัน รวมถึงอยากมีโอกาสที่พาพ่อมาเที่ยวเมืองไทยด้วย”

เพื่อนรอบข้างว่ายังไงกันบ้าง?
“เพื่อนดีใจกันหมดเลย ทั้งเพื่อนที่อยู่ในเมืองไทยและที่เมืองนอก อย่างหนึ่งคือต้องบอกว่าเพื่อนที่เมืองนอกมีส่วนช่วยเยอะมาก”

วันนี้เป็นวันเกิดปีแรกที่พ่อได้อวยพรวันเกิดให้ด้วย?
“ใช่ครับ พ่อก็อวยพรทั่วไปครับ ขอให้เป็นคนที่มีความสุข มีพระพรและความรักของพระเจ้าอยู่กับตัวเองเสมอ เพราะความรักของพระเจ้าก็คือการสอนให้เรารักซึ่งกันและกัน”

คุยกับพ่อทุกวันไหม?
“ทุกวันครับ เดี๋ยวนี้คุยกันบ่อยเพราะผมกลัวว่าเวลาเจอจริงๆ แล้วผมจะช็อก เพื่อนๆ ที่เจอมาก่อนก็จะเตือนแบบนี้ ฉะนั้นถ้าเราพูดคุยกันจนคุ้นเคยแล้วมันจะสามารถทำให้เราไม่ตื่นเต้นมาก แล้วถ้าได้เจอตัวพ่อจริงๆ สิ่งแรกที่อยากทำคือก้มกราบเท้าและขอบคุณพ่อคครับ”

ตอนนี้เรียกว่าปลดล็อกปมในใจทั้งหมดเลยไหม?
“หายไปแล้วครับ เรื่องตามหาพ่ออันนี้คือ ปมสุดท้ายที่มีอยู่ อยากจะบอกทุกคนว่า…ผมมีพ่อแล้วครับ”

ย้อนไป 50 ปี เรื่องการเหยียดสีผิวในกลุ่มเด็กด้วยกัน มันเป็นเรื่องประหลาด?
มอริส เค : เหมือนตัวประหลาดเลย ตอนแรกเราจะเดินหนี แต่ครั้งที่สองเราหนีไม่ได้เราต้องไฟท์ เพราะเราจะโดนครอบครัวที่มีปัญหาเล่นเรา เพราะเราไม่มีใคร คือเวลาเรามีปัญหาที่โรงเรียน เราโดนที่โรงเรียนตีแล้ว เรากลับมาโดนที่บ้านกระทืบไม่มีใครอยู่ข้างๆ เราเลย พูดง่ายๆ คือเลี้ยงเหมือนคนรับใช้ในบ้านแต่ดีหน่อยได้เรียนหนังสือ

เก็บกดจนไปโรงเรียนใครมารังแกเรา เราก็สู้?
มอริส เค : เพราะเราพยายามเดินหนีแล้ว แต่ไม่เลิก เราก็เลยต้องทำตัวเลวเพื่อไม่ให้เขามายุ่งกับเรา

ล้ออะไรที่รับไม่ได้?
มอริส เค : เรื่องลูกไม่มีพ่อนี่แหละ แล้ววันแรกที่เจอพ่อผมโพสต์เลยผมมีพ่อเป็นของผมแล้วครับ

แล้วใครใช้ประโยคนี้ว่า เลว เพราะผิวดำ?
มอริส เค : ตอนนั้นเรามีปัญหาที่โรงเรียน ผมทำร้ายเพื่อนหนักมาก แล้วคุณครูก็โกรธมาก เพราะผมมีเรื่องกับเพื่อนๆ บ่อยมาก คุณครูก็เลยว่าผม เขาโกรธมาก เขาบอกว่า มันเลวอย่างนี้มันเป็นพันธุ์กรรม คือมันเป็นคำที่คุณครูโกรธ มันเป็นคำที่ฝังอยู่ในใจเรา ตอนนั้นประมาณ ป.5 ป.6 เราไม่รู้ว่าพันธุ์กรรมมันคืออะไร แต่เรารู้สึกเจ็บปวดมาก เขาไม่ได้ถามหรือคิดสักนิดหรอว่าสิ่งเหล่านี้มันเกิดจากสภาพแวดล้อมที่เจออยู่

โดนทั้งโรงเรียน ที่บ้าน ไม่เคยคิดหนีออกจากบ้านเลยหรอ?
มอริส เค : หนีบ่อยมาก แต่ไม่รอด ตอนที่ผมโดนเอามือมัดกับขื่อแล้วโดนตีด้วยไม้ไผ่ ผมแกะเชือกออกได้ ผมวิ่งออกจากบ้านประมาณครึ่งกิโล แล้วผมไปตั้งสติอยู่ที่ท้ายหมู่บ้านแล้วผมก็คิดว่าจะทำยังไงดี ในที่สุดผมก็ต้องกลับมา เพราะผมไม่รู้จะนอนที่ไหน ผมกลับมาแล้วผมก็โดนหนักกว่าเดิมทุกครั้ง ซึ่งที่เขาทำไปเขาบอกว่าเขาสอนเรา แต่ถ้าเขาสอนลูกหลานเขา เขาจะใช้เหตุผลนำ แต่เราเขาจะใช้อารมณ์นำ

ถามว่าแค้นไหม มันเป็นความเจ็บปวดและความโกรธอยู่ข้างในว่าเห็นเราเป็นอะไร พี่บอกตัวเองเสมอว่าเราโตได้ทุกวันนี้เขาก็ทำให้เรามีข้าวกิน ได้เรียนหนังสือถึงแม้แค่ ป.6 แต่เราก็โตขึ้นมาได้ ถึงเขาทำร้ายยังไงพี่ก็ไม่เคยขาหัก เต็มที่ก็แค่เย็บหัวแตกนิดหน่อย

บทความก่อนหน้านี้มวยสากลสมัครเล่น ทุ่ม 20 ล้านบาท จัด​ ไทยแลนด์​ โอเพ่น​ 20-27 ก.ค.ที่ นิมิบุตร
บทความถัดไปด่วน!! เครื่องบินขับไล่ตก กลางป่าเชียงใหม่ สลดนักบินดีดตัวร่มไม่กางดับ 1 อีกคนรอด