เด็กหอการค้า คว้าแชมป์โลก K-Pop World Festival ถิ่นเกาหลีใต้

เด็กหอการค้า

เด็กหอการค้า คว้าแชมป์โลก

K-Pop World Festival ถิ่นเกาหลีใต้

เด็กหอการค้า – นายสิรวุฒิ สายคำติ่ง (แสตมป์)(ซ้าย), นายก่อพงศ์ จงทรัพย์ดำรง (ไอซ์) และนายณกรณ์ บุญมงคลกุล (เจมส์) (ขวา) “Cover dance”เป็นการเต้นที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากสำหรับวัยรุ่นในยุคปัจจุบัน

ถือเป็นการเต้นให้เหมือนต้นแบบศิลปินเกาหลีมากที่สุด หมวดเพลงการเต้นจะเป็นเพลง K-pop การเต้น Cover dance จะเต้นตามจำนวนสมาชิกของศิลปินต้นแบบ เช่นศิลปินวง Cover dance มีศิลปินทั้งหมด 7 คน ทีมต้องหาสมาชิกให้ทีมให้ครบ 7 คนตามต้นแบบ ที่สำคัญเรื่องของเสื้อผ้า เมคอัพ ลิปซิ้งต้องทำให้เหมือนต้นฉบับทุกอย่าง

ล่าสุดทีมนักศึกษาเด็กหัวการค้า มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยคว้าแชมป์โลกจากงาน K-Pop World Festival 2018 ที่เมืองชางวอน ประเทศเกาหลีใต้ คว้ารางวัลGrand Prize และ Best boy Group Performance เป็นการแข่ง Cover danceระดับโลก คัดเลือกจาก 75 ประเทศ จำนวนทีมที่เข้าแข่งขัน 3,000 กว่าทีม

โดยหาที่ 1 ของแต่ละประเทศไปชิงชนะเลิศกันที่ประเทศเกาหลีใต้ ในแต่ละประเทศจะถูกส่งไปแข่งขันในรอบออนไลน์เบื้องต้น เมื่อได้แชมป์ของประเทศตัวเองแต่ละทีมจะไปอยู่ในเว็บไซต์ของการแข่งขันเพื่อให้คนดูทั่วโลกสามารถเข้าไปโหวตเพื่อให้คะแนนได้จากนั้นจะคัดเลือกผู้เข้ารอบจากประเทศต่างๆ ทั้งหมดให้เหลือเพียง 12 ทีม

เพื่อที่จะไปชิงชนะเลิศที่ประเทศเกาหลี และหาผู้ชนะเพียงแค่ทีมเดียวเท่านั้น เพราะการแข่งขันนี้มีเพียงรางวัลเดียวคือ รางวัล Grand prize เป็นรางวัลที่ใหญ่ที่สุดนอกจากนี้12 ทีมที่เข้าแข่งขันจะมีส่วนชิงรางวัลย่อย เช่น Best boy group performance , Best boy group performance และ Best show Best BTS

นายสิรวุฒิ สายคำติ่ง (น้องแสตมป์) นักศึกษาชั้นปีที่2 คณะมนุษย์ศาสตร์ สาขาภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร ม.หอการค้าไทย เล่าว่า “รางวัลที่ทีมเราได้มานั้นคือรางวัลชนะเลิศอันดับหนึ่งหรือ Grand prize กับ Best boy group performance ในทีมเราจะมีทั้งหมด 11 คน ทีมเราฝึกซ้อมกันอย่างหนักมากก่อนไปแข่งขันครั้งนี้ รวมทั้งเน้นเรื่องของการพักผ่อนให้เพียงพอ เพราะบางทีเราอาจจะซ้อมเลิกดึก เราก็นอนให้มันพอเพิ่มขึ้นไป มีการแบ่งเวลาเรียนและเวลาเราซ้อมเต้นอย่างชัดเจน ทีมเราจะซ้อมช่วงเย็น หรือหัวค่ำ

และเวลาแข่งส่วนใหญ่จะตรงกับเสาร์ อาทิตย์พอดีซึ่งไม่ชนกับเวลาเรียน แต่อย่างที่เราได้ไปแข่งที่เกาหลีเราต้องไปทั้งหมด 13 วัน เราก็ต้องลาที่มหาลัยและไปทำการสอบตามที่หลัง อาจารย์มหาวิทยาลัยได้ช่วยเหลือและสนับสนุนเป็นอย่างดี สำหรับบางคนการเต้น Cover ก็เหมือนกิจกรรมพิเศษยามว่าง แต่ว่าบางคนอย่างเช่นสมาชิกในทีมก็ประสบความสำเร็จจากการเต้น Cover จนได้เป็นแด๊นเซอร์ของศิลปินดังๆระดับโลก”

นายก่อพงศ์ จงทรัพย์ดำรง (น้องไอซ์) นักศึกษาชั้นปีที่4 คณะบริหารธุรกิจ สาขาธุรกิจระหว่างประเทศ ม.หอการค้าไทย เปิดเผยว่า “สำหรับชัยชนะครั้งนี้พวกเราฝึกซ้อมตลอดระยะเวลาที่เราได้ชนะเลิศที่ประเทศไทย จนได้เข้ารอบไปแข่งที่ประเทศเกาหลีเราได้ซ้อมกันหนักมากในทุกๆ วันโดยไม่มีวันไหนที่เราหยุดพักเลย เราต้องแข่งกับตัวเองเพื่อจะสร้างมาตรฐานให้ได้ภายในทีม Cover Dance

ส่วนหนึ่งเราต้องมีใจรักกับมันก่อนเพราะถ้าเรารักอะไรเราจะมีความมุ่งมั่น ไม่รู้สึกเบื่อที่จะทำมันและเราจะทำสิ่งๆนั้นจนกว่ามันจะประสบความสำเร็จ เพราะฉะนั้นหัวใจที่สำคัญน่าจะเป็นเรื่องทำในสิ่งที่เรารักมากกว่า จากประสบการณ์การแข่งขันทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ ประเทศไทยจะเป็นความสนุกในโชว์มากกว่าส่วนหนึ่ง ในส่วนของท่าเต้นก็จะเน้นความพร้อมเป็นหลัก

สำหรับประเทศเกาหลีก็จะดูความเป็นศิลปินมากกว่าที่ไทยมอง แต่ไม่ใช่ว่าเขาจะไม่ให้ความสำคัญกับตรงนั้นเลย แต่ยังไงสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับเกาหลีก็จะมองเรื่องความสามารถในการถ่ายทอด สื่ออารมณ์ความหมายของเพลงมากที่สุด”

นายณกรณ์ บุญมงคลกุล (น้องเจมส์) นักศึกษาชั้นปีที่ 2 คณะการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมบริการ สาขาการจัดการอีเว้นท์ กล่าวว่า “ในการชนะเลิศสามารถคว้ารางวัลครั้งนี้มาได้เพราะทีมเราสามัคคีกัน มีความช่วยเหลือกันในการเต้นซึ่งแบ่งกันดูรายละเอียดท่าเต้นต่างๆแบบละเอียด เราซ้อมกันหนักมาก และเรามีหัวหน้าทีมที่ดีที่คอยแนะนำเราทุกอย่างว่าต้องแข้ไขและปรับปรุงตรงไหน และอีกส่วนหนึ่งคือทางเกาหลีเขาจะมีครู ที่คอยมาเป็นโค้ชมาช่วยดูและให้คำแนะนำในการปรับแก้ในส่วนที่ไม่ดีกับเรา เพื่อทำให้มีจุดพลาดในการขึ้นโชว์มีน้อยที่สุด และในส่วนของรายละเอียดท่าเต้นของศิลปินเราก็ต้องเต้นตามให้เหมือนที่สุด ซึ่งตอนที่เราแข่งที่ประเทศไทยเราเต้นแค่เพลงเดียว แต่พอเราเข้ารอบได้ไปแข่งขันที่ประเทศเกาหลี ทาง

เกาหลีใต้ได้ขอมาว่าให้เราเปลี่ยนเพลงมันจึงทำให้พวกเราต้องเริ่มซ้อมเพลงใหม่อีก 1 เพลง โดยใช้ระยะเวลาประมาณ 1 เดือน แต่เป็น 1 เดือนที่เหนื่อยมากเพราะตอนที่เราซ้อมที่ประเทศไทยเราซ้อมตั้งแต่ 6 โมงเย็นถึงเที่ยงคืน แต่พอไปอยู่ที่เกาหลีเราซ้อมเป็นเวลาเช้า กลางวัน เย็น

ซึ่งระหว่างซ้อมเราจะคอยอัดคลิปได้ด้วยและคอยส่งคลิปให้กับโค้ชที่เกาหลีดูตลอด ซึ่งทางโค้ชจะเข้ามาดูเราซ้อมเต้นจริงๆ ในตอนเย็นและจะให้คำแนะนำและวิธีการแก้ไข้ข้อบกพร่องต่างๆ ที่ได้เห็นจากในคลิปที่เราส่งไปตลอดระยะเวลาในช่วงเช้า และจากที่ครูให้คำแนะนำเสร็จแล้วกลับไปเราก็จะซ้อมกันต่อถึงเที่ยงคืนเป็นอย่างนี้ตลอดจนวันแข่งขัน”

“หัวใจสำคัญจริงๆของการเต้น Cover Dance มันทำให้เราได้เพื่อน ได้เต้นร่วมกันกับเพื่อน ได้อยู่กับเพื่อน และผ่านอะไรด้วยกันมามันทำให้เรารู้สึกเป็นพี่น้องและครอบครัวจริงๆ นี้คือสิ่งที่เรารู้สึกว่ามันคือสิ่งที่สำคัญที่สุดของเรา

แน่นอนว่านอกจากการที่เราได้เพื่อนแล้ว เราก็ยังที่จะต้องศึกษาและฝึกฝนเยอะมากเพื่อที่จะให้เราเข้าใจว่ามันเป็นอย่างไร พอเราเข้าใจกับมันแล้วมันจะทำให้เรามีการพัฒนาได้เร็วขึ้นและก็จะเป็นสิ่งที่ทำให้การเต้น Cover มันทำให้เราต่อยอดไปในเรื่องต่างๆ ได้ เพราะถ้าเราเข้าใจอะไรต่างๆ ง่ายขึ้น เราก็สามารถเข้าใจเรื่องอื่นๆ ได้ง่ายขึ้นเหมือนกัน” สามหนุ่ม กล่าวทิ้งท้าย

บทความก่อนหน้านี้‘ธรรมะคือความจริง’ นพ.วัฒนา สุพรหมจักร 
บทความถัดไปขาเตียงสั่น? ดาราหนุ่ม เต้ ปิติศักดิ์ โพสต์แปลกถึงชีวิตรัก “ถ้าโสดจะทำไรดี”