ตอบ6ข้อเริ่ม13พย.นี้ “บิ๊กตู่”ยังไม่ทูลโผ “ยุคล”จ่อร่วมครม. “บิ๊กป้อม”ถกครม.สัญจรปัตตานี-สงขลาปลายเดือนนี้

บิ๊กตู่เผยยังไม่ทูลเกล้าฯ ครม. ใหม่ แจงคำถาม 6 ข้อในรายการทีวีไม่มีเจตนาสร้าง ความขัดแย้งกับนักการเมือง แค่ สร้างหลักคิดให้ประชาชนเท่านั้น ด้านมหาดไทยรับลูกทันที เริ่มวันจันทร์นี้ จัดให้ประชาชนตอบที่ศูนย์ดำรงธรรมทั่วประเทศ-50 สำนักงานเขตในกทม. สะพัดสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ พายุคล ลิ้มแหลมทอง เข้าพบนายกฯ คาดมีชื่อใน ครม.ใหม่ด้วย บิ๊กป้อมประชุมเตรียม ครม.สัญจรปัตตานี-สงขลา ปลายเดือนนี้

“ตู่”บินไปนอกฝากดูแลประเทศ

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 10 พ.ย. ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 ดอนเมือง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และนางนราพร จันทร์โอชา ภริยา พร้อมคณะ เดินทางไปยังท่าอากาศยานนานาชาติดานัง นครดานัง สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม เพื่อเข้าร่วมการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปก ครั้งที่ 25 ที่เวียดนาม และการประชุมสุดยอดอาเซียน (อาเซียนซัมมิท) ครั้งที่ 31 ที่กรุงมะนิลา สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ ระหว่างวันที่ 10-15 พ.ย.

พล.อ.ประยุทธ์ให้สัมภาษณ์ด้วยสีหน้า ยิ้มแย้ม ถึงการทูลเกล้าฯ รายชื่อรัฐมนตรีใหม่ว่า ยังฝากดูแลประเทศด้วย

แจง 6 คำถามไม่เจตนาการเมือง

เมื่อเวลา 20.15 น. พล.อ.ประยุทธ์กล่าวในรายการศาสตร์พระราชาสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน ตอนหนึ่งว่า คำถาม 6 ข้อที่ตนถามประชาชนนั้น เป็นคำถามต่อเนื่องจาก 4 ข้อเดิม ก็จะรวมเป็น 10 ข้อ ทุกคนไปให้คำตอบได้ แสดงความคิดเห็นได้ หรืออาจเขียนข้อเสนอแนะเพิ่มเติมก็ได้อย่างเป็นอิสระและเปิดกว้าง ตนอยากให้ช่วยกันคิด ช่วยกันแสดง ออกมาตามช่องทางนี้ได้

นายกฯ กล่าวว่า สำหรับผู้ที่เคยตอบ 4 คำถามแรกมาแล้วก็สามารถตอบใหม่ได้ทั้ง 10 ข้อ ตนไม่ได้มีเจตนาด้านการเมือง หรือ จะไปสร้างความขัดแย้งกับนักการเมือง พรรค การเมืองที่ดีๆ ทำเพื่อบ้านเมืองมีมาก เราสมควรสนับสนุน ตนเพียงแต่สร้างความเข้าใจ สร้างหลักคิดให้กับประชาชนทุกกลุ่มทุกฝ่ายว่าประชาชนย่อมมีสิทธิ์มีเสียงที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระบบการเมืองไทยนั้นคืออะไร นักการเมือง พรรคที่ดีก็ต้องเห็นชอบด้วยกันในเรื่องนี้ เพราะทุกคนตั้งใจที่จะทำให้บ้านเมืองพัฒนาไปข้างหน้า เราต้องยอมรับข้อบกพร่อง ปัญหาที่เกิดขึ้นในระบอบประชา ธิปไตยมีมาต่อเนื่องยาวนาน เราเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ รุนแรงมากขึ้น ขัดแย้งมากขึ้น

เรียกร้องคำนึงถึงคน 70 ล้าน

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า วันนี้ต้องกลับมาสู่ปกติให้ได้ เราต้องทำให้เกิดความไว้เนื้อเชื่อใจกับประชาชน ทำผิดก็ทำใหม่ได้ หรือทำไม่ดีก็ทำให้ดีขึ้นได้ในโอกาสหน้า ตนอยากให้ประชาชนทั้งประเทศมีความหวัง สมหวัง มองอนาคต แล้วเดินหน้าสู่อนาคตประเทศชาติและประชาชนอย่างยั่งยืน เราต้องมุ่งเน้นนโยบายที่เป็นยุทธศาสตร์ชาติ และทำงานร่วมกับนโยบายของพรรค ถ้าทุกพรรคเดินหน้ายุทธศาสตร์ชาติ ร่วมกับนโยบายพรรค ทำในสิ่งที่มันควรจะเป็นก็จะเกิดการปฏิรูปประเทศตามที่เราต้องการในทุกมิติ ขณะนี้เราจะคิดแบบเดิมๆ ไม่ได้อีกต่อไป เพราะไม่เข้มแข็ง เราต้องมีการจัดระเบียบ สร้างระบบ สร้างมาตรฐาน กำหนดเป้าหมาย มีแบบแผน มีแผนแม่บท มีแผนปฏิบัติการ และแผนในการปฏิรูปให้ชัดเจน

นายกฯ กล่าวว่า พรรคการเมือง นักการเมือง กับรัฐบาลและคสช. เวลานี้เราควรคำนึงถึงคนไทยทั้งประเทศเกือบ 70 ล้านคน เราต้องมีมาตรการที่หลากหลาย ต้องตอบโจทย์ที่เฉพาะเจาะจง เฉพาะกลุ่มให้ชัดเจน ไม่ใช่การหว่านลงไปทั้งหมด ก็จะเป็นการบริหารที่ไม่เป็นธรรมาภิบาล ไม่ทั่วถึง ไม่เท่าเทียม ไม่เป็นธรรม

จี้พรรคการเมืองเปลี่ยนตัวเอง

“ฉะนั้น นักการเมือง พรรคการเมือง ผมไม่ใช่เป็นศัตรูของใคร ผมต้องการทำให้ทุกอย่าง มันเดินไปข้างหน้าได้อย่างมีอนาคต ไม่เกิดความขัดแย้งขึ้นอีก ผมคาดหวังว่าหลายคน หลายพรรค จะมีการเปลี่ยนแปลง ปรับตัว ปฏิรูปตัวเอง ฟังที่ผมพูดแล้วให้ลองคิดว่าผมมีเจตนาอะไร ผมไม่อาจไปทะเลาะกับใครได้ เพราะผมเข้ามา จำเป็นต้องสร้างปรองดอง ความปรองดองก็คือด้านการเมืองด้วย ทุกคนจะต้องปฏิรูปตัวเอง ปฏิรูปพรรคเพื่อประโยชน์ ของประเทศและประชาชนมาก่อนเสมอ ถ้าเราทำดีได้อย่างนี้เราก็จะอยู่ครบวาระ ไม่ต้องไปเตรียมการเพื่อจะเลือกตั้งใหม่ตลอดเวลา ก็จะทำให้เกิดปัญหาอย่างอื่นตามมาอีกด้วย” นายกฯ กล่าว

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ในช่วงเปลี่ยนผ่านประเทศ มีการปฏิรูปมากมายที่เราดำเนินการอยู่ และต้องทำอย่างต่อเนื่อง สำหรับสถาน การณ์ในทุกวันนี้ ตนขอให้กำลังใจในการทำงานกับทุกคน ทุกฝ่าย ทุกระดับ อย่างไรก็ตาม ขอฝากเป็นข้อคิดว่าประเทศไทยต้องช่วยกันสร้าง ทำในสิ่งที่ตนถนัดและทำให้ดีที่สุด ตนอยากให้เราคนไทยมอบกำลังใจให้แก่กัน ดีกว่าเราจะติเรือทั้งโกลนหรือวิพากษ์วิจารณ์โดยเจตนาที่ไม่สุจริต เพื่อจะทำให้เกิดบรรยากาศความขัดแย้ง แล้วบ้านเมืองของเราจะน่าอยู่และมีแต่ความผาสุก

มท.รับลูกลุย 6 คำถามทั่วปท.

ที่กระทรวงมหาดไทย พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณีพล.อ.ประยุทธ์มอบให้กระทรวงมหาดไทยเปิดรับฟังความเห็นจากประชาชนต่อคำถาม 6 ข้อ เกี่ยวกับอนาคตการเมืองไทยว่า กระทรวง มหาดไทยจะเปิดให้ประชาชนมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับคำถามของนายกฯ ทั้ง 6 ข้อ ผ่านศูนย์ดำรงธรรมประจำกระทรวง และสำนักงานเขตทั้ง 50 เขต ของกรุงเทพมหานครได้ ตั้งแต่วันที่ 13 พ.ย. นี้เป็นต้นไปในเวลาราชการ โดยจะต้องนำบัตรประจำตัวประชาชน มายืนยันตัวบุคคล จากนั้นเจ้าหน้าที่จะแจกแบบฟอร์มให้ตอบคำถาม ซึ่งมีลักษณะเดียวกับแบบฟอร์ม 4 คำถามของนายกฯ ก่อนหน้านี้ ในส่วนภูมิภาคก็เปิดรับฟังความคิดเห็นผ่านศูนย์ดำรงธรรมประจำอำเภอและจังหวัดทั่วประเทศ

นายประยูร รัตนเสนีย์ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงการสรุปรวบรวมผลคำตอบ ของประชาชนว่า จะดำเนินการเหมือนเดิม คือ ในระดับอำเภอ ส่งเข้าระดับจังหวัด ภายใน 10 วัน และระดับจังหวัดจะรวบรวมสรุปอีกครั้งก่อนส่งต่อมายังกระทรวงภายใน 5 วัน และกระทรวงจะรวบรวมและสรุปส่งรายงานนายกฯ ได้ภายใน 5 วัน หรือ ทั้งนี้ คาดว่าจะส่งคำตอบให้นายกฯ ได้เป็นครั้งแรก ภายใน 3 สัปดาห์ หลังจากเปิดรับคำตอบวันแรก มั่นใจว่าไม่มีปัญหาในการดำเนินการ

“หยุย”โดดหนุน”บิ๊กตู่”ทันที

ที่รัฐสภา นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กล่าวถึงคำถาม 6 ข้อ ของนายกฯ ว่า ในข้อ 2 ที่ระบุว่าคสช. จะสนับสนุนพรรคได้หรือไม่นั้น คสช.เป็นองค์กร ไม่ใช่ตัวบุคคล เมื่อเป็นองค์กรจะไปสนับสนุนใคร ตนว่าทำได้ทั้งนั้น แต่ต้องอยู่ในเงื่อนไขที่ไม่กระทำผิดรัฐธรรมนูญ และกฎหมายทั่วไป รวมถึงกฎหมายเลือกตั้ง ส่วนที่ฝ่ายการเมืองวิจารณ์เรื่องข้อได้เปรียบเสียเปรียบนั้น แน่นอนต้องเกิดข้อได้เปรียบเสียเปรียบแน่

นายวัลลภกล่าวด้วยว่า แต่ส่วนตัวเชื่อว่า นายกฯ หรือคสช.ไม่มีทางไปยุ่งหรือหนุนพรรคไหน นอกจากนี้ นายกฯรับรู้ว่าประชาชน ให้ความสนใจการเมือง แต่ที่ผ่านมามีเเต่นักวิชาการ รวมถึงนักการเมืองพูดมามากเเล้ว การตั้งคำถาม หรือโจทย์รอบนี้นายกฯ คงอยากได้คำตอบจากประชาชนเท่านั้น

โฆษกวิปก็ช่วยยก-แก้ตัวให้

ด้านนพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ โฆษกวิปสนช. กล่าวว่า ที่ฝ่ายการเมืองออกมาวิจารณ์ 6 คำถามของนายกฯ ในทำนองว่า คสช.ไม่มี ผลงาน มองไม่เห็นอนาคตเลยคงไม่ถูกต้อง เพราะปัญหาแต่ละเรื่องทั้งด้านเศรษฐกิจ และการเมืองนั้น หมักหมมไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเป็นระบบมาเป็นสิบปี พอคสช.เข้ามาก็ได้รับการแก้ไขตามลำดับ ทั้งปัญหาการประมง หรือไอยูยู ปัญหาด้านการบิน หรือ ไอเคโอ รวมถึงการปราบทุจริต ก็กำลังเดินหน้า กฎหมายลูกการตรวจเงินเเผ่นดินที่จะแก้ปัญหาติดขัด ระดับท้องถิ่นรอการประกาศใช้อย่างเป็นทางการ เมื่อระดับล่างดีขึ้น ทุกส่วนจะขับเคลื่อนไปด้วยกัน

นพ.เจตน์กล่าวว่า ตนมองว่าเห็นอนาคต จะมาบอกว่าคสช.ไม่มีผลงานคงไม่ได้ ส่วนเรื่องนายกฯ หรือคสช.จะสนับสนุนหรือไม่สนับสนุนใคร ชอบหรือไม่ชอบใครนั้นก็เป็นสิทธิ ตนไม่ได้หมายความว่า นายกฯ จะใช้เงินสนับสนุนพรรคไหน หรือทำผิดกฎหมาย นั่นเป็นอีกเรื่อง ตอนนี้ทุกอย่างก็เดินไปตามโรดเเม็ป ตนไม่เห็นว่าใครจะไปขวาง ทำให้สะดุด หรือนายกฯ ออกตัวเเล้วว่า จะสนับสนุน พรรคไหนหรือใครในการเลือกตั้งครั้งหน้าจริงๆ จังๆ เลย แค่เพียงนายกฯ อยากฟังคำตอบ จากประชาชนในเเต่ละคำถาม เท่านั้น

อดีตส.ส.ปชป.สวน 6 คำถามตู่

ที่ จ.ตรัง นพ.สุกิจ อัตโถปกรณ์ อดีตส.ส. ตรัง พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีพล.อ. ประยุทธ์ฝากคำถามถึงประชาชน 6 ข้อว่า ตนขอตอบแทนประชาชนแค่ข้อเดียวคือ ข้อ 3 ที่ถามว่า สิ่งที่ คสช.และรัฐบาลนี้ดำเนินการในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ประชาชนมองเห็นอนาคตที่ดีของประเทศชาติบ้างหรือไม่ ขอตอบว่ามองไม่เห็นอนาคต เห็นแต่ความมืดมน เพราะในช่วงรัฐบาลนี้ยางพาราตกต่ำตลอด จนเป็นวลีติดปากชาวบ้านว่า 3 โล 100 ที่สำคัญรัฐบาลไม่สนใจเท่าที่ควรต่อปัญหายางพารา เห็นได้จากโครงการต่างๆที่ประกาศว่าจะนำยางมาใช้ในประเทศกลับล้มเหลวทุกอย่าง

นพ.สุกิจกล่าวว่า วันนี้ปัญหาที่ไม่น่าเกิดขึ้นคือ การที่การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ทำในสิ่งที่แผลงที่สุด ด้วยการจับมือกับ 5 บริษัทส่งออกยางพารา ตั้งบริษัท ร่วมทุนยาง พารา จำกัด เพื่อค้ายางทั้งในและต่างประเทศ พร้อมคุยว่าทำไปเพื่อเขย่าราคาตลาดโลก ท่ามกลางความงุนงงของชาวสวนยางทั้งประเทศ ผลปรากฏว่าล้มเหลวโดยสิ้นเชิง ไม่สามารถทำให้ยางราคาสูงขึ้นได้ แต่กลับลดลงเรื่อยๆ

นพ.สุกิจกล่าวด้วยว่าที่คุยว่าจะเขย่าตลาดโลกโดยเข้าไปค้าขายในตลาดล่วงหน้า ปรากฏ ว่าทำไม่ได้ ท้ายที่สุดกลับมาใช้วิธีเดิมคือประมูลซื้อในตลาดกลางยางพาราในราคานำตลาด ซึ่งล้มเหลวมาแล้วทุกครั้ง แต่รัฐบาลไม่เคยจดจำ ซื้อมาแล้วขายไม่ออก ขายเมื่อใดก็ขาดทุน เลยกองไว้จนล้นตลาดกลางยาง พารา และส่งผลให้เกษตรกรจำเป็นต้องขายให้กับบริษัทเอกชน โดยถูกกดราคา

นพ.สุกิจกล่าวว่า ทั้งนี้ ขอเสนอว่า 1.ให้รัฐบาลควักเงิน 1,000 ล้านบาท จ่ายคืนให้ทั้ง 5 บริษัท เพื่อให้ถอนหุ้นออกไป แล้ว กยท.เดินหน้าตั้งบริษัทไปตามลำพัง พร้อมหามือดีมาบริหาร และซื้อขายยางในราคายุติธรรม เพื่อไม่ให้บริษัทเอกชนกดราคาซื้อยาง 2.รัฐ บาลดำเนินนโยบายใช้ยางในประเทศให้จริงจัง ต่อไปในทุกวิถีทางที่ทำได้ 3.รัฐบาลต้องรับผิดชอบและสนใจปัญหายางพารามากกว่านี้ ไม่ใช่ให้เป็นหน้าที่ของ กยท.ฝ่ายเดียว

ป้อมถกจัดครม.สัญจรปัตตานี

เมื่อเวลา 10.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม เป็นประธานประชุมเตรียมสารัตถะสำหรับการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) ที่ จ.ปัตตานี และสงขลา ระหว่างวันที่ 27-28 พ.ย.นี้ มีพล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหม นายปรเมธี วิมลศิริ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) นายศุภณัฐ สิรันทวิเนติ เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) และหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุม

พล.อ.อุดมเดชกล่าวภายหลังการประชุมว่า ประชุมเพื่อเตรียมความพร้อม และมอบหมายงานให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเร่งรัดขับเคลื่อนงานของรัฐบาล ส่วนเรื่องความปลอดภัย ในการลงพื้นที่ตนคิดว่าไม่น่าห่วง โดย กอ.รมน. ภาค 4 ส่วนหน้าดูแลพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และส่วนใหญ่มีความปลอดภัย เห็นได้จากการวิ่งของนายอาทิวราห์ คงมาลัย หรือตูน บอดี้สแลม แสดงให้เห็นว่าภาคใต้ปลอด ภัย แต่ต้องยอมรับว่ายังมีผู้ที่เห็นต่างแอบแฝงอยู่ โดยเจ้าหน้าที่ต้องระมัดระวัง และทุกคน ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ยินดีที่รัฐบาลจัดประชุม ครม.สัญจรในพื้นที่ เพื่อขับเคลื่อนงานในพื้นที่ให้ดีมากขึ้น

บิ๊กตู่ลุยหนองจิก-เยี่ยมสงขลา

ด้านนายศุภณัฐกล่าวว่า นายกฯ จะลง พื้นที่ อ.หนองจิก จ.ปัตตานี ในวันที่ 27 พ.ย. ซึ่งเป็นเมืองต้นแบบสามเหลี่ยม “มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” และเป็นพื้นที่ต้นแบบเกษตรอุตสาห กรรมก้าวหน้าผสมผสาน ในช่วงเช้านายกฯ จะประชุมร่วมกับหน่วยงานด้านความมั่นคง ที่กองพลทหารราบที่ 15 ค่ายสมเด็จพระ สุริโยทัย ต.บ่อทอง อ.หนองจิก และเป็นประธานเปิดโครงการด้านปศุสัตว์ของ จ.ปัต ตานี จากนั้นไปตรวจเยี่ยมโครงการของศอ.บต. เกี่ยวกับการปลูกปาล์มน้ำมัน ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการพัฒนาพื้นที่ อ.หนองจิก ในช่วงค่ำนายกฯ จะเดินทางไปยัง อ.เมือง จ.สงขลา เพื่อประชุมระหว่างการรับประทานอาหารค่ำ ร่วมกับหัวหน้าส่วนราชการและผู้นำภาคเอกชนในพื้นที่ภาคใต้

เลขาธิการ ศอ.บต.กล่าวว่า วันที่ 28 พ.ย. นายกฯ จะเป็นประธานการประชุมครม.ในช่วงเช้า ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย อ.เมือง ก่อนไปพบปะประชาชนในช่วงบ่าย ทั้งนี้ พล.อ.อุดมเดชจะเป็นประธานประชุมสารัตถะสำหรับการประชุม ครม.สัญจรดังกล่าวอีกครั้ง ในวันที่ 15 พ.ย. เวลา 09.00 น. ที่ตึกสันติไมตรี ซึ่งรายละเอียดทุกอย่างจะลงตัวชัดเจน

เมื่อถามถึงการรักษาความปลอดภัยของ นายกฯ และคณะในการลงพื้นที่ เลขาฯ ศอ.บต. กล่าวว่า พล.อ.ประวิตรสั่งการให้กองทัพภาคที่ 4 กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 และกองอาสารักษาดินแดน กระทรวงมหาดไทย ร่วมกันดูแลพื้นที่ทุกจุด ทั้งการลงพื้นที่ของนายกฯ และรัฐมนตรีกระทรวงต่างๆ

วิษณุนัดถกปลดล็อกท้องถิ่น

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ กล่าวถึงขั้นตอนปลดล็อกให้จัดการเลือกตั้งท้องถิ่นว่า ได้นัดกระทรวงมหาดไทย กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มาประชุมในสัปดาห์หน้า เพื่อรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับการเปิดให้มีการเลือกตั้งท้องถิ่น เนื่องจากคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้ที่จะลงรับสมัครเลือกตั้งท้องถิ่นไม่เหมือนเดิม จึงต้องแก้ไขกฎ หมายก่อนจะดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป

นายวิษณุกล่าวว่า ทั้งนี้ คสช.จะพิจารณาว่าจะปลดล็อกให้มีการเลือกตั้งท้องถิ่นทั้ง อบต. เทศบาล อบจ. กทม. และเมืองพัทยา ในระดับใดก่อน หรือหลังการเลือกตั้งระดับชาติ ซึ่งจะมีทั้งการเลือกสภาท้องถิ่นและสมาชิก จึงคิดว่าไม่ปลดล็อกพร้อมกันทั้งหมด เพราะเกรงจะเกิดความโกลาหลวุ่นวาย เพราะยังมีการเลือกตั้งระดับชาติรออยู่ ถ้าเอาการเลือกตั้งท้องถิ่นไล่ไปทีละระดับ อาจจะไปชนกับการเลือกตั้งระดับชาติหรือกระชั้นเกินไป

ระดับชาติต้องรอกฎหมายก่อน

รองนายกฯ กล่าวว่า การเลือกตั้งท้องถิ่นในบางระดับอาจจำเป็นต้องเลือกตั้งหลังจัดการเลือกตั้งระดับชาติไปแล้ว เรื่องนี้กระทรวงมหาดไทย จะพิจารณาความจำเป็นเหมาะสม เพราะวันนี้อปท.ทุกระดับทำงานครบวาระทุกตำแหน่งแล้ว และมีข้าราชการที่ทำหน้าที่รักษาการอยู่ แม้ทุกอย่างจะเดินหน้าไปอย่างไม่ติดขัด แต่เพื่อให้ก้าวไปสู่ระบอบประชาธิปไตย จึงต้องปล่อยในส่วนเหล่านี้ แต่เมื่อติดคำสั่งคสช. 2 ฉบับ จึงต้องผ่อนคลายว่าการเลือกตั้งท้องถิ่นควรเป็นอย่างไร

นายวิษณุกล่าวต่อว่า การเลือกตั้งระดับชาติควรจะเป็นอย่างไร ตนยังบอกไม่ถูก ทั้งหมดต้องรอให้กระทรวงมหาดไทยแก้กฎ หมายก่อน ซึ่งเตรียมการไว้แล้ว คาดว่าใช้เวลาสักระยะ เพราะแก้ไม่กี่มาตรา โดยดูคุณสมบัติส.ส. ส.ว. เป็นตัวตั้ง เพราะระดับชาติแก้ไปแล้ว ท้องถิ่นก็ต้องเทียบเคียงกัน ซึ่งโจทย์ใหญ่คือจะให้เลือกตั้งท้องถิ่นในระดับใด

สมชัยโวยทำไมไม่หารือกกต.

ด้านนายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต. กล่าวถึงนายวิษณุ ระบุในสัปดาห์หน้าจะเชิญกระทรวงมหาดไทยและกรธ.มาปรึกษาเกี่ยวกับการจัดเลือกตั้งท้องถิ่น โดยไม่กล่าวถึงกกต.ว่า เป็นข่าวที่แปลก เพราะมาตรา 224 (1) ของรัฐธรรมนูญเขียนไว้ชัดเจนว่า กกต.มีหน้าที่และอำนาจจัดหรือดำเนินการให้มีการจัดการเลือกตั้ง 5 ประเภท คือ ส.ส. ส.ว. สภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น และการออกเสียงประชามติ นอกจากนี้ในมาตรา 27 วรรคสอง ของ พ.ร.บ.ว่าด้วยกกต. ก็เขียนไว้ชัดเจนว่าในการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่น หรือ ผู้บริหารท้องถิ่น ให้ กกต.มีอำนาจดำเนินการให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือหน่วยงานของรัฐ เป็นผู้รับผิดชอบจัดการเลือกตั้ง ภายใต้การควบคุมดูแลของ กกต. “หากจะปรึกษาหารือ ควรให้ความสำคัญแก่กกต. เป็นอันดับแรก เพราะกกต.มีหน้าที่ควบคุมดูแลให้การเลือกตั้งสุจริตเที่ยงธรรม คาดว่านายวิษณุคงจะลืม หรือนึกว่าโดนเซ็ตซีโร่ไปแล้ว ไม่ต้องถามก็ได้” นายสมชัยกล่าว

สะพัดสมคิดพา “ยุคล” เข้าพบตู่

ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พล.อ. ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงนายกฯ จะปรับ ครม.ว่า ส่วนตัวไม่มีสิทธิเลือกว่าจะไปอยู่ไหนหรือจะอยู่ที่เดิม เป็นเรื่องของนายกฯ ที่จะพิจารณาตามความเหมาะสม ทีผ่านมานายกฯ ไม่เคยถามความคิดเห็นตนแต่อย่างใด “ส่วนที่ระบุว่าผมจะไปแล้วไม่เอาทหารมาแทนนั้น ไม่เข้าใจว่าทำไมรังเกียจทหารกัน ทำไมทหารทำงานไม่ได้หรือไร ผมก็ทหาร ผมมาอยู่กระทรวงเกษตรฯ ผมก็ทำงานได้”

รายงานข่าวจากกระทรวงเกษตรฯ แจ้งว่า เมื่อวันที่ 9 พ.ย. นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ ได้นำนายยุคล ลิ้มแหลมทอง อดีตรองนายกฯ และรมว.เกษตรฯ เข้าพบพล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ที่ทำเนียบรัฐบาล คาดว่าน่าจะเข้าหารือในเรื่องตำแหน่งรัฐมนตรี โดยครม.ใหม่ เชื่อว่าน่าจะมีนายยุคล เป็นหนึ่งในตัวแทนรัฐมนตรีจากฝ่ายพลเรือน

พท.ยื่นศาลรธน.ไม่ปลดล็อก

ที่สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ คณะทำงานด้านกฎหมายพรรคเพื่อไทย ยื่นคำร้องใช้สิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ว่าการที่หัวหน้าคสช. ไม่ยกเลิกประกาศ คสช.ที่ 57/2557 และคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 3/2558 เข้าข่ายเป็นการกระทำขัดขวางไม่ให้พรรค การเมือง นักการเมือง ดำเนินการกิจกรรมทางการเมือง ตามพ.ร.บ.ว่าด้วยพรรคการ เมือง 2560 ถือเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพของบุคคล ตามมาตรา 45 และเป็นการกระทำต้องตามมาตรา 5 ของรัฐธรรมนูญ หรือไม่

นายเรืองไกรกล่าวว่า พ.ร.บ.พรรคการเมืองมีผลใช้บงคับเมื่อวันที่ 8 ต.ค.2560 และมีการกำหนดระยะเวลาให้พรรคดำเนินกิจกรรมต่างๆ แต่หัวหน้า คสช. มีท่าทีไม่ต้องการปลดล็อกให้พรรคทำกิจกรรมเหล่านั้นได้ และให้สัมภาษณ์ในทำนองว่า หากพรรคดำเนินการไม่ทันตามที่กฎหมายกำหนด จะขยายเวลาให้โดยพิจารณาแล้วว่าไม่ขัดต่อสิทธิเสรีภาพตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด

วินิจฉัยคำสั่งที่ 57/2527-3/2558

นายเรืองไกรระบุว่า ตนในฐานะสมาชิกพรรคเพื่อไทย ถือเป็นผู้ที่รับผลกระทบโดยตรง เพราะการไม่ปลดล็อกถือว่าขัดต่อเสรีภาพของบุคคล จึงขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยแล้วสั่งให้หัวหน้า คสช. หรือนายกฯ หยุดและเลิกกระทำนั้น แล้วให้พรรคหรือผู้ที่จะตั้งพรรค ได้ดำเนินการตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด

นายเรืองไกรกล่าวว่า การที่หัวหน้า คสช. อ้างประกาศ คสช.ที่ 57/2557 และคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 3/2558 ยังมีผลใช้บังคับอยู่ได้นั้น ตาม พ.ร.บ.พรรคการเมือง มาตรา 3 กำหนดไว้อยู่แล้วว่า หากกฎหมายนั้นมีผลบังคับใช้ กฎหมาย อื่นใดที่ขัดหรือแย้งก็ให้สิ้นสภาพไป ดังนั้นจะต้องถือว่าทั้ง 2 คำสั่ง ไม่น่าจะมาใช้ได้ อีกทั้งมีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญชุดนี้ ที่ 12/52 ที่เคยวินิจฉัยเรื่องสิทธิเสรีภาพไว้ว่าในการประกอบกิจการที่ประกาศคณะปฏิวัติห้ามไว้ หากรัฐธรรมนูญใหม่ใช้บังคับก็ให้ประกาศ นั้นสิ้นสภาพไป

คนดังแห่สมัครกกต.แล้ว41ราย

เมื่อวันที่ 10 พ.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภาว่า ตามที่คณะกรรมการสรรหากรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่มีนายชีพ จุลมนต์ ประธานศาลฎีกา เป็นประธาน ได้เปิดรับสมัครบุคคลผู้สมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นกกต. ตั้งแต่วันที่ 19 ต.ค.-10 พ.ย.นั้น มีผู้สมัครรวม 41 คน โดยมีบุคคลที่มีชื่อเสียงจากหลากหลายวงการ ทั้งข้าราชการ ทนายความ นักวิชาการ รวมถึงข้าราชการเกษียณด้วย อาทิ นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการกสทช. นายอิสสรีย์ หรรษาจรูญโรจน์ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ นายธวัชชัย ไทยเขียว รองปลัดกระทรวงยุติธรรม นายเรืองวิทย์ เกษสุวรรณ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ พล.อ.อ.มานะ ประสพศรี อดีตเจ้ากรมกิจการพลเรือนทหารอากาศ

พล.ท.ดร.พีระพงษ์ มานะกิจ กรรมการ กสทช. นางลัดดาวัลย์ ตันติวิทยาพิทักษ์ เลขาธิการคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย (คปก.) นายประชา เตรัตน์ อดีตรองปลัดกระทรวงมหาดไทย นายฐิติเชฏฐ์ นุชนาฏ ที่ปรึกษาประธานศาลรัฐธรรมนูญ นายพีระศักดิ์ หินเมืองเก่า อดีตอธิบดีกรมที่ดิน นายพีระ เพชรพาณิชย์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย นายอิทธิพล บุญประคอง อธิบดีกรมสนธิสัญญญา และกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ พล.ต.อ.วรพงษ์ ชิวปรีชา อดีตรองผบ.ตร. นายเกษม เกษมบัญชา ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลอุทธรณ์ ภาค 1 พล.ท.ศานิต สร้างสมวงษ์ อดีตหัวหน้าศาลทหารสูงสุด

สำหรับขั้นตอนต่อจากนี้ คณะกรรมการสรรหาฯ นัดประชุมในวันที่ 14 พ.ย. เวลา 09.00 น. เพื่อพิจารณาคุณสมบัติทั้ง 41 คน ว่าผู้สมัครมีจำนวนเพียงพอต่อการสรรหาหรือไม่ หรือจะต้องดำเนินการตามมาตรา 12 ของพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยกกต. พ.ศ.2560 เพื่อสรรหา จากบุคคลที่ไม่ได้สมัครแต่มีความเหมาะสมและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญต่อไป

ประยุทธ์ร่วมประชุมเอเปกดานัง

เมื่อเวลา 15.30 น. วันที่ 10 พ.ย. ที่ห้องดานังบอลรูม โรงแรมฟูรามา รีสอร์ต นครดานัง สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ เข้าร่วมการประชุมเต็มคณะระหว่างผู้นำเอเปกกับผู้แทนสภาที่ปรึกษาทางธุรกิจเอเปก (ABAC)

จากนั้น นายกฯ และผู้นำจากชิลี ปาปัวนิวกินี และรัสเซีย ได้เข้าหารือกลุ่มย่อยกับผู้แทน ABAC จากเขตเศรษฐกิจต่างๆ อีก 8 คน ได้แก่ บรูไนดารุสซาลาม แคนาดา จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ นิวซีแลนด์ ฟิลิปปินส์ และสหรัฐ ภายใต้หัวข้อ “การส่งเสริมการเติบโตที่ยั่งยืน ครอบคลุมและมีนวัตกรรม และการส่งเสริมความเป็นสากลของวิสาหกิจขนาดกลางขนาดย่อมและรายย่อย (MSMEs)”

ต่อมาเวลา 16.45 น. ที่ห้องโอเชี่ยน บอลรูม พล.อ.ประยุทธ์เข้าร่วมประชุมอย่างไม่เป็นทางการระหว่างผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปกกับผู้นำอาเซียน หัวข้อ “การร่วมมือกันเพื่อสร้างพลวัตใหม่สำหรับภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกที่บูรณาการและเชื่อมโยงในทุกมิติ”

นายกฯ กล่าวว่า ในฐานะที่ไทยเป็นสมาชิกก่อตั้งทั้งเอเปกและอาเซียน ไทยเห็นพัฒนาการของทั้งสองกรอบมาตั้งแต่แรกเริ่ม จนวันนี้ที่อาเซียนครบรอบ 50 ปี และก้าวสู่การเป็นประชาคมเป็นปีที่สอง นับเป็นช่วงเวลาเหมาะสมที่เอเปกและอาเซียนมีปฏิสัมพันธ์ที่สร้างสรรค์ระหว่างกันเพื่อสร้างพลวัตใหม่ให้ภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก

นายกฯ กล่าวว่า หวังว่าเอเปกและอาเซียนจะเป็นหุ้นส่วนเชิงสร้างสรรค์ สร้างความสอดคล้องระหว่างวิสัยทัศน์ของเอเปกหลังปี 2563 (ค.ศ.2020) วิสัยทัศน์อาเซียนปี 2568 (ค.ศ.2025) และเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ เพื่อส่งเสริมเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในภูมิภาคและยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนทุกกลุ่ม

ออกหมายเรียกพ.ต.อ.พาปูหนี

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 10 พ.ย. ที่ สน.ปทุมวัน พล.ต.ต.ภัคพงศ์ พงษ์เภตรา รองผบช.น. และหัวหน้าพนักงานสอบสวนในคดี พ.ต.อ.ชัยฤทธิ์ อนุฤทธิ์ รอง ผบก.น.5 พัวพันกับการพา น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ หลบหนีไม่ไปฟังคำพิพากษาคดีจำนำข้าว หลังจากคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง มีมติให้มีความผิดวินัยร้ายแรง ตาม ม.78 (1) ประกอบ ม.79 (6) ตามพ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 หลังพบมีความผิดด้วยการใช้รถผิดกฎหมาย พาน.ส. ยิ่งลักษณ์หลบหนี

พล.ต.ต.ภัคพงศ์กล่าวว่า เนื่องจากวันที่ 6 พ.ย. คสช.ได้เข้าแจ้งความเอาผิดพ.ต.อ.ชัยฤทธิ์ ข้อหาเป็นเจ้าพนักงานละเว้นหรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตาม ม.157 ทางเจ้าหน้าที่จึงออกหมายเรียกครั้งที่ 1 เพื่อให้พ.ต.อ.ชัยฤทธิ์มารับทราบข้อกล่าวหา และสอบปากคำเพิ่มเติม ซึ่งก่อนหน้านี้ถูกแจ้งข้อกล่าวหาปลอมแปลงเอกสารและใช้เอกสารราชการปลอมไปแล้ว อย่างไรก็ตาม พ.ต.อ.ชัยฤทธิ์ได้ถูกตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช รรท.ผบช.น. จึงมีคำสั่งให้ออกจากราชการชั่วคราวตั้งแต่วันที่ 23 ต.ค.

พล.ต.ต.ภัคพงศ์กล่าวต่อว่า ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ส่งหมายเรียกไปยังพ.ต.อ.ชัยฤทธิ์ แล้วแต่ยังไม่ได้รับการตอบกลับ หากพ.ต.อ.ชัยฤทธิ์ไม่เดินทางมารับทราบข้อกล่าวหาก็จะออกหมายเรียกครั้งที่ 2 และหากไม่มารับทราบข้อกล่าวหาในหมายเรียกครั้งที่ 2 ก็จะออกหมายจับตามขั้นตอนต่อไป

รายงานข่าวแจ้งว่า เจ้าหน้าที่ยังไม่สามารถติดต่อพ.ต.อ.ชัยฤทธิ์ได้ เนื่องจากเดินทางไปต่างประเทศ

มอบ2ผวจ.ถูกย้ายดูแลน้ำท่วม

เมื่อวันที่ 10 พ.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล นางพัชราภรณ์ อินทรียงค์ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่รมว.มหาดไทย ระบุว่าได้ให้นายภัครธรณ์ เทียนไชย ผวจ.ชลบุรี และนายภาณุ แย้มศรี ผวจ.นนทบุรี มาปฏิบัติหน้าที่ช่วยราชการที่สำนักนายกรัฐมนตรี โดยไม่ขาดจากตำแหน่งเดิม ว่า ผวจ.ทั้งสองคนเข้ามารายงานตัวกับตน เมื่อวันที่ 9 พ.ย. ตามที่มีคำสั่งพิเศษให้มาปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว 3 เดือน จึงมอบหมายงานให้ลงพื้นที่ตรวจราชการ ซึ่งไม่ใช่พื้นที่เดิมที่เคยอยู่ โดยให้ดูพื้นที่ที่มีการส่งเสริมเรื่องการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างพอเพียง และพื้นที่ที่มีความจำเป็นเร่งด่วน เช่น พื้นที่ภาคใต้ที่ขณะนี้ประสบภาวะภัยพิบัติที่ต้องเข้าไปแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน และขอให้ทั้งผวจ.ทั้งสองคน นำความรู้ความสามารถที่เคยทำงานมาใช้ในการลงพื้นที่ตรวจราชการ นอกจากนั้นยังมอบหมายให้ไปดูเรื่องหลักเกณฑ์ประเมินท้องถิ่นดีเด่นด้วย ที่สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี(สปน.) กำลังดำเนินการอยู่

ผู้สื่อข่าวถามว่าผวจ.ทั้งสองคนมีความกังวลหรือไม่ นางพัชราภรณ์กล่าวว่า เท่าที่พูดคุยก็ไม่มีอะไร ยิ้มแย้มแจ่มใสดี เราเป็นข้าราชการระดับนี้ มีภาระหน้าที่ต่อประเทศชาติ ผ่านอะไรมาเยอะต้องทำได้ทุกบทบาท ซึ่งทั้งสองคนพร้อมปฏิบัติงานทันทีหลังจากรายงานตัว