<span style="font-size: medium;">“คิง เพาเวอร์”กับภารกิจท้าทายในทศวรรษ 3 <br>พลังดิวตี้ฟรี-CSRสู่แผนประมูลใหม่สุวรรณภูมิ</span>

31 พ.ค. 2561 - 09:00 น.

การดำเนินธุรกิจของ “กลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์” ผู้บุกเบิกร้านค้าปลอดอากร (duty free) เมืองไทย และผู้นำร้านค้าปลีกเพื่อการท่องเที่ยวและการเดินทางที่ไม่มีวันสิ้นสุด ในปี 2561 ได้ก้าวเข้าสู่ทศวรรษที่ 3 ด้วยความมุ่งมั่นจะนำพาไทยผงาดเป็นประเทศที่มียอดขายดิวตี้ฟรีติดอันดับ 1 ใน 5 ของโลกภายใน 10 ปี พร้อม ๆ กับเดินหน้าทำโครงการคืนประโยชน์จากธุรกิจสู่สังคม (Corporate Social Responsibility : CSR) อย่างเข้มข้นด้วยธีม “KING POWER :THAI POWER : พลังคนไทย” 4 หมวดหลัก คือ ชุมชน การศึกษา/สุขภาพ กีฬา และดนตรี

เกาะติดข่าว กดติดตาม ข่าวสด

โดยมีจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในยุค “อัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ทายาทธุรกิจรุ่นสองเข้ามารับไม้ต่อธุรกิจจาก “วิชัย ศรีวัฒนประภา” ประธานกรรมการ กลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ ตั้งแต่ปี 2559 ซึ่งเป็นปีแห่งการสร้างประวัติศาสตร์โลกกับความสำเร็จด้วยการนำ “สโมสรเลสเตอร์ ซิตี้” คว้าแชมป์ฟุตบอลพรีเมียร์ ลีก ครั้งแรกในรอบ 132 ปี ทำให้ชื่อเสียงของ “นักธุรกิจไทย” ติดชาร์ตโด่งดังในระดับอินเตอร์ตอกย้ำว่าคนไทยก็มีความสามารถไม่แพ้ชาติใดในโลก

นับเป็นจังหวะขาขึ้นในช่วงรับไม้ต่อธุรกิจของ “อัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา” ซีอีโอรุ่นใหม่ นอกจากภารกิจกีฬาแล้วยังต้องพัฒนากิจการดิวตี้ฟรีในประเทศไทยทั้งหมดทำยอดขายให้เข้าเป้านับจากปี 2559 ทำได้ปีละ 85,000 ล้านบาท จะเติบโตแบบก้าวกระโดดในปี 2561 เป็นปีละกว่า 100,000 ล้านบาท ท่ามกลางความท้าทายรอบทิศทาง ไม่ว่าแรงกระเพื่อมจากเป็นปัจจัยการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ การเมือง สังคม สิ่งแวดล้อม ภายในประเทศและทั่วโลก ธุรกิจค้าปลีกในประเทศแข่งขันกันอย่างดุเดือดต้องชิงไหวชิงพริบลงทุนนำนวัตกรรมมาเป็นเครื่องมือชิงส่วนแบ่งตลาดหลักกลุ่มนักท่องเที่ยวนานาชาติและคนไทย

ในเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม 2561 ภารกิจของ “อัยยวัฒน์” จะยิ่งเข้มข้นมากขึ้นเมื่อต้องนำกลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ ทำหน้าที่รักษาตำแหน่ง “แชมป์สัมปทานดิวตี้ฟรีและพื้นที่เชิงพาณิชย์ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ” ที่อยู่ในความดูแลของ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) “ทอท.” กำหนดจะประกาศเงื่อนไขกติกา (TOR) เลือกผู้ชนะรอบใหม่ 10 ปีหน้า โดยจะเปิดให้เอกชนที่สนใจเข้าซื้อซองและเสนอราคาร่วมแข่งขันการประมูลโครงการดังกล่าวล่วงหน้า 2 ปี ซึ่งปัจจุบันกลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ เป็นผู้ดำเนินการร้านค้าดิวตี้ฟรีและพื้นที่เชิงพาณิชย์ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิไปจนถึงเดือนกันยายน 2563

“อัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา” กล่าวย้ำ ๆ มาตลอดว่า กลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ พร้อมเข้าร่วมประมูลโครงการพัฒนาพื้นที่ร้านค้าดิวตี้ฟรีและเชิงพาณิชย์ ตามเงื่อนไขกติกาของ ทอท.อย่างโปร่งใสมีธรรมาภิบาล ในฐานะผู้บุกเบิกธุรกิจมา 29 ปี ด้วยศักยภาพความสามารถจากประสบการณ์ที่สั่งสมมาจนทำให้ดิวตี้ฟรีของไทยมีชื่อเสียงติด 1 ใน 10 ของโลก ภายในร้านค้าคิง เพาเวอร์ ทุกสาขาได้จัดพื้นที่คัดผลิตภัณฑ์สินค้าชุมชนเปิดโอกาสให้แต่ละท้องถิ่นมาวางจำหน่ายกว่า 20 % ของสินค้าทั้งหมด สร้างรายได้รวมปีละกว่า 15,000-20,000 ล้านบาท ทั้งในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ดอนเมือง ภูเก็ต เชียงใหม่ หาดใหญ่ และสาขาในเมือง กรุงเทพฯ มี 2 แห่ง ที่ซอยรางน้ำ ศรีวารี ต่างจังหวัดอีก 2 แห่ง ที่เมืองพัทยา (ชลบุรี) และภูเก็ต

ทำให้ผลิตภัณฑ์ชุมชนวิถีไทยก้าวเข้าสู่ตลาดโลกมากว่า 2 ทศวรรษ ยิ่งการท่องเที่ยวเติบโตอย่างรวดเร็วสินค้าไทยในร้านดิวตี้ฟรีก็ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นตามไปด้วย โดยเฉพาะกลุ่มตลาดนักท่องเที่ยวจีนปีนี้มีแนวโน้มมาช้อปปิ้งในคิง เพาเวอร์ ประมาณ 8 ล้านคน

ล่าสุดกลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ สร้างความฮือฮาในเวทีโลกด้วยโครงการ “Community Gold : พลังครามชุมชน” นำภูมิปัญญาการย้อมผ้าครามวิถีชีวิตท้องถิ่น “บ้านนาขาม ตำบลเชิงชุม อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร” ทุ่มเทจ้างนักออกแบบสร้างสรรค์ให้มีดีไซน์สมัยใหม่ต่อยอดทำเสื้อผ้าและคอลเลกชั่นแฟชั่นพิเศษ INDIGO โดยใส่จิตวิญญาณเรื่องราวที่มีชีวิตของวัฒนธรรมผ้าครามผลิตและจำหน่ายภายใต้แบรนด์ “เลสเตอร์ ซิตี้ ฟุตบอลคลับ” เพิ่มรายได้และสร้างอาชีพอย่างยั่งยืนคืนกลับไปสู่ชุมชนและทุกครัวเรือน

โครงการ “Community Gold : พลังครามชุมชน” จึงกลายเป็นสินค้าที่มีทั้งคุณค่าและมูลค่าในตลาดโลกสามารถตั้งราคาขายได้ชิ้นละ 1,000 บาทขึ้นไป เมื่อกลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ นำไปวางขายในร้านดิวตี้ฟรีทุกสาขา และในช้อปเลสเตอร์ ซิตี้ ประเทศอังกฤษ นำร่องรวม 4 หมวดสินค้า 7 ประเภท ได้แก่


หมวดที่ 1 เสื้อผ้าคราม ขนาด S M L XL XXL แบ่งเป็น 3 ประเภท คือ เสื้อที-เชิ้ตลายปัก (LTC Indigo T-Shirt Logo Embroidery) ราคาตัวละ 1,150 บาท เสื้อที-เชิ้ตลายปริ้นท์ (LTC Indigo T-Shirt Logo Printed) ราคาตัวละ 1,250 บาท เสื้อโปโล (LTC Indigo Polo – Logo Printed) ราคาตัวละ 1,400 บาท

หมวดที่ 2 ผ้าพันคอคราม (LTC Indigo Scarf) ฟรีไซส์ ราคาผืนละ 1,200 บาท

หมวดที่ 3 หมวกคราม มี 2 ประเภท คือ หมวกแก็ป (LTC Indigo Cap) ฟรีไซส์ ราคาใบละ 1,100 บาท หมวกไหมพรม (LTC Indigo Beanie) ราคาใบละ 1,100 บาท

หมวดที่ 4 กระเป๋าใส่ของเอนกประสงค์ (LTC Indigo Toiletry Bag) ขนาดเดียว ราคาใบละ 1,350 บาท

ตลอดปี 2561 กลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ ยังคงเดินหน้าโครงการ “คิง เพาเวอร์ ไทย เพาเวอร์ : พลังคนไทย” โดยสนับสนุน “กีฬา : Sport POWER” สร้างสนามฟุตบอลแจกโรงเรียนและชุมชนแห่งละ 1 ล้านบาท พร้อมลูกฟุตบอลและอุปกรณ์กีฬา สนับสนุน “การศึกษาและสุขภาพ : Education & Health Power” แจกทุนการศึกษาและอุปกรณ์การแพทย์ตามโรงเรียนและโรงพยาบาล และ “ดนตรี : Music Power” จัดประกวดดนตรีเยาวชนพร้อมมอบทุนเพื่อพัฒนาให้เกิดความยั่งยืน

“อัยยวัฒน์” ทายาทรุ่นสอง ได้สานต่อธุรกิจดิวตี้ฟรีให้เป็นหนึ่งในเสาหลักดึงดูดเม็ดเงินจากนานาชาติเข้าเมืองไทยปีละนับแสนล้านบาท พิสูจน์ให้เห็นถึงศักยภาพในอนาคตที่พร้อมจะนำพาความสำเร็จให้ประเทศและชุมชนท้องถิ่นไทยมีรายได้มั่งคั่ง มั่นคง ในระยะยาว

ทางด้าน “นิตินัย ศิริสมรรถการ” กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้จัดทำรายละเอียดในการหาเอกชนเข้ามาดำเนินการพื้นที่ร้านค้าปลอดอากร (Duty free) และร้านค้าปลีกในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เตรียมเปิดประมูลและออกเงื่อนไขการประกวดราคา (TOR) ภายในเดือนมิถุนายนหรือกรกฎาคม 2561 จากเดิมกำหนดจะเริ่มเปิดช่วงต้นปี 2561 แต่ต้องเลื่อนมา 6 เดือน เพราะต้องดำเนินการทุกขั้นตอนอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะเรื่องการให้ทีมงานเกี่ยวข้องทำการศึกษารับฟังข้อเสนอจากทุกฝ่ายอย่างถูกต้อง

ทั้งนี้ ทอท.ต้องยึดมั่นการประมูลอย่างโปร่งใส มีธรรมาภิบาล เพื่อสรรหาบริษัทเอกชนผู้ชนะการประมูลพื้นที่ร้านค้าปลอดอากรเข้ามาดำเนินการภายในปลายปี 2561 ตามกรอบระยะเวลาจะต้องหาผู้ชนะให้ได้ล่วงหน้าก่อน 2 ปี ก่อนสัมปทานเก่าจะสิ้นสุดปี 2563 เพื่อผู้ชนะจะได้เตรียมความพร้อมด้านการตกแต่งพื้นที่ร้านค้า การเจรจากับแบรนด์สินค้าเข้ามาวางจำหน่าย การวาแผนตลาดดึงรายได้นักท่องเที่ยวทั่วโลกเข้าไทย เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการทำเงินให้ ทอท.เพิ่มขึ้น จากปัจจุบันมีรายได้จากดิวตี้ฟรีปีละประมาณ 6,000 ล้านบาท

ทั้งกลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ ผู้นำดิวตี้ฟรีเมืองไทยมา 3 ทศวรรษ และ ทอท.ผู้ดูแลท่าอากาศยานสุวรรณภูมิผู้ให้สัมปทานพื้นที่ประกอบกิจการร้านค้าปลอดอากรและเชิงพาณิชย์ ต่างฝ่ายต่างทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา ดังนั้นในการเปิดประมูลเดือนมิถุนายนหรือกรกฎาคมนี้ ผู้ที่สนใจแข่งขันก็ควรยึดกติกาเป็นหลักด้วยเช่นกัน

เกาะติดข่าวสำคัญ

กดติดตาม "ข่าวสด"

เพิ่มเพื่อน

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน












ภาพที่



อัลบั้มภาพ <span style="font-size: medium;">“คิง เพาเวอร์”กับภารกิจท้าทายในทศวรรษ 3 <br>พลังดิวตี้ฟรี-CSRสู่แผนประมูลใหม่สุวรรณภูมิ</span>
ข่าวที่เกี่ยวข้อง