วิถีแห่งอำนาจโลกซก : ท่าทีเทียเภา ท่าทีลิบอง (38)

“เสถียร จันทิมาธร”

สามก๊กสำนวน เจ้าพระยาพระคลัง(หน) บรรยายว่า เทียเภากับฮันต๋ง อุยกาย ฝ่ายทหารทั้งปวงนั้นจึงเข้าไปหาจิวยี่คำนับแล้วบอกว่า “บัดนี้ท่านรู้หรือไม่อันเมืองกังตั๋งนี้ จะเป็นของผู้อื่นแล้ว”

จิวยี่จึงตอบว่า “เราหารู้ไม่”

เทียเภาจึงบอกว่า “ข้าพเจ้าทั้งปวงนี้เป็นข้าเก่าของบิดาซุนกวน มีความภักดี อุตส่าห์ติดตาม มาสู้กระทำการรบพุ่งร้อยครั้งมิได้คิดแก่ชีวิตจนได้มาตั้งตัวอยู่ ณ เมืองกังตั๋ง แลบัดนี้นายเรา เชื่อถือคำที่ปรึกษาทั้งปวงจะเอาเมืองไปยกให้แก่โจโฉหาความอายมิได้

“ข้าพเจ้าทั้งนี้อดสูแก่ใจยิ่งนัก ไม่เห็นด้วย ตัวท่านมาแล้วขอได้ว่ากล่าวแก่ซุนกวนอย่าให้ กระทำตามถ้อยคำคนเหล่านั้น จงแข็งเมืองไว้ ถึงมาตรว่าโจโฉยกมาข้าพเจ้าทั้งปวงจะเอาชีวิต เป็นหัวหน้าสู้รบไปกว่าจะตาย”

จิวยี่จึงถามว่า “ท่านทั้งปวงนี้เห็นพร้อมด้วยกันแล้วหรือ”

อุยกายได้ยินดังนั้นก็ลุกขึ้นเอามือชกศีรษะแล้วว่า “ถึงหัวจะขาดออกก็มิขอนบนอบ โจโฉเลย”

ทหารทั้งปวงก็ร้องขึ้นพร้อมกันว่า “ข้าพเจ้าทั้งปวงก็เป็นใจเดียวกันสิ้น”

จิวยี่จึงว่า “ท่านทั้งปวงเห็นพร้อมกันดังนั้นเราก็เห็นด้วย แต่เวลานี้ท่านกลับไปก่อนเถิด พรุ่งนี้เราจะเข้าไปหาซุนกวนจึงจะว่าให้ตกลงกัน”

เทียเภาแลทหารทั้งปวงคำนับแล้วก็พากันออกไป

สํานวนแปล วรรณไว พัธโนทัย อ้างคำพูดของเทียเภาว่า “พวกเราได้ช่วยท่านแม่ทัพซุนเกี๋ยนตั้งบ้านเมืองแห่งนี้มาแต่แรก กระทำศึกน้อยใหญ่มาหลายร้อยครั้งจนกระทั่งได้หัวเมืองใหญ่มาอยู่ในอาณาจักร 6 หัวเมือง มาบัดนี้นายเราเชื่อฟังคำของที่ปรึกษาต้องการจะอ่อนน้อมยอมสวามิภักดิ์ต่อโจโฉ

“ซึ่งเป็นเรื่องน่าอัปยศอดสู และน่าเสียใจอย่างที่สุด

“พวกข้าพเจ้ายอมตายดีกว่าจะยอมแพ้ พวกข้าพเจ้าใคร่ขอให้ท่านเกลี้ยกล่อมนายเราให้รบเถิด เราเต็มใจต่อสู้จนชีวิตหาไม่”

และที่แตกต่างไปจากสำนวน เจ้าพระยาพระคลัง(หน) ก็คือ

ไม่ช้าจูกัดกิ๋น ลิห้อมและขุนนางฝ่ายบุ๋นอีกหลายคนก็มาขอจิวยี่อีก จิวยี่ออกมาพบ เมื่อกระทำคำนับกันแล้วจูกัดกิ๋นพูดขึ้นว่า

“ขงเบ้งน้องชายข้าพเจ้ามาจากแม่น้ำฮั่นแจ้งว่า เล่าปี่ใคร่จะขอร่วมกับนายของเราสู้รบกับโจโฉ บรรดาที่ปรึกษา ทั้งฝ่ายบุ๋นฝ่ายบู๊ปรึกษากันไม่เป็นที่ตกลง เนื่องจากน้องชายข้าพเจ้า เป็นทูตมาเจรจา ข้าพเจ้าจึงมิอาจพูดมากในเรื่องนี้ ใคร่จะขอให้ท่านเป็นผู้ตัดสินชี้ขาด”

จิวยี่ถามว่า “พวกท่านมีความเห็นเป็นอย่างใด”

จูกัดกิ๋นตอบว่า “ถ้าเรายอมอ่อนน้อมก็จะรอดปลอดภัย ถ้าเราสู้ก็ยากที่จะหวังได้ว่า ผลจะเป็นประการใด”

จิวยี่หัวเราะแล้วว่า “ข้าพเจ้ามีความคิดเห็นของข้าพเจ้าอยู่แล้วพรุ่งนี้จะหานายของเราเพื่อปรึกษาหารือตัดสินใจให้เด็ดขาด”

จูกัดกิ๋นกับขุนนางทั้งปวงจึงอำลากลับไป

ตรวจสอบผ่านสำนวนแปลของ พญ.กัลยา สุพันธุ์วณิช ปรากฏว่าตรงกันกับสำนวนแปลของ วรรณไว พัธโนทัย

เป็นอันว่า สำนวน เจ้าพระยาพระคลัง(หน) ตัดออกไป

ยิ่งกว่านั้น สำนวน วรรณไว พัธโนทัย ยังบรรยายด้วยว่า พลันทหารเข้ามาแจ้งให้จิวยี่ทราบอีกว่า ลิบอง กำเหลงและขุนนางผู้ใหญ่อีกบางคนมาขอพบ จิวยี่จึงเชิญให้เข้ามาหา ลิบอง กำเหลงกับพวกมาพูดถึงการศึกกับโจโฉอีก

บ้างให้สู้ บ้างให้ยอมแพ้ ทุ่มเถียงกันฟังไม่ได้ศัพท์

จิวยี่จึงว่า “พวกท่านทั้งหลายอย่าทุ่มเถียงกันไปเลย พรุ่งนี้ขอให้มาพบพร้อมกัน ณ ทำเนียบ ข้าพเจ้าจะปรึกษาตกลงใจในเรื่องนี้กับนายของเรา”

สำนวนแปล พญ.กัลยา สุพันธุ์วณิช บรรยายว่า

สักประเดี๋ยวก็มีหลี่เหมิง (ลิบอง) กานหนิง (กำเหลง) มาขอพบ อวี่ให้พบก็มาพูดเรื่องนี้อีก บ้างให้รบ บ้างให้ยอม ถกเถียงกันไปมา

อวี่ว่า “ไม่ต้องพูดมาก พรุ่งนี้ค่อยเปิดประชุม”

พวกนี้จึงค่อยลาไป โจวอวี่ยิ้มอย่างใจเย็น

สํานวน เจ้าพระยาพระคลัง(หน) อาจประเมินว่าการมาของจูกัดกิ๋น และคณะการมาของ ลิบองและคณะมีความสำคัญน้อย

จึงตัดทิ้งไป

แต่หากมองจากจิวยี่ ไม่ว่าการมาของเตียวเจียว ไม่ว่าการมาของเทียเภา ไม่ว่าการมาของจูกัดกิ๋น ไม่ว่าการมาของลิบอง ล้วนมีความสำคัญ

สำคัญต่อกระบวนการของ “เสนาธิการ” สำคัญต่อกระบวนการของ “ผู้บังคับบัญชา”

บทความก่อนหน้านี้นายจ้างสาวเล่นใหญ่ แกล้งจะไล่ออกลุงคนงาน สุดท้ายกลายเป็นเซอร์ไพรส์วันเกิดสุดซึ้ง
บทความถัดไป‘วิรัช’ซัดสนช.ฝักถั่วทำตามผู้มีอำนาจกดปุ่มคว่ำว่าที่ 7 กกต.-สวน‘พรเพชร’อ้างไม่กระทบโรดแม็ปเลือกตั้ง