ช่วงนี้ สภาผู้แทนราษฎร มีวาระประชุมเพื่อพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปี 2567 วงเงินทั้งสิ้น 3.48 ล้านล้านบาทวาระแรก กำหนดแล้วเสร็จภายในกรอบ 105 วัน ตามที่รัฐธรรมนูญมาตรา 143 กำหนดไว้

ที่น่าสนใจได้แก่ รายจ่ายประจำ 2,532,826 ล้านบาท รายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลัง 118,361 ล้านบาท ขณะที่รายจ่ายลงทุน 717,722 ล้านบาท และรายจ่ายชำระคืนต้นเงินกู้ 118,320 ล้านบาท

กระทรวงที่ได้รับการจัดสรรมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ มหาดไทย 353,127 ล้านบาท ศึกษาธิการ 328,384 ล้านบาท การคลัง 327,155 ล้านบาท กลาโหม 198,320 ล้านบาท และคมนาคม 183,635 ล้านบาท

ขณะที่รายได้ปี 2567 คาดว่าจะจัดเก็บได้จำนวน 3,337,400 ล้านบาท แต่เมื่อหักการลดคืนภาษีต่างๆ จะคงเหลือรายได้สุทธิ 2,787,000 ล้านบาท เนื่องจากรายจ่ายสูงกว่ารายได้ 693,000 ล้านบาท คาดว่ารัฐบาลจำเป็นต้องกู้เพิ่ม

งบประมาณแผ่นดิน หมายถึงแผนเกี่ยวกับการใช้จ่ายของรัฐบาลและจัดหารายรับให้เพียงพอกับการใช้จ่ายในรอบระยะเวลา 1 ปี เริ่มต้นในวันที่ 1 ตุลาคมของทุกปีจนถึงวันที่ 30 กันยายนปีถัดไป

สำนักงบประมาณ เป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบจัดทำงบประมาณแผ่นดินและนำเสนอเพื่อพิจารณา เมื่อได้รับอนุมัติแล้ว จึงตราออกมาเป็นพระราชบัญญัติตามกระบวนการ เพื่อใช้บังคับต่อไป

ที่ผ่านมา การจัดทำงบประมาณรายรับรายจ่ายประจำปี 2567 ต้องล่าช้าจากปีปฏิทินที่กำหนดไว้ถึง 6 เดือน เนื่องจากเป็นช่วงระยะเวลาการเปลี่ยนผ่านในการจัดตั้งรัฐบาล

จำเป็นต้องใช้งบประมาณปี 2566 ไปพลางก่อน โดยเฉพาะงบรายจ่ายประจำเป็นหลัก ส่วนงบลงทุนนั้นไม่สามารถดำเนินการได้ มีผลกระทบต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างมาก

งบประมาณประจำปีครั้งนี้ มีการวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง บ้างก็ตั้งข้อสังเกตว่าไม่ได้สัดส่วนตามสภาพความเป็นจริงของภาพรวมทั้งประเทศ ซึ่งคงจะปรับแก้ในชั้นคณะกรรมาธิการวิสามัญ และมีข้อเสนอแนะในการจัดทำงบประมาณในปีต่อไป

หลังจากอภิปรายและรับหลักการในวาระแรก สภาผู้แทนราษฎรจะตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาพิจารณาในรายละเอียด ซึ่งรัฐบาลมีมติส่งชื่อนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์เป็นประธานแทนรมว.คลัง

ขั้นตอนหลังจากนี้ จะมีการประชุมพิจารณาร่วมกันอย่างเข้มข้นในคณะกรรมาธิการวิสามัญ โดยเรียกหน่วยงานที่ใช้งบประมาณมาชี้แจงลงลึกในรายละเอียด พร้อมตอบข้อซักถามข้อสงสัยการใช้จ่ายทั้งหมด

ที่สำคัญคือจะมีมาตรการอย่างไร เพื่อให้การใช้จ่ายงบประมาณที่ล่าช้ากว่าเดิมถึง 6 เดือน และคาดว่าจะเริ่มใช้จริงในเดือนพฤษภาคมนี้ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนอย่างแท้จริง

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน