ที่ประชุมศาลรัฐธรรมนูญ มีมติเอกฉันท์ 9 ต่อ 0

รับคำร้องกรณีประธานสภาผู้แทนราษฎรส่งคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญมาตรา 170 ประกอบมาตรา 82 ว่า

ความเป็นรัฐมนตรีของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญมาตรา 170 วรรคสอง ประกอบมาตรา 158 วรรคสี่หรือไม่

สำหรับคำขอของผู้ร้อง ที่ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ผู้ถูกร้องหยุดปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรีจนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญมาตรา 82 วรรคสองนั้น

ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาคำร้องและเอกสารประกอบคำร้องแล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงตามคำร้องปรากฏเหตุอันควรสงสัยว่ามีกรณีตามที่ถูกร้อง จึงมีมติเสียงข้างมาก 5 ต่อ 4

ให้ผู้ถูกร้องหยุดปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรีตั้งแต่วันที่ 24 ส.ค. 2565 จนกว่าศาลจะมีคำวินิจฉัย

ขั้นตอนจากนี้ไป ก็จะเข้าสู่กระบวนการไต่สวนพยานหลักฐาน เพื่อแสวงหาข้อเท็จจริงที่ปรากฏ เพื่อจะได้มีคำวินิจฉัยว่าเป็นไปตามที่ถูกร้องหรือไม่ คาดว่าจะใช้เวลาไม่นาน

ที่ผ่านมานั้น ถกเถียงกันอย่างกว้างขวางว่าพล.อ.ประยุทธ์เริ่มเป็นนายกฯ เมื่อใด

ซึ่งก็ชัดเจนว่าเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2557

มีนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

แต่ก็มีกระบวนการแก้ต่างอยากให้อยู่ต่อว่าต้องนับหลังจากรัฐธรรมนูญ 2560 ประกาศใช้

นั่นคือเป็นนายกฯ ในครั้งหลังเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2562

มีนายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

แต่เมื่อมติศาลรธน.ออกมา 5 ต่อ 4 เห็นว่าพล.อ.ประยุทธ์ต้องพักการทำหน้าที่

ก็น่าจะบ่งชี้ได้ว่าเสียงข้างมากมีความเห็นไปในทิศทางใด

ดังนั้น ถ้าไม่มีอภินิหารทางกฎหมายใดๆ มาช่วย พล.อ.ประยุทธ์น่าจะหยุดอยู่เพียงเท่านี้ ไปต่อไม่ได้อีกแล้ว

เวลาที่เหลือก่อนเลือกตั้งใหญ่ จึงเป็นของพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ ที่เป็นผู้รักษาการนายกรัฐมนตรี

มีอำนาจอย่างเต็มที่ เหมือนนายกฯ ตัวจริง

การจัดทัพข้าราชการ การแต่งตั้งโยกย้ายทหารและตำรวจ ล้วนแต่อยู่ในมือของพล.อ.ประวิตรทั้งสิ้น

ที่น่าสนใจทางการเมืองอีกประเด็น คือความเป็นไปของพรรคพลังประชารัฐ ที่มีบิ๊กป้อมเป็นหัวหน้า

จะเป็นพรรคขนาดใหญ่และเป็นแม่เหล็กดึงดูดนักการเมืองเข้าร่วมต่อไปหรือไม่

รวมถึงจะส่งชื่อใครเป็นนายกรัฐมนตรี??

เภรี กุลาธรรม

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน